โฆษกรัฐบาลโต้ดราม่า อนุทินร้องเพลงเถียนมี่มี่ที่จีน
โฆษกรัฐบาลโต้กระแสวิจารณ์อนุทินร้องเพลงเถียนมี่มี่
กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันในโลกออนไลน์ไม่น้อย สำหรับกรณีที่มีกระแสตีกลับไปยัง คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากที่ท่านได้โชว์ลูกคอด้วยการร้องเพลงสุดคลาสสิกอย่าง “เถียน มี่มี่” ในระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ล่าสุดทางฝั่งทำเนียบรัฐบาลโดยคุณรัชดา ธนาดิเรก ได้ออกมาแจกแจงถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้ตรงกันครับ
เบื้องหลังการทูตด้วยดนตรีที่จีน
จริงอยู่ที่ว่าในอดีตเพลงนี้อาจเคยมีประเด็นเรื่องการแบน แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้วครับ โฆษกรัฐบาลโต้กระแสวิจารณ์อนุทินร้องเพลงเถียนมี่มี่ โดยย้ำว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่คนจีนชื่นชอบและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี บรรยากาศในงานมื้อเที่ยงที่นายกฯ จีน ให้เกียรติเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น ทุกคนต่างยิ้มแย้มและปรบมือไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนี่ถือเป็นวิถีทางของ “การทูตด้วยดนตรี” ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
หากเรามองข้ามดราม่าไปดูที่เนื้อหาสาระสำคัญ คุณจะพบว่าการเดินทางไปเยือนจีนครั้งนี้ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ไปร้องเพลงเล่นกันนะครับ แต่มีการลงนามข้อตกลงที่สำคัญถึง 15 ฉบับ ซึ่งผลลัพธ์จากข้อตกลงเหล่านี้จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อีกไกล
สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเล็กน้อย คือ:
- การขับเคลื่อนข้อตกลง: ติดตามว่า 15 ฉบับที่ลงนามไปนั้น จะถูกนำมาปฏิบัติจริงจนส่งผลต่อประชาชนอย่างไร
- การสร้างสัมพันธภาพ: การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้าด้วยกัน
- การใช้สื่อในทางสร้างสรรค์: เน้นการนำเสนอสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าเรื่องที่ไม่เป็นความจริง
สุดท้ายแล้ว การกระทำที่สร้างรอยยิ้มและพื้นที่แห่งความเข้าใจต่อกันในเวทีโลกถือเป็นสิ่งที่มีค่าครับ โฆษกรัฐบาลโต้กระแสวิจารณ์อนุทินร้องเพลงเถียนมี่มี่ เพื่อให้เราหันมาโฟกัสกับ “แอคชั่น” และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ดีกว่าครับ ว่าแล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับการใช้ดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบนี้บ้าง?