โออีซีดีจี้ไทยเร่งแก้ปัญหาแรงงาน-การศึกษาล้าหลัง

เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ โครงสร้างประชากร สงครามการค้า และความเสี่ยงด้านพลังงาน หลายประเทศจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับอนาคต ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากจำนวนแรงงานที่ลดลงและคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์ตลาดงาน การส่งสัญญาณของโออีซีดีจึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยควรติดตามอย่างจริงจัง

ประเด็นสำคัญจากเวทีสัมมนาเศรษฐกิจระดับโลก ฟิวเจอร์ เรดี อิโคโนมี 2026 คือ ประเทศไม่จำเป็นต้องคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำทุกเรื่อง แต่ต้องสร้างความสามารถในการปรับตัวให้รวดเร็วและยืดหยุ่น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความเสี่ยงต่างเชื่อมโยงกันมากขึ้น

โออีซีดีจี้ไทยเร่งแก้ปัญหาแรงงาน-การศึกษาล้าหลัง

นายมาธิอาส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 2.9% ในปีนี้ และ 3% ในปีหน้า โดยประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และจีน ยังคงขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน หากไม่มีการลงทุนเพื่อยกระดับคนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายที่เห็นได้ชัดคือโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลคาดการณ์ระหว่างปี 2566 ถึง 2603 ระบุว่า ประชากรวัยทำงานในกลุ่มประเทศโออีซีดีอาจลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่ไทยอาจลดลงมากถึง 29% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแรงงานไทยในอนาคตจะต้องสร้างผลผลิตต่อคนให้สูงขึ้น เพื่อชดเชยจำนวนคนทำงานที่หายไป

โออีซีดีจี้ไทยเร่งแก้ปัญหาแรงงาน-การศึกษาล้าหลัง ด้วยการลงทุนในคน

การแก้ปัญหาแรงงานไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนคนเข้าสู่ตลาดงานเท่านั้น แต่ต้องทำให้แรงงานมีทักษะตรงกับความต้องการของธุรกิจด้วย ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันส่งเสริมการฝึกอบรมตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ผู้หญิงและผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน รวมถึงพาแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่มีหลักประกันและได้รับการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือคุณภาพการศึกษา ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือพิซ่า ปี 2565 พบว่านักเรียนไทยอายุ 15 ปี ประมาณ 41% มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์ความรู้พื้นฐาน สูงกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่ 26% เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 10% และเวียดนาม 29% จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข

นอกจากนี้ นักเรียนไทยที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงสุดมีเพียง 1% ขณะที่สิงคโปร์มีสัดส่วนถึง 26% ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความสามารถของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การพัฒนาครู และการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพในทุกพื้นที่

5 มิติที่ไทยควรเร่งปรับตัวรับโลกที่ผันผวน

โออีซีดีเสนอแนวทางสร้างความพร้อมทางเศรษฐกิจผ่าน 5 มิติ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยได้ ดังนี้

  • ทุนเพื่อการเติบโต: ส่งเสริมการแข่งขันที่เสรี ลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด และเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจรายเล็กสามารถเติบโตได้
  • ทุนมนุษย์: ยกระดับคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการฝึกอบรมทักษะอาชีพตลอดชีวิต
  • ทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน: สร้างความมั่นคงทางพลังงาน สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด และเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ทุนเพื่อความยืดหยุ่น: เสริมความแข็งแกร่งให้กรอบนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อให้ประเทศรับมือกับวิกฤตได้ดีขึ้น
  • ทุนเพื่อความมั่นคง: กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ไว้วางใจได้

ทั้ง 5 มิตินี้ไม่ควรถูกมองแยกออกจากกัน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยทั้งแรงงานคุณภาพ ระบบการศึกษาที่ดี โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และนโยบายที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้ หากลงทุนเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ผลลัพธ์อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

การศึกษาและทักษะคือหัวใจของเศรษฐกิจไทย

การยกระดับการศึกษาเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่สุด ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กเล็ก เพราะช่วงปฐมวัยเป็นรากฐานของการเรียนรู้ในอนาคต ขณะเดียวกัน โรงเรียนควรส่งเสริมทักษะคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น มากกว่าการเน้นท่องจำเพียงอย่างเดียว

ในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ควรเชื่อมโยงหลักสูตรกับความต้องการของภาคธุรกิจมากขึ้น ทั้งทักษะดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ ข้อมูล พลังงานสะอาด และงานบริการสมัยใหม่ นอกจากนี้ คนวัยทำงานควรเข้าถึงหลักสูตรระยะสั้นที่ยืดหยุ่นและนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนอาชีพหรือเพิ่มรายได้ตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด

รัฐบาลไทยยังได้รับคำชื่นชมจากความมุ่งมั่นในการเข้าสู่การเป็นสมาชิกโออีซีดี โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาและต้องปรับปรุงหลายด้าน แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมของภาคธุรกิจ การระดมทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนทุนให้เป็นขีดความสามารถที่สร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง องค์กรต่าง ๆ จึงควรลงทุนกับบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และความยั่งยืนไปพร้อมกัน การวางแผนเช่นนี้จะช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงอยู่รอดในช่วงวิกฤต แต่ยังสามารถคว้าโอกาสใหม่ได้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว

โดยสรุป ข้อเสนอของโออีซีดีเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้ไทยเร่งลงมือทำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแรงงานและการศึกษาที่สะสมมานาน การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การเปิดโอกาสให้คนทุกวัยมีส่วนร่วม และการลงทุนในทักษะใหม่ควรเป็นวาระแห่งชาติ หากไทยเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ก็ยังมีโอกาสสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรง ยืดหยุ่น และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต

มุมมองส่งท้าย: การเปลี่ยนแปลงของโลกอาจหยุดไม่ได้ แต่ประเทศไทยเลือกได้ว่าจะรอให้ปัญหารุนแรงขึ้น หรือจะใช้โอกาสนี้ปฏิรูปการศึกษาและตลาดแรงงานอย่างจริงจัง การลงทุนในคนวันนี้คือรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของไทยในวันข้างหน้า

ที่มา – โออีซีดี จี้ไทยเร่งแก้ปัญหาแรงงาน-การศึกษาล้าหลัง จี้ปรับตัว 5 มิติรับมือโลกป่วน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *