ไขรหัส TPH ต้นตอคราบน้ำมันสีรุ้ง สารปนเปื้อนในน้ำ

ไขรหัส TPH ต้นตอคราบน้ำมันสีรุ้ง สารปนเปื้อนในน้ำ คือเรื่องที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า ภาพสีรุ้งบนผิวน้ำไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์สวยงาม แต่สามารถเป็นสัญญาณเตือนถึงการปนเปื้อนจากน้ำมัน ปิโตรเลียม หรือตัวทำละลายอุตสาหกรรมได้ โดยเฉพาะเมื่อพบคราบดังกล่าวในแหล่งน้ำใกล้ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม หรือบริเวณที่มีกิจกรรมทางอุตสาหกรรม

กรณีคราบน้ำมันสีรุ้งในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงต้นตอของมลพิษและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การมองด้วยตาเปล่าอาจช่วยให้พบความผิดปกติเบื้องต้น แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคราบนั้นประกอบด้วยสารชนิดใด หรือมีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด คำตอบที่ชัดเจนจึงต้องอาศัยการเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และตะกอน เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

ไขรหัส TPH ต้นตอคราบน้ำมันสีรุ้ง สารปนเปื้อนในน้ำ

คราบน้ำมันสีรุ้งเกิดจากหลักการทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า การแทรกสอดของแสงบนชั้นฟิล์มบาง เมื่อมีน้ำมันหรือของเหลวที่ไม่ละลายน้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำ สารเหล่านี้จะลอยและแผ่ออกเป็นชั้นฟิล์มบางบนผิวน้ำ แสงแดดที่ตกกระทบจะสะท้อนทั้งจากผิวด้านบนของฟิล์มและจากผิวน้ำด้านล่าง หลังจากแสงบางส่วนเดินทางผ่านชั้นน้ำมัน

แสงที่สะท้อนกลับมาจะเกิดการเสริมและหักล้างกันตามความหนาของฟิล์มในแต่ละจุด ส่งผลให้แสงบางช่วงคลื่นเด่นชัดขึ้น ขณะที่บางช่วงคลื่นลดลง ดวงตาจึงมองเห็นเป็นสีเหลือง ฟ้า เขียว ม่วง หรือหลายสีคล้ายสายรุ้ง อย่างไรก็ตาม สีที่เห็นไม่ได้บอกชนิดของน้ำมันและไม่สามารถใช้แทนผลตรวจสารเคมีได้

TPH คืออะไร และบอกอะไรเกี่ยวกับมลพิษ

TPH หรือ Total Petroleum Hydrocarbons หมายถึงกลุ่มสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทั้งหมดที่มีต้นกำเนิดจากน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ไม่ได้หมายถึงสารเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมสารหลายร้อยชนิดซึ่งอาจพบในน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น จาระบี และตัวทำละลายจากกระบวนการผลิต

โดยทั่วไป การวิเคราะห์ TPH จะแบ่งสารตามจำนวนคาร์บอนและคุณสมบัติการระเหยเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตั้งแต่สารโมเลกุลขนาดเล็กที่ระเหยง่าย ไปจนถึงสารโมเลกุลขนาดใหญ่ที่สลายตัวช้า การแบ่งกลุ่มเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะสารแต่ละชนิดมีความเป็นพิษ การเคลื่อนที่ในสิ่งแวดล้อม และระยะเวลาการตกค้างแตกต่างกัน ค่า TPH รวมจึงเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินภาพรวม แต่ไม่ควรใช้เพียงค่าเดียวเพื่อสรุปความเสี่ยงทั้งหมด

  • สารโมเลกุลขนาดเล็ก: ระเหยได้ง่ายและอาจทำให้เกิดกลิ่นฉุนในอากาศ
  • สารโมเลกุลขนาดกลาง: อาจปนเปื้อนในน้ำและดิน รวมถึงมีผลต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่
  • สารโมเลกุลขนาดใหญ่: สลายตัวช้าและมีโอกาสเกาะกับอินทรียวัตถุหรือตกค้างในตะกอน

กลิ่นฉุนจากคราบน้ำมันอาจมาจากอะไร

กลิ่นฉุนที่เกิดขึ้นพร้อมคราบน้ำมันอาจเกี่ยวข้องกับสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs เช่น เบนซินและโทลูอีน สารเหล่านี้สามารถระเหยจากน้ำขึ้นสู่อากาศ โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนหรือมีลมพัดผ่าน หากสูดดมในระดับสูง อาจทำให้แสบจมูก แสบคอ ระคายเคืองทางเดินหายใจ วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือหมดสติได้

เบนซินเป็นสารที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ การได้รับสารเป็นเวลานานอาจกระทบต่อไขกระดูกและระบบสร้างเม็ดเลือด ส่วนการสัมผัสน้ำหรือคราบสารเคมีโดยตรงอาจทำให้ผิวแห้ง คัน ผื่นขึ้น อักเสบ หรือมีอาการแสบร้อน ดังนั้น ผู้ที่พบคราบผิดปกติไม่ควรลงเล่นน้ำ ตักน้ำมาใช้ หรือสัมผัสคราบด้วยมือเปล่า

ผลกระทบต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม

เมื่อฟิล์มน้ำมันปกคลุมผิวน้ำ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนระหว่างอากาศกับน้ำอาจลดลง ทำให้สัตว์น้ำขาดออกซิเจน นอกจากนี้ สารปนเปื้อนบางชนิดยังมีความเป็นพิษโดยตรงต่อปลา แพลงก์ตอน และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในระบบนิเวศ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจุดที่เห็นคราบ แต่สามารถขยายไปตามกระแสน้ำและห่วงโซ่อาหารได้

แม้คราบบนผิวน้ำจะจางหายหลังฝนตก น้ำลด หรือมีการเก็บกู้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามลพิษหมดไปทั้งหมด สาร TPH ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่และโลหะหนักบางชนิดอาจเกาะอยู่กับตะกอนใต้ท้องน้ำ เมื่อระดับน้ำลดลง สารเหล่านี้อาจตกค้างในดินชั้นบนของพื้นที่เกษตรกรรม ซึมลงสู่น้ำใต้ดิน หรือกลับเข้าสู่ระบบนิเวศในภายหลัง

วิธีรับมือเมื่อพบคราบน้ำมันสีรุ้ง

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและคราบด้วยมือเปล่า
  • หยุดใช้น้ำบริเวณดังกล่าวเพื่ออุปโภค บริโภค หรือทำอาหารจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยัน
  • บันทึกภาพ ตำแหน่ง เวลา และทิศทางการไหลของคราบอย่างปลอดภัย
  • แจ้งหน่วยงานท้องถิ่นหรือหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเก็บตัวอย่างตรวจสอบ
  • หากมีอาการแสบตา เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือหายใจไม่สะดวก ควรออกจากพื้นที่และพบแพทย์

ไขรหัส TPH ต้นตอคราบน้ำมันสีรุ้ง สารปนเปื้อนในน้ำ จึงต้องเริ่มจากการแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่มองเห็นกับสิ่งที่ตรวจวัดได้ คราบสีรุ้งเป็นเพียงเบาะแส ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การตรวจน้ำ ดิน และตะกอนอย่างเป็นระบบจะช่วยระบุชนิดสาร ประเมินความเสี่ยง และวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม หากพบความผิดปกติ อย่านิ่งนอนใจ เพราะการแจ้งเหตุเร็วช่วยลดโอกาสที่มลพิษจะกระจายตัวและกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชน

ที่มา – ไขรหัส ‘TPH’ ต้นตอคราบน้ำมันสีรุ้ง สารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *