เอกนิติ กางยุทธศาสตร์สติ รับมือวิกฤตโลกไร้กติกา

โลกเศรษฐกิจในวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และหลายประเทศต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่คาดเดาได้ยาก ทั้งสงคราม การแข่งขันทางเทคโนโลยี วิกฤตพลังงาน และกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเสนอแนวคิด เอกนิติ กางยุทธศาสตร์สติ รับมือวิกฤตโลกไร้กติกา เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางทิศทางประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ในอดีต โครงสร้างเศรษฐกิจโลกมีมหาอำนาจหลักที่ชัดเจน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ช่วงปี พ.ศ. 2523 หรือ ค.ศ. 1980 ประเทศเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากต่อทิศทางการค้า การเงิน และการลงทุนของโลก ข้อตกลงพลาซา หรือ Plaza Accord ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับแผนการผลิตด้วยการย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย

ประเทศไทยในเวลานั้นสามารถมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยพัฒนาโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตเพื่อการส่งออก นโยบายเหล่านี้ช่วยผลักดันให้ไทยยกระดับจากประเทศเกษตรกรรมไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

เอกนิติ กางยุทธศาสตร์สติ รับมือวิกฤตโลกไร้กติกา

ปัจจุบันบริบทโลกแตกต่างจากอดีตอย่างมาก เศรษฐกิจไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ แต่กลายเป็นโลกหลายขั้วที่มีการแข่งขันในหลายมิติ ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการทางการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง การตั้งกำแพงภาษีจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

นักลงทุนเองก็เปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ซึ่งมีต้นทุนต่ำที่สุด มาเป็นการเลือกพื้นที่ที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากที่สุด ความต่อเนื่องของนโยบาย ความมั่นคงด้านพลังงาน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสามารถในการรับมือวิกฤต ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน

เอกนิติ กางยุทธศาสตร์สติ รับมือวิกฤตโลกไร้กติกาอย่างไร

จุดยืนความเป็นกลางของไทยถือเป็นข้อได้เปรียบในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังแข่งขันและแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ไทยสามารถรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่าย และเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากหลากหลายประเทศเข้ามาทำธุรกิจได้ ตัวเลขยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในปีที่ผ่านมา จึงเพิ่มขึ้นถึง 1.47 ล้านล้านบาท หรือเติบโตเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์

การลงทุนที่เติบโตขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่ยังครอบคลุมกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB อุปกรณ์ Optical Transceiver ศูนย์ข้อมูล ระบบปัญญาประดิษฐ์ และธุรกิจดิจิทัล การขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล่านี้สะท้อนว่าไทยมีโอกาสเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งใหม่ของภูมิภาค หากสามารถพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานได้ทันกับความต้องการ

สามเสาหลักสำหรับพาประเทศผ่านความผันผวน

กระทรวงการคลังเสนอแนวทางขับเคลื่อนประเทศผ่านสามเสาหลัก เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยแต่ละเสาหลักต้องทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ ประชาชน และหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบ

  • เสาหลักที่หนึ่ง การสร้างความมั่นคง ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน อาหาร การเงิน และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป การกระจายความเสี่ยงจะช่วยให้ประเทศรับมือกับสงคราม ภัยพิบัติ และปัญหาการขนส่งระหว่างประเทศได้ดีขึ้น
  • เสาหลักที่สอง การยกระดับศักยภาพ ไทยควรลงทุนในเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรม และทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ วิศวกรรม และพลังงานสะอาด การพัฒนาคนจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างงานที่มีรายได้สูง
  • เสาหลักที่สาม การสร้างโอกาส การเติบโตทางเศรษฐกิจควรกระจายไปยังภูมิภาคและกลุ่มประชาชนอย่างทั่วถึง รัฐต้องสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก เกษตรกร ชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นให้เข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดใหม่

อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามคือวิกฤตพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลต่อแหล่งผลิตพลังงานประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของโลก เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลกระทบดังกล่าวทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาสที่สองพลิกกลับมาขาดดุลสูงถึง 600,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ความต้องการพลังงานสะอาดก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกับสินค้านำเข้า ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานจากขยะ ควบคู่กับการปรับปรุงระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า

สำหรับภาคธุรกิจ การรับมือโลกไร้กติกาไม่ควรรอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงปรับตัว ผู้ประกอบการควรกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ลงทุนในระบบอัตโนมัติ และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ส่วนประชาชนควรติดตามทักษะใหม่ วางแผนการเงิน และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน

โดยสรุป แนวคิด เอกนิติ กางยุทธศาสตร์สติ รับมือวิกฤตโลกไร้กติกา สะท้อนว่าประเทศไทยต้องใช้ความรอบคอบ ความยืดหยุ่น และการมองการณ์ไกลเป็นเครื่องมือสำคัญ การรักษาความเป็นกลางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไทยไม่เร่งสร้างความมั่นคง ยกระดับศักยภาพ และกระจายโอกาสให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส หากทุกภาคส่วนร่วมกันปรับตัวอย่างมีสติ ไทยก็สามารถเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นแรงผลักดันสู่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ‘เอกนิติ’ กางยุทธศาสตร์ ‘สติ’ (STI) รับมือวิกฤตโลกไร้กติกา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *