โสภณย้ำหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าต้องมี KPI

การจัดอบรมที่ดีไม่ควรจบลงเพียงวันที่ผู้เข้าร่วมได้รับใบประกาศนียบัตร แต่ควรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้จริงในหน่วยงานและสังคม ประเด็นนี้ได้รับการเน้นย้ำจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ระหว่างการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 69

ที่ประชุมมีวาระสำคัญหลายด้าน ทั้งการพิจารณารายชื่อผู้ผ่านการศึกษาอบรมหลักสูตรต่าง ๆ และการพิจารณาคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงงบประมาณสมทบของสถาบัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือแนวทางการกำหนดตัวชี้วัด หรือ KPI สำหรับโครงการฝึกอบรมในอนาคต

โสภณย้ำหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าต้องมี KPI

นายโสภณกำชับว่า โสภณย้ำหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าต้องมี KPI ที่สามารถวัดผลได้จริง และตัวชี้วัดดังกล่าวต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาของแต่ละหลักสูตร ไม่ใช่กำหนดขึ้นเพียงเพื่อให้โครงการมีตัวเลขประกอบรายงานเท่านั้น

แนวคิดนี้สะท้อนว่า การฝึกอบรมควรให้ความสำคัญกับผลลัพธ์หลังการเรียนรู้มากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วม หรือจำนวนหลักสูตรที่จัดขึ้นในแต่ละปี ผู้เข้าอบรมควรสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงต่อยอดเพื่อพัฒนาหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โสภณย้ำหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าต้องมี KPI ที่วัดผลได้

การกำหนด KPI ที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบหลักสูตร โดยผู้รับผิดชอบต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อจบการอบรมแล้ว ผู้เข้าร่วมควรมีความรู้หรือทักษะอะไรเพิ่มขึ้น และความเปลี่ยนแปลงนั้นจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์จริงอย่างไร ตัวชี้วัดจึงควรมีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสามารถเก็บข้อมูลเพื่อติดตามผลได้

ตัวอย่างของการประเมินผลที่เหมาะสมอาจประกอบด้วยผลการทดสอบก่อนและหลังการอบรม การติดตามการนำความรู้ไปใช้ในหน่วยงาน จำนวนโครงการที่ผู้ผ่านการอบรมสามารถนำไปต่อยอด ตลอดจนความคิดเห็นจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หรือผู้รับบริการ วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่า การอบรมสร้างประโยชน์ได้จริงเพียงใด

  • วัดความรู้และทักษะ: เปรียบเทียบพัฒนาการของผู้เข้าอบรมก่อนและหลังเรียน
  • วัดการนำไปใช้: ติดตามว่าผู้เรียนสามารถนำเนื้อหาไปปรับใช้กับงานประจำได้หรือไม่
  • วัดผลต่อหน่วยงาน: พิจารณาการลดขั้นตอนการทำงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการเกิดแนวทางใหม่
  • ติดตามผลต่อเนื่อง: ประเมินหลังจบหลักสูตรในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่หยุดเพียงการประเมินความพึงพอใจ

ทำไม KPI จึงสำคัญต่อการพัฒนาหลักสูตร

KPI ช่วยให้ผู้จัดอบรมมองเห็นจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุงของหลักสูตรได้ชัดเจนขึ้น หากผลประเมินพบว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้ ผู้รับผิดชอบก็สามารถปรับรูปแบบการเรียนการสอน เพิ่มกรณีศึกษา หรือออกแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ตัวชี้วัดยังช่วยสร้างความคุ้มค่าให้กับงบประมาณ เพราะการจัดอบรมใช้งบประมาณ บุคลากร และเวลา หากมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบ หน่วยงานจะสามารถอธิบายได้ว่าเงินที่ใช้ไปก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร และหลักสูตรใดควรได้รับการพัฒนาหรือดำเนินการต่อ

ในมุมของผู้เข้าร่วมอบรม การมี KPI ที่ชัดเจนทำให้เห็นเป้าหมายของการเรียนรู้ตั้งแต่ต้น ผู้เรียนจะเข้าใจว่าไม่ได้มาอบรมเพื่อรับข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถนำความรู้ไปใช้ สร้างผลงาน และมีส่วนช่วยยกระดับการทำงานขององค์กรได้ด้วย

การบริหารงบประมาณต้องเกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากเรื่องการประเมินผลหลักสูตรแล้ว ที่ประชุมยังพิจารณากรณีการขอขยายเวลาโครงการปรับปรุงอาคารที่ทำการถาวรสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 2 โดยนายโสภณตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณของสถาบัน

ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าเห็นว่า สถาบันมีสิทธิพิเศษในบางประการเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น จึงควรบริหารงบประมาณที่ได้รับจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้จ่ายให้ตรงตามวัตถุประสงค์และรายละเอียดที่เสนอขอไว้ การใช้เงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบและศักยภาพในการบริหารจัดการของหน่วยงาน

เมื่อรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้แต่ละหน่วยงาน ย่อมพิจารณาจากความจำเป็นและภารกิจที่แตกต่างกัน ดังนั้น หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณควรดำเนินงานตามแผนอย่างรอบคอบ พร้อมติดตามความคืบหน้าและผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ หากมีปัญหาหรือความล่าช้า ก็ควรเร่งแก้ไขและสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส

บทสรุปสำหรับการอบรมที่สร้างผลลัพธ์

สาระสำคัญจากแนวทางของนายโสภณคือ การอบรมต้องเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และการกำหนด KPI ไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนทางเอกสาร แต่ต้องใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โสภณย้ำหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าต้องมี KPI จึงเป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรมให้มีความชัดเจนและตรวจสอบได้มากขึ้น

หากทุกหลักสูตรสามารถระบุเป้าหมาย วัดผลหลังการอบรม และติดตามการนำความรู้ไปใช้ได้อย่างจริงจัง การลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากรก็จะสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม มุมมองนี้จึงเป็นทั้งข้อกำชับสำหรับผู้จัดอบรมและเป็นโอกาสในการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การทำงานในระยะยาว

ความคิดเห็นส่วนตัวคือ KPI ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก แต่ควรเป็นตัวชี้วัดที่ตรงประเด็น วัดได้จริง และนำผลไปใช้ปรับปรุงงานได้ หากทำได้เช่นนี้ การอบรมจะไม่ใช่เพียงกิจกรรมตามแผน แต่จะกลายเป็นพลังสำคัญในการยกระดับหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา – ‘โสภณ’ กำชับสถาบันพระปกเกล้า ทุกหลักสูตรอบรมต้องมี KPI วัดผลได้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *