เอกนิติเปิด 3 ยุทธศาสตร์ AI ในเวที IMF-World Bank

ในเวทีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการสร้างงานในประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “Small AI: More and Better Jobs” โดยประเด็นสำคัญคือการทำให้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับรายได้ เพิ่มโอกาส และสร้างงานที่ดีขึ้นให้กับคนไทยทุกกลุ่ม

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่าน เอกนิติเปิด 3 ยุทธศาสตร์ AI ในเวที IMF-World Bank ซึ่งมุ่งใช้ AI เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจรายย่อย การพัฒนาทักษะแรงงาน ไปจนถึงการสร้างระบบดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม

เอกนิติเปิด 3 ยุทธศาสตร์ AI ในเวที IMF-World Bank

ประเทศไทยกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ภายใต้กรอบแนวคิด “AI for All” หรือ AI สำหรับทุกคน โดยมี 3 มิติหลักที่ทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง

เอกนิติเปิด 3 ยุทธศาสตร์ AI ในเวที IMF-World Bank มีอะไรบ้าง

  • AI in All: นำ AI ไปใช้ในทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและช่วยให้ธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • All in AI: สร้างขีดความสามารถ อุตสาหกรรมใหม่ และตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง
  • AI for All: ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงโอกาสจาก AI พร้อมมีมาตรการดูแลผู้ที่ต้องปรับตัวและพัฒนาทักษะใหม่

AI in All ยกระดับร้านค้ารายย่อยด้วยนกกระซิบ

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือโครงการช่วยเหลือทางการเงิน AI นกกระซิบ ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนร้านค้าขนาดเล็กให้รับมือกับความท้าทายด้านต้นทุนและวิกฤตพลังงาน โครงการนี้ไม่ได้จำกัดบทบาทของ AI ไว้เพียงการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ยังพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกิจในแต่ละวัน

ร้านค้าสามารถใช้แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อเข้าถึงความช่วยเหลือ รวมถึงใช้เครื่องมือในการจัดการสต็อกสินค้า คำนวณกำไร และดูข้อมูลการทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นสถานะของธุรกิจอย่างเป็นระบบ และสามารถวางแผนการสั่งซื้อหรือบริหารกระแสเงินสดได้แม่นยำกว่าเดิม

จุดเด่นอีกประการคือข้อมูลจากการทำธุรกรรมสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ ร้านค้าขนาดเล็กจำนวนมากอาจไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติเครดิตแบบเดิม แต่ข้อมูลการขายและการรับชำระเงินช่วยให้สถาบันการเงินเข้าใจศักยภาพของกิจการมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการใช้งานแล้วเกือบ 1 ล้านราย และมีธนาคารพันธมิตร เช่น ธนาคารกรุงไทย เข้ามาสนับสนุนด้านเงินทุน

All in AI สร้างงานใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยุทธศาสตร์ที่สองมุ่งเน้นการทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยภาครัฐให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เซมิคอนดักเตอร์ บริการคลาวด์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การลงทุนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ พร้อมสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการ ประเทศไทยจึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษาผ่านโปรแกรมสะพานทักษะ เพื่อฝึกอบรมแรงงานให้พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล หลักสูตรควรครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม ความปลอดภัยไซเบอร์ ระบบคลาวด์ และการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ

นอกจากการพัฒนาบุคลากรแล้ว ยังมีแนวทางลดต้นทุนการเข้าถึง AI เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพและมหาวิทยาลัยสามารถสร้างเครื่องมือของตนเองได้ หากผู้พัฒนาไทยมีโอกาสทดลองและสร้างนวัตกรรมมากขึ้น ประเทศก็จะมีโซลูชันที่ตอบโจทย์บริบทท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจหรือบริการสาธารณะในอนาคต

AI for All ทำให้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ประชาชนแต่ละกลุ่มมีความพร้อมในการปรับตัวเข้าหา AI แตกต่างกัน บางคนสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็ว ขณะที่บางกลุ่มอาจขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต ความรู้ หรือโอกาสในการฝึกอบรม ดังนั้น การพัฒนา AI จึงต้องเดินควบคู่กับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจ

ภาครัฐมีแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและงบประมาณ เพื่อให้การช่วยเหลือด้านรายได้และการฝึกทักษะใหม่ หรือ Reskilling ตรงกับความต้องการของแต่ละคนมากขึ้น การใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสมจะช่วยให้หน่วยงานสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน และเข้าถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน การใช้ AI อย่างแพร่หลายก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่ เช่น การฉ้อโกงออนไลน์ การปลอมแปลงข้อมูล และ Deepfakes ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนากฎเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัย และความรู้เท่าทันดิจิทัลควบคู่กัน ประชาชนควรรู้จักตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่จำเป็น และใช้บริการดิจิทัลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

โอกาสของไทยจากยุทธศาสตร์ AI

สาระสำคัญจาก เอกนิติเปิด 3 ยุทธศาสตร์ AI ในเวที IMF-World Bank คือ AI ควรถูกใช้เพื่อสร้างโอกาส ไม่ใช่เพิ่มช่องว่างระหว่างคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีกับคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การช่วยร้านค้ารายย่อย การสร้างแรงงานทักษะสูง และการดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน

ในมุมมองของผู้ประกอบการ การเริ่มต้นใช้ AI อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยระบบขนาดใหญ่ แต่อาจเริ่มจากเครื่องมือที่ช่วยจัดการบัญชี วิเคราะห์ยอดขาย ตอบคำถามลูกค้า หรือคาดการณ์สต็อกสินค้า เมื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจก็จะมีข้อมูลมากขึ้นและสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับตนเองได้

สำหรับประชาชน การเรียนรู้ทักษะดิจิทัลพื้นฐานและการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณจะเป็นทักษะสำคัญในตลาดแรงงานยุคใหม่ ส่วนภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันสร้างหลักสูตรที่เข้าถึงง่าย สนับสนุนอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต รวมถึงออกแบบระบบคุ้มครองข้อมูลที่ประชาชนไว้วางใจได้

โดยสรุป 3 ยุทธศาสตร์นี้จะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อทุกฝ่ายร่วมกันเปลี่ยน AI จากคำศัพท์ทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และเปิดประตูสู่อาชีพใหม่ หากประเทศไทยเดินหน้าพัฒนา AI ควบคู่กับคน ความรู้ และความรับผิดชอบ เทคโนโลยีจะกลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตและทั่วถึงมากขึ้น

ที่มา – เอกนิติ’ เปิด 3 ยุทธศาสตร์ ‘AI’ ชูนกกระซิบ ในงานประชุม IMF-World Bank

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *