แอลจีเรียส่งกองกำลังไปไนเจอร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี
สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันตกกำลังได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า แอลจีเรียส่งกองกำลังไปไนเจอร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจบริเวณชายแดนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานจากกรุงแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรียว่า รัฐสภาแอลจีเรียมีมติสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ต่อการส่งหน่วยทหารของกองทัพแอลจีเรียไปยังนิคมชายแดนมาดามา ทางตอนเหนือของไนเจอร์ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้พรมแดนลิเบีย และเคยเป็นที่ตั้งของฐานทัพฝรั่งเศสซึ่งใช้สนับสนุนปฏิบัติการบาร์คานในภูมิภาคซาเฮล
แอลจีเรียส่งกองกำลังไปไนเจอร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี
แม้รัฐสภาจะให้การสนับสนุนแผนดังกล่าว แต่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของไนเจอร์ระบุว่า ยังไม่มีการยืนยันว่ามีการประจำการทหารแอลจีเรียอย่างเป็นทางการในพื้นที่มาดามา ความแตกต่างระหว่างการอนุมัติทางการเมืองกับการเคลื่อนกำลังจริงจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการส่งกำลังทหารไปต่างประเทศอาจมีรายละเอียดด้านภารกิจ ขอบเขตอำนาจ และความร่วมมือกับรัฐบาลเจ้าภาพที่ยังไม่เปิดเผยทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ พล.อ.บาชารู อิโบร อามาดู เสนาธิการประธานาธิบดีไนเจอร์ เดินทางเยือนพื้นที่คาวาร์ ในเขตบิลมา ภูมิภาคอากาเดซ ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. โดยคณะเดินทางต่อไปยังนิคมมาดามา เพื่อหารือกับผู้บัญชาการทหารท้องถิ่นเกี่ยวกับแผนการจัดตั้งหรือพัฒนาฐานทัพ จากนั้นจึงเดินทางกลับไปยังเมืองดิร์คู เพื่อพบเจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยงานท้องถิ่น
เหตุผลที่แอลจีเรียจับตาพื้นที่ชายแดนไนเจอร์
ชายแดนระหว่างแอลจีเรีย ไนเจอร์ และลิเบียเป็นพื้นที่กว้างใหญ่และมีภูมิประเทศทุรกันดาร การควบคุมพื้นที่ทำได้ยาก ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากการลักลอบขนสินค้า การเคลื่อนย้ายของกลุ่มติดอาวุธ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การมีจุดประจำการหรือฐานสนับสนุนใกล้ชายแดนอาจช่วยให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนข้อมูลและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจัดกำลังในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายเฉพาะด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ การรักษาอิทธิพลในภูมิภาค และความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในการเข้ามามีบทบาทแทนที่มหาอำนาจเดิม หลังฝรั่งเศสลดบทบาททางทหารในหลายประเทศของแอฟริกาตะวันตก
ความสัมพันธ์ระหว่างแอลเจียร์กับนีอาเมกำลังเปลี่ยนไป
ในปี 2566 แอลจีเรียเคยคัดค้านการรัฐประหารในไนเจอร์ ซึ่งนำผู้นำทางทหารชุดปัจจุบันขึ้นสู่อำนาจ ท่าทีดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด ต่อมาในปีที่ผ่านมา ไนเจอร์เรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับจากกรุงแอลเจียร์ หลังจากแอลจีเรียยิงโดรนของมาลีตกใกล้พื้นที่ชายแดน เหตุการณ์นี้เพิ่มความระมัดระวังระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง
แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลแอลเจียร์ของแอลจีเรียกับรัฐบาลนีอาเมของไนเจอร์อาจกำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจร่วมกันในการจัดการปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน และต้องการลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคซาเฮล
- ด้านความมั่นคง: การประสานงานอาจช่วยเฝ้าระวังกลุ่มติดอาวุธและเส้นทางลักลอบข้ามแดน
- ด้านการทูต: การร่วมมือกันอาจเป็นสัญญาณว่าความขัดแย้งจากอดีตเริ่มคลี่คลาย
- ด้านยุทธศาสตร์: พื้นที่มาดามามีความสำคัญต่อการควบคุมเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างแอฟริกาเหนือกับภูมิภาคซาเฮล
- ด้านการเมืองภายใน: การส่งทหารไปต่างประเทศจำเป็นต้องได้รับการอธิบายต่อประชาชนและรัฐสภาอย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญคือ แอลจีเรียมีนโยบายระมัดระวังต่อการส่งทหารออกนอกประเทศมาโดยตลอด ดังนั้น การที่รัฐสภาสนับสนุนภารกิจในไนเจอร์จึงถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่มีนัยสำคัญ หากมีการส่งกำลังจริง นี่จะเป็นหนึ่งในครั้งแรก ๆ ในรอบหลายทศวรรษที่กองทัพแอลจีเรียเข้าไปมีบทบาททางทหารในต่างแดนอย่างชัดเจน
ผู้สังเกตการณ์ยังต้องจับตาว่า ภารกิจดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ การฝึกอบรม การลาดตระเวนชายแดน หรือการประจำการเพื่อปฏิบัติการร่วมกับกองทัพไนเจอร์ หากภารกิจมีขอบเขตจำกัดและได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลไนเจอร์ ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศ แต่หากมีการขยายกำลังโดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ก็อาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมระหว่างประเทศเกิดความกังวล
สำหรับประชาชนในพื้นที่ สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือความปลอดภัย การเดินทางที่สะดวก และโอกาสทางเศรษฐกิจ การเพิ่มกำลังทหารจึงควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาชุมชน การดูแลชายแดนอย่างมีมนุษยธรรม และการแก้ปัญหาการว่างงานหรือความยากจน มิฉะนั้นมาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ต้นเหตุของความไม่สงบได้
สรุป: รายงานเรื่อง แอลจีเรียส่งกองกำลังไปไนเจอร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในภูมิภาค แม้ยังไม่มีการยืนยันการประจำการอย่างเป็นทางการ แต่การสนับสนุนจากรัฐสภาและการหารือเรื่องฐานทัพสะท้อนว่า ทั้งสองประเทศกำลังพิจารณาความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับขอบเขตภารกิจ ความโปร่งใส และการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน
มุมมองที่น่าติดตามคือ การร่วมมือครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้แอลจีเรียและไนเจอร์สร้างกลไกความมั่นคงของภูมิภาคด้วยตนเอง แต่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการพัฒนาควบคู่กับการใช้กำลัง เพื่อให้ความมั่นคงนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนจริง
ที่มา – แอลจีเรียเตรียมส่งกองกำลังไปไนเจอร์ ประจำการทหารต่างแดนครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี