แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ

ประเด็น แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ระบบการเงินของประเทศจะมีความแข็งแกร่งและรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น แต่เศรษฐกิจในภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปกลับยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะหลังผ่านวิกฤติครั้งใหญ่หลายระลอก

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยในเวทีเสวนาระหว่างการประชุม IMF-World Bank 2026 ว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย ธปท. ได้ปรับโครงสร้างระบบการเงินครั้งใหญ่ ทั้งการใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ และการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ ส่งผลให้ภาคการเงินไทยมีความมั่นคงกว่าสมัยก่อนอย่างชัดเจน

แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเศรษฐกิจในภาคการผลิต การลงทุน และการจ้างงาน กลับพบว่าอัตราการเติบโตมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี หลังจากนั้นอัตราการเติบโตลดลงเหลือประมาณ 5.3% ต่อปี และหลังวิกฤติการเงินโลกก็ชะลอตัวลงเหลือราว 3.5% ต่อปี

หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.4% ต่อปีเท่านั้น ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.1-2.3% ตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงผลกระทบชั่วคราวจากวิกฤติหรือปัจจัยภายนอกเท่านั้น

แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง

ปัญหาหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทยมีหลายด้าน ตั้งแต่ผลิตภาพของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นช้า ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การเข้าสู่สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนระดับสูง ไปจนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนของผู้ประกอบการรายเล็ก นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศอื่น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และกติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การแก้ปัญหาเหล่านี้จึงไม่สามารถพึ่งมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวได้ รัฐบาล ธปท. ภาคธุรกิจ และประชาชนจำเป็นต้องร่วมกันวางแผนระยะยาว เพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้มีผลิตภาพสูงขึ้นและกระจายโอกาสไปยังคนในวงกว้าง

การประสานนโยบายการเงินและการคลังเป็นเรื่องสำคัญ

หนึ่งในแนวทางที่ผู้ว่าการ ธปท. เน้นย้ำ คือการประสานงานระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน นโยบายการคลังควรช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด พร้อมใช้ทรัพยากรของประเทศเพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรจัดทำงบประมาณอย่างรอบคอบและค่อย ๆ ปรับลดการขาดดุล เพื่อควบคุมภาระหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ การใช้งบประมาณควรเน้นโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าการอัดฉีดเงินที่ช่วยได้เพียงชั่วคราว

สำหรับนโยบายการเงิน หน้าที่สำคัญคือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค รักษาเสถียรภาพราคา และสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างทั่วถึง ธปท. ยังจำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจ รวมถึงเก็บพื้นที่ในการดำเนินนโยบายไว้รองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต

ผลกระทบต่อ SME และเศรษฐกิจฐานราก

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือสถานการณ์สินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งหดตัวต่อเนื่องถึง 16 ไตรมาส โดยไตรมาสล่าสุดสินเชื่อ SME ลดลง 4.4% สวนทางกับสินเชื่อทั้งระบบที่ยังเติบโตประมาณ 6% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากยังมีข้อจำกัดด้านรายได้ หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้

การช่วยเหลือ SME จึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะหากธุรกิจยังมีต้นทุนสูง ผลิตภาพต่ำ หรือไม่มีตลาดรองรับ การกู้เงินเพิ่มอาจกลายเป็นภาระในอนาคตได้ ภาครัฐและสถาบันการเงินควรคัดเลือกกลุ่มที่มีศักยภาพ พร้อมช่วยยกระดับความรู้ เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และช่องทางการตลาด

  • สนับสนุนธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันและมีแผนเติบโตชัดเจน
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกัน
  • ช่วยให้ SME ปรับตัวด้านดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการผลิต
  • เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น อาหารแปรรูป เกษตรสมัยใหม่ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

นอกจากเรื่องสินเชื่อแล้ว ธปท. ยังผลักดันงานสำคัญอีกหลายด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุน การส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน และการจัดการภัยทางการเงินหรือสายธารเงินผิดกฎหมาย แนวทางเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ปลอดภัยและมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย

ภาพรวมจากประเด็น แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยหมดโอกาสเติบโต แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายเร่งแก้ปัญหาที่สะสมมานาน การฟื้นเศรษฐกิจควรมุ่งสร้างความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ธุรกิจไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ การติดตามทิศทางนโยบายการเงิน การวางแผนกระแสเงินสด และการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง ส่วนภาครัฐควรสื่อสารนโยบายให้ชัดเจน ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานร่วมกับธนาคารกลางอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุดแล้ว แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปโครงสร้าง สนับสนุนธุรกิจที่มีอนาคต และดูแลกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด เศรษฐกิจไทยก็ยังมีโอกาสกลับมาเติบโตอย่างแข็งแรงและทั่วถึงมากขึ้น

ที่มา – แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ จี้ประสานนโยบายการเงิน-การคลัง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *