โอกาสอาเซียนเปลี่ยนมีเทนเป็นเงิน 2.9 พันล้าน
เมื่อพูดถึงการลดโลกร้อน หลายคนอาจนึกถึงการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้ว ก๊าซมีเทน ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีศักยภาพทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีแรกหลังการปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้น การจัดการมีเทนจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจที่อาเซียนสามารถต่อยอดได้อย่างจริงจัง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ โอกาสอาเซียนเปลี่ยนมีเทนเป็นเงิน 2.9 พันล้าน ไม่ได้หมายถึงการสร้างรายได้จากสิ่งที่เป็นมลพิษเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการนำก๊าซที่เคยรั่วไหล ระบายทิ้ง หรือเผาทิ้ง กลับมาใช้ประโยชน์ในระบบพลังงานและอุตสาหกรรม หากทำได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรไปในเวลาเดียวกัน
โอกาสอาเซียนเปลี่ยนมีเทนเป็นเงิน 2.9 พันล้าน
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อาเซียนปล่อยก๊าซมีเทนประมาณ 755 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ภูมิภาคจำเป็นต้องลดการปล่อยมีเทนให้ได้ราว 70% ภายในปี 2030 หากต้องการมีส่วนช่วยควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความท้าทายมีขนาดใหญ่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจใหม่ ๆ
ภาคเกษตรกรรมเป็นแหล่งปล่อยมีเทนมากที่สุดในอาเซียน คิดเป็นประมาณ 46% ของการปล่อยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ภาคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่สามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดและแก้ไขปัญหาได้ค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซหลักของภูมิภาค
โอกาสอาเซียนเปลี่ยนมีเทนเป็นเงิน 2.9 พันล้าน เริ่มจากภาคพลังงาน
ภาคน้ำมันและก๊าซของอาเซียนปล่อยมีเทนประมาณ 76 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สาเหตุส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การสำรวจ การผลิต การขนส่ง และการจัดเก็บก๊าซ จุดเด่นของภาคนี้คือมีโครงสร้างธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลค่อนข้างชัดเจน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการพัฒนาเป็นเวลานาน
หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพคือการตรวจจับและซ่อมแซมจุดรั่วไหล หรือ LDAR ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการค้นหาวาล์ว ท่อ ถังเก็บ หรืออุปกรณ์ที่ปล่อยมีเทนออกมาโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นจึงซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติ วิธีนี้นอกจากลดการปล่อยก๊าซแล้ว ยังช่วยลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทอีกด้วย
อีกแนวทางคือการลดการระบายก๊าซทิ้งสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง รวมถึงการนำก๊าซที่เดิมต้องเผาทิ้งกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบ หากสามารถดักจับและนำมีเทนกลับมาใช้ได้มากขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจสร้างรายได้จากการจำหน่ายก๊าซ หรือใช้ลดต้นทุนพลังงานภายในโรงงาน เมื่อรวมผลประโยชน์จากหลายพื้นที่ จึงเกิดเป็น โอกาสอาเซียนเปลี่ยนมีเทนเป็นเงิน 2.9 พันล้าน หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 87 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ไทยต้องเริ่มจากฐานข้อมูลที่ชัดเจน
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการขาดข้อมูลที่แยกประเภทก๊าซอย่างละเอียด ปัจจุบันระบบรายงานก๊าซเรือนกระจกทางตรง หรือ Scope 1 ยังรวมก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดไว้ด้วยกัน ทำให้ภาครัฐและประชาชนไม่เห็นปริมาณมีเทนที่แท้จริงของแต่ละธุรกิจ
ข้อมูลประมาณการระบุว่า ภาคน้ำมันและก๊าซของไทยปล่อยมีเทนประมาณ 7.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 88 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แม้ตัวเลขนี้จะช่วยให้เห็นภาพเบื้องต้น แต่การมีข้อมูลที่แม่นยำและตรวจสอบได้จะทำให้การออกแบบนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางที่ทำได้ทันทีคือการต่อยอดระบบรายงานเดิม โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แยกรายงานปริมาณมีเทนออกจากก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น วิธีนี้ช่วยให้ภาครัฐไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าววางแผนลดการปล่อยและประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนได้ชัดเจนขึ้น
จากการรายงานสู่แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
เมื่อมีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพัฒนามาตรฐานการวัด การรายงาน และการทวนสอบ หรือ MRV ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ หากทุกบริษัทใช้วิธีคำนวณและรายงานในแนวทางเดียวกัน ข้อมูลก็จะนำมาเปรียบเทียบกันได้ง่าย และช่วยลดความเสี่ยงจากการรายงานตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกัน
ในระยะยาว ไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนอาจพิจารณามาตรการจูงใจ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินสนับสนุนการติดตั้งระบบตรวจจับการรั่วไหล หรือกลไกราคาสำหรับการปล่อยมีเทน มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้การลดก๊าซไม่กลายเป็นภาระของภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนด้านต้นทุน รายได้ และความสามารถในการแข่งขัน
- กำหนดให้รายงานการปล่อยมีเทนแยกจากก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น
- สนับสนุนการใช้เทคโนโลยี LDAR ในโรงงานและแหล่งผลิต
- ส่งเสริมการนำก๊าซที่เคยเผาทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์
- พัฒนามาตรฐาน MRV ที่ตรวจสอบได้และใช้ร่วมกันในอาเซียน
- สร้างแรงจูงใจทางภาษีและตลาดให้บริษัทลดการปล่อยอย่างต่อเนื่อง
มองในมุมผู้บริโภค การลดมีเทนยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทที่ต้องการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และตอบโจทย์คู่ค้าต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เริ่มก่อนอาจมีข้อได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ภาพลักษณ์ และโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่
ท้ายที่สุดแล้ว โอกาสอาเซียนเปลี่ยนมีเทนเป็นเงิน 2.9 พันล้าน จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมองมีเทนเป็นทั้งปัญหาและทรัพยากร การมีข้อมูลที่โปร่งใส เทคโนโลยีที่เหมาะสม และนโยบายที่สร้างแรงจูงใจ จะช่วยเปลี่ยนก๊าซที่เคยสูญเปล่าให้กลายเป็นรายได้ พร้อมลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน สำหรับไทย การเริ่มแยกข้อมูลมีเทนตั้งแต่วันนี้จึงเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่อาจนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอนาคต