แข่งขันไทยดีขึ้นจริงหรือ ภาคธุรกิจเดอะแบกตัวจริง
ถ้าเราลองย้อนเวลากลับไปมองดูสถานการณ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนรถไฟเหาะที่วนเวียนอยู่ในอันดับเดิมๆ คืออันดับที่ 25 ถึง 33 การที่เราตั้งคำถามว่า แข่งขันไทยดีขึ้นจริงหรือ จึงเป็นเรื่องที่น่าขบคิด เพราะในขณะที่ตัวเลขดูดีขึ้นในบางมิติ แต่หากเจาะลึกลงไปเราจะพบว่า ภาคธุรกิจเดอะแบกตัวจริง คือพลังสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่พยุงโครงสร้างอันเปราะบางเอาไว้
เหตุผลที่การ แข่งขันไทยดีขึ้นจริงหรือ ยังคงเป็นคำถามคาใจ
มีสองปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ภาพรวมอันดับของไทยดูดีขึ้น อย่างแรกคือความแข็งแกร่งของภาคเอกชนไทยที่ปรับตัวเก่งมากในภาวะต้นทุนพุ่งสูง และอีกประการหนึ่งคือการที่ประเทศคู่แข่งทั่วโลกกำลังประสบปัญหาลุมเร้าจากวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาสภาพภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้คะแนนของประเทศยักษ์ใหญ่ที่เคยนำหน้าเราถดถอยลง
ภาคเอกชนคือพระเอก แต่ภาครัฐกลับเป็นตัวถ่วง
เราต้องยอมรับความจริงว่า ภาคธุรกิจเดอะแบกตัวจริง ในเวลานี้ เพราะในขณะที่ดัชนีประสิทธิภาพของภาคเอกชนและตลาดแรงงานพุ่งสูงขึ้น แต่เมื่อดูที่ประสิทธิภาพของภาครัฐ เรายังคงย่ำอยู่กับที่ในอันดับที่ 32 โดยมีปัญหาเชิงโครงสร้างรอการแก้ไขอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายที่ซับซ้อน ปัญหาการคอร์รัปชัน รวมถึงความโปร่งใสที่ยังไม่เพียงพอ
- การปฏิรูปการศึกษา: โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค AI แต่เรายังติดกับดักการท่องจำ
- โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ไทยร่วงลงถึง 7 อันดับ เพราะเราปรับตัวด้านเทคโนโลยีไม่ทัน
- พลังงานสะอาด: เป็นกุญแจสำคัญที่รัฐต้องผลักดันร่วมกับเอกชนอย่างจริงจัง
หากจะหาคำตอบว่า แข่งขันไทยดีขึ้นจริงหรือ เราคงต้องบอกว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ถูกห่อด้วยกระดาษของขวัญอันสวยงาม ภาคธุรกิจพยายามอย่างหนักในการขับเคลื่อนประเทศ แต่หากภาครัฐไม่ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้สนับสนุนที่แท้จริง อีกไม่นานเราอาจถึงจุดที่ต้องหมดแรงแบกรับสภาพที่เป็นอยู่
ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องผ่าตัดใหญ่ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เท่าทันโลก นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องอาศัยเพียงแค่ภาคเอกชนแบกทุกอย่างไว้เพียงลำพัง