“โซลบัคเคน” โวยบอลโดนสายเคเบิลก่อนเสียประตู
กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงในวงการฟุตบอลเมื่อ สตาเล โซลบัคเคน กุนซือทีมชาตินอร์เวย์ ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยเขามั่นใจว่าลูกบอลได้ไปโดนสายเคเบิลของกล้องถ่ายทอดสดที่ห้อยอยู่เหนือสนาม ก่อนที่ทีมของเขาจะเสียประตูให้กับจู๊ด เบลลิงแฮม ในช่วงท้ายครึ่งแรก ซึ่งหลายฝ่ายจับตามองว่าเหตุการณ์ “โซลบัคเคน” โวยบอลโดนสายเคเบิลก่อนเสียประตู นี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการตัดสินอย่างไร
“โซลบัคเคน” โวยบอลโดนสายเคเบิลก่อนเสียประตู
เหตุการณ์เริ่มต้นจากที่ ออร์ยาน นีลันด์ ผู้รักษาประตูนอร์เวย์เตะเปิดเกม แต่ลูกบอลกลับลอยตกลงมาในจุดที่ผิดปกติ ทำให้ผู้เล่นในทีมเกิดความสับสนจนนำไปสู่ประตูของอังกฤษ โซลบัคเคนได้ให้สัมภาษณ์หลังเกมด้วยความมั่นใจว่า ทิศทางของบอลเปลี่ยนไปด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ใช่ธรรมชาติ
เบื้องลึกความเห็นจากกุนซือนอร์เวย์กับประเด็น “โซลบัคเคน” โวยบอลโดนสายเคเบิลก่อนเสียประตู
“บอลตกลงมาตรงๆ และเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน มันทำให้เราพลาดและเสียจังหวะอย่างมาก” โซลบัคเคนกล่าวด้วยความหงุดหงิด แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่าไม่ได้เห็นจังหวะสัมผัสด้วยตาตัวเองชัดเจน แต่ลูกทีมและทีมงานข้างสนามต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามันต้องโดนอะไรบางอย่างแน่นอน
- ผู้รักษาประตูยืนยันว่าวิถีบอลผิดปกติ
- ทีมงานสตาฟฟ์มองว่าบอลน่าจะกระทบสิ่งกีดขวางเหนือสนาม
- โซลบัคเคนเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์ในสนาม
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งฟีฟ่าไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ออกแถลงการณ์โต้ตอบเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว โดยอ้างอิงจากระบบ ‘Connected Ball’ ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ภายในลูกฟุตบอล ข้อมูลระบุชัดเจนว่าไม่มีค่าสถิติใดๆ ที่ชี้ว่าลูกบอลไปกระทบหรือสัมผัสกับวัตถุใดๆ ก่อนจะตกถึงพื้น ทำให้ข้อกล่าวอ้างที่ว่า “โซลบัคเคน” โวยบอลโดนสายเคเบิลก่อนเสียประตู นั้นดูเหมือนจะหักล้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน
ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ เทคโนโลยีกลายเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายที่แทบจะเถียงยาก หากเซ็นเซอร์ยืนยันว่าไม่มีการสัมผัส เราคงต้องปล่อยให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนของการสื่อสารในสนาม หรืออาจเป็นเพียงความผิดพลาดของผู้เล่นเองที่ประเมินจังหวะบอลตกผิดพลาดไป ถึงแม้โซลบัคเคนจะยังคาใจ แต่ในมุมของแฟนบอล การแพ้ชนะมักวัดกันที่ฟอร์มการเล่นมากกว่าปัจจัยภายนอกครับ