แลนเซตเตือนโลกร้อนคร่าชีวิต 3 ล้านราย
วิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพที่คนทั่วโลกต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก รายงานล่าสุดจากวารสารการแพทย์เดอะ แลนเซต เรียกร้องให้รัฐบาลนานาชาติประกาศให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพระดับโลก” หลังพบว่าอุณหภูมิสูงจัดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกราว 3 ล้านราย ระหว่างปี 2559-2566
แลนเซตเตือนโลกร้อนคร่าชีวิต 3 ล้านราย
รายงานดังกล่าวจัดทำโดยนักวิจัย 146 คน จาก 30 ประเทศ และเผยแพร่ก่อนการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ หรือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 31 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่เมืองอันตัลยาของตุรกี โดยเนื้อหาระบุอย่างชัดเจนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพ เศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขในหลายภูมิภาค
เฉพาะปี 2566 มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนทั่วโลกประมาณ 710,000 ราย และมากกว่า 70% ของจำนวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ตัวเลขนี้สะท้อนว่าอากาศร้อนไม่ใช่เพียงความไม่สบายตัวในชีวิตประจำวัน แต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตจริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก ผู้มีโรคประจำตัว และแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
แลนเซตเตือนโลกร้อนคร่าชีวิต 3 ล้านราย สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
จำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนตลอดช่วง 8 ปีหลังความตกลงปารีสในปี 2558 มีจำนวนใกล้เคียงกับประชากรทั้งหมดของเวลส์ที่ต้องสูญเสียชีวิตจากอุณหภูมิสูงภายในระยะเวลาเดียวกัน เหตุการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าการรับมือแบบเฉพาะหน้าอาจไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนระยะยาว พร้อมยกระดับระบบเตือนภัยและบริการทางการแพทย์ให้สามารถรับมือกับคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้ช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนจัดยาวนานขึ้น หลายพื้นที่เผชิญทั้งภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม และพายุรุนแรงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยในปี 2568 ภัยแล้งรุนแรงส่งผลกระทบต่อพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นผิวโลกเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนขาดแคลนน้ำ อาหาร และที่อยู่อาศัย รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อ โรคระบบทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น
ความร้อนไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะกับสุขภาพเท่านั้น แต่ยังลดประสิทธิภาพการทำงานและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม รายงานประเมินว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 33.80 ล้านล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากผลิตภาพแรงงานที่ลดลง คนทำงานต้องหยุดพักบ่อยขึ้น ทำงานได้ช้าลง และไม่สามารถทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัดได้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีความสูญเสียเทียบเท่ากับ 3.9% และ 3.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศตามลำดับ ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากต้องรับภาระซ้ำซ้อน ทั้งการลงทุนเพื่อฟื้นฟูจากภัยพิบัติ การดูแลผู้ป่วยจากความร้อน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่มีทรัพยากรและงบประมาณจำกัดกว่าประเทศร่ำรวย
พลังงานสะอาดยังต้องเร่งขยายตัว
แม้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือประมาณ 70.97 ล้านล้านบาท และมากกว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลถึงสองเท่า แต่เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีสัดส่วนราว 80% ของพลังงานที่ใช้ทั่วโลก การพึ่งพาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในระดับสูงทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลงอย่างรวดเร็วพอ
นอกจากเป็นตัวเร่งภาวะโลกร้อนแล้ว เชื้อเพลิงฟอสซิลยังทำให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตประมาณ 2.73 ล้านรายต่อปี ประชาชนจึงได้รับผลกระทบทั้งจากอากาศร้อนและฝุ่นควันในเวลาเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจึงควรดำเนินควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงพลังงานที่ปลอดภัยและมีราคาสมเหตุสมผล
สิ่งที่รัฐบาลและประชาชนควรเร่งดำเนินการ
ตั้งแต่ปี 2559 มี 56 ประเทศจากสมาชิกองค์การอนามัยโลกทั้งหมด 194 ประเทศที่ปรับปรุงระบบสาธารณสุขและระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้ายังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประเทศยากจนที่มีความเสี่ยงสูงแต่กลับได้รับเงินทุนวิจัยและทรัพยากรสนับสนุนน้อยกว่าประเทศร่ำรวย
- ยกระดับระบบเตือนภัย: แจ้งเตือนคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุให้ประชาชนเข้าถึงได้รวดเร็ว
- ปรับปรุงระบบสาธารณสุข: เพิ่มความพร้อมของโรงพยาบาล บุคลากร และเวชภัณฑ์ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: เร่งใช้พลังงานสะอาด เพิ่มพื้นที่สีเขียว และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- คุ้มครองกลุ่มเสี่ยง: จัดมาตรการดูแลผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง และแรงงานกลางแจ้ง
- เพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ: สนับสนุนเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรง
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงสองปีที่ผ่านมาอาจทำให้ประเด็นโลกร้อนและสุขภาพถูกลดความสำคัญลง แต่การเพิกเฉยจะยิ่งเพิ่มความเสียหายในอนาคต รายงานของเดอะ แลนเซตจึงเป็นมากกว่าการนำเสนอตัวเลขผู้เสียชีวิต เพราะเป็นคำเตือนให้ทุกฝ่ายมองวิกฤติสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขร่วมกัน
สำหรับประชาชน การลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง เลือกใช้ขนส่งสาธารณะ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และติดตามประกาศเตือนภัยในช่วงอากาศร้อนจัด ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดความเสี่ยงได้ แม้การเปลี่ยนแปลงระดับบุคคลจะไม่เพียงพอเพียงลำพัง แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับนโยบายที่จริงจังของรัฐบาล ก็สามารถสร้างแรงผลักดันให้สังคมเดินหน้าไปสู่อนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิมได้
ท้ายที่สุด ตัวเลขผู้เสียชีวิตหลายล้านรายควรเป็นแรงผลักดันให้ทุกประเทศลงมือทันที ไม่ใช่รอให้วิกฤติรุนแรงขึ้นจนระบบสาธารณสุขรับไม่ไหว การแก้โลกร้อนวันนี้คือการปกป้องชีวิต เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป
ที่มา – “แลนเซต” เตือนโลกร้อนคร่าชีวิต 3 ล้านราย จี้ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก