ไต้หวันไม่สละเสรีภาพ เสริมกลาโหมไม่ยั่วยุ
ประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ ผู้นำไต้หวัน ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติว่า ไต้หวันให้ความสำคัญกับสันติภาพ แต่จะไม่ยอมสละเสรีภาพและสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง พร้อมย้ำว่า ไต้หวันไม่สละเสรีภาพ เสริมกลาโหมไม่ยั่วยุ เพราะการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งความขัดแย้ง ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขให้เกิดสงคราม
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติทางทหาร การเมือง และการทูต รัฐบาลปักกิ่งยังคงยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ขณะที่รัฐบาลไทเปคัดค้านจุดยืนดังกล่าวและยืนยันว่า ประชาชนไต้หวันควรมีสิทธิเลือกแนวทางการดำรงอยู่และอนาคตของตนเองตามหลักประชาธิปไตย
ไต้หวันไม่สละเสรีภาพ เสริมกลาโหมไม่ยั่วยุ
ผู้นำไต้หวันกล่าวว่า สันติภาพไม่สามารถตั้งอยู่บนความปรารถนาเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีความพร้อมในการป้องกันประเทศควบคู่กันไป รัฐบาลไทเปจึงเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับกองทัพจีนซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอย่างมาก
เหตุผลที่ไต้หวันยืนยันการป้องกันตนเอง
การเสริมกำลังกลาโหมของไต้หวันสะท้อนแนวคิดว่า การมีศักยภาพในการป้องกันตนเองจะช่วยลดโอกาสที่อีกฝ่ายจะใช้กำลังบีบบังคับ รัฐบาลไทเปมองว่าความพร้อมดังกล่าวเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพ มากกว่าจะเป็นการประกาศท้าทายหรือยั่วยุฝ่ายใด
- เพิ่มความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามทางทหาร
- ยกระดับความทันสมัยของกองทัพและระบบรักษาความปลอดภัย
- สร้างเงื่อนไขให้การเจรจาเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม
- ปกป้องสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง
ไล่ ชิง-เต๋อ ย้ำว่า ไต้หวันยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับจีน แต่ไม่อาจยอมรับการอยู่ใต้อำนาจของจีนได้ จุดยืนนี้จึงพยายามรักษาสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยกับการยืนยันหลักการประชาธิปไตยและอธิปไตยในการบริหารจัดการสังคม
ในมุมมองของผู้นำไต้หวัน การยืนหยัดปกป้องตนเองไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอยู่รอดจากแรงกดดันของระบอบที่มีอำนาจมากกว่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักการของประชาคมระหว่างประเทศที่ระบุว่า การใช้กำลังไม่ควรอยู่เหนือกฎเกณฑ์ และประเทศที่มีอำนาจมากกว่าไม่ควรพรากสิทธิของประชาชนในการเลือกอนาคตของตนเอง
นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังแสดงความยินดีที่สหรัฐและจีนพยายามบริหารจัดการการแข่งขันระหว่างกันผ่านการเจรจา เพราะการสื่อสารอย่างต่อเนื่องอาจช่วยลดความเข้าใจผิดและความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศประชาธิปไตยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกร่วมมือกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ
วันชาติไต้หวันตรงกับวันครบรอบการลุกฮือในปี 2454 ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้มราชวงศ์สุดท้ายของจีนและการสถาปนาสาธารณรัฐจีน ต่อมา รัฐบาลสาธารณรัฐจีนย้ายฐานที่มั่นมายังไต้หวันในปี 2492 หลังพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองให้แก่กองกำลังคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อตง โดยชื่อทางการของไต้หวันยังคงเป็นสาธารณรัฐจีน
โดยสรุป แนวทางของไต้หวันสะท้อนการพยายามรักษาสันติภาพผ่านทั้งการเจรจาและการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคง ไต้หวันไม่สละเสรีภาพ เสริมกลาโหมไม่ยั่วยุ จึงเป็นสารสำคัญที่ต้องจับตา เพราะการป้องกันตนเองกับการยั่วยุมีเป้าหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากทุกฝ่ายใช้การสื่อสารอย่างรอบคอบและเคารพสิทธิของประชาชน ความเสี่ยงของความขัดแย้งในภูมิภาคก็อาจลดลงได้
ติดตามสถานการณ์ไต้หวันและความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจทิศทางความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก
ที่มา – ผู้นำไต้หวันลั่นไม่สละเสรีภาพ ย้ำเสริมกำลังกลาโหมไม่ได้ยั่วยุใคร