ไทยมีกฎหมายต้านคอร์รัปชัน 18 ฉบับ แต่เอาไม่อยู่

ประเด็น ไทยมีกฎหมายต้านคอร์รัปชัน 18 ฉบับ แต่เอาไม่อยู่ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของกฎหมายและหน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในประเทศ แม้ไทยจะมีกฎหมายจำนวนมาก รวมถึงหน่วยงานเฉพาะด้านหลายแห่ง แต่ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องและมีความซับซ้อนมากขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันรวม 18 ฉบับ โดยมีองค์กรอิสระสำคัญ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ ป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ไทยมีกฎหมายต้านคอร์รัปชัน 18 ฉบับ แต่เอาไม่อยู่

การมีกฎหมายหลายฉบับและหน่วยงานจำนวนมากอาจทำให้ดูเหมือนว่าประเทศไทยมีเครื่องมือเพียงพอในการจัดการปัญหาทุจริต แต่ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบังคับใช้ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ความรวดเร็วในการดำเนินคดี และความโปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบ

ไทยมีกฎหมายต้านคอร์รัปชัน 18 ฉบับ แต่เอาไม่อยู่ เพราะอะไร

สาเหตุที่ทำให้กฎหมายจำนวนมากยังไม่สามารถหยุดคอร์รัปชันได้ คือหน่วยงานต่าง ๆ อาจยังทำงานแยกส่วนและให้ความสำคัญกับอำนาจหน้าที่ของตนเองมากกว่าการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกัน เมื่อข้อมูลไม่ถูกส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบจึงล่าช้า เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐานซ้ำหลายครั้ง และบางกรณีอาจทำให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสทำลายหรือซ่อนหลักฐานได้

อีกประเด็นหนึ่งคือความไม่ชัดเจนของกฎหมายบางเรื่อง ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการตีความแตกต่างกัน รวมถึงขั้นตอนการดำเนินคดีที่ใช้เวลานาน ประชาชนจึงอาจรู้สึกว่าการร้องเรียนไม่ก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ผู้มีอำนาจหรือผู้มีทรัพยากรสามารถใช้ช่องว่างทางกฎหมายและกระบวนการเพื่อชะลอคดีได้

กฎหมายที่ควรเร่งผลักดันและปรับปรุง

แนวทางหนึ่งในการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน คือการเร่งออกกฎหมายที่ยังขาดหายไป และปรับปรุงกฎหมายเดิมให้ครอบคลุมสถานการณ์จริงมากขึ้น ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งจะช่วยกำหนดกรอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้ชัดเจน และลดโอกาสที่ผู้มีอำนาจจะใช้ตำแหน่งเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง

นอกจากนี้ ยังควรพัฒนากฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก หรือ Anti-SLAPP Law ให้มีขอบเขตคุ้มครองที่ชัดเจนขึ้น เพราะผู้แจ้งเบาะแส นักข่าว นักวิชาการ และประชาชนที่ออกมาเปิดเผยการทุจริต อาจถูกฟ้องร้องเพื่อสร้างภาระและทำให้หวาดกลัว หากไม่มีระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ คนจำนวนมากก็อาจเลือกไม่พูดหรือไม่ส่งข้อมูลให้หน่วยงานตรวจสอบ

การจัดทำระบบยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเหมาะสมก็เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ระบบดังกล่าวควรออกแบบให้ตรวจสอบได้จริง ใช้งานง่าย และมีมาตรฐานเดียวกัน โดยต้องคำนึงถึงทั้งการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้การตรวจสอบทรัพย์สินเกิดประโยชน์โดยไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น

ยกระดับมาตรการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ประเทศไทยควรปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD โดยเฉพาะมาตรการติดตามและนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่เกิดจากการทุจริตกลับคืนมา กระบวนการดังกล่าวต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญ มีฐานข้อมูลเชื่อมโยง และสามารถติดตามทรัพย์สินที่ถูกโยกย้ายไปยังบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นได้อย่างรวดเร็ว

อีกมาตรการที่น่าสนใจคือ Leniency Program หรือมาตรการผ่อนผันโทษสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลสำคัญและช่วยเปิดเผยเครือข่ายการทุจริต มาตรการนี้อาจช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลภายในได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคดีที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายระดับ อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้รัดกุม ป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดโดยไม่สมควร

ส่วนการเอาผิดนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐก็ควรมีความชัดเจนมากขึ้น กฎหมายควรกำหนดหน้าที่ของบริษัทในการป้องกันการติดสินบน ระบบควบคุมภายใน และบทลงโทษที่เหมาะสม หากองค์กรละเลยหรือมีส่วนสนับสนุนการทุจริต การดำเนินคดีไม่ควรจำกัดอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบโครงสร้างการตัดสินใจและผู้ได้รับประโยชน์ทั้งหมด

เชื่อมโยงหน่วยงาน ลดช่องโหว่การทุจริต

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้เห็นผลจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีฐานข้อมูลกลางหรือช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ปลอดภัย โดยกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน บุคคลที่เกี่ยวข้อง และความเชื่อมโยงของคดีได้รวดเร็วขึ้น

  • กำหนดเจ้าภาพหลักของแต่ละคดีและป้องกันการส่งต่อความรับผิดชอบไปมา
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสิทธิประชาชน
  • กำหนดกรอบเวลาในการตรวจสอบและรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใส
  • คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและพยานจากการถูกข่มขู่หรือฟ้องร้องปิดปาก
  • เปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้ เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบได้

นอกจากการปรับปรุงกฎหมายและระบบราชการแล้ว จำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ยอมรับการทุจริตด้วย ผู้บริหารหน่วยงานต้องแสดงความจริงจังผ่านการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติตามตำแหน่งหรือความสัมพันธ์ทางการเมือง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่ทำงานสุจริตและเปิดเผยปัญหาควรได้รับการคุ้มครองและสนับสนุนอย่างเหมาะสม

คำถามว่าไทยมีกฎหมายและหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันมากหรือน้อยเกินไป จึงไม่ควรตอบจากจำนวนเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากผลลัพธ์ว่าการดำเนินงานรวดเร็ว เด็ดขาด ครอบคลุม และคุ้มค่าหรือไม่ หากมีกฎหมาย 18 ฉบับแต่ประชาชนยังเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก หน่วยงานยังไม่เชื่อมโยงข้อมูล และผู้มีอำนาจยังสามารถแทรกแซงกระบวนการได้ ปัญหาก็จะยังคงอยู่

ท้ายที่สุด การแก้คอร์รัปชันต้องเริ่มจากการอุดช่องโหว่และสร้างระบบตรวจสอบที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงการออกกฎหมายหรือเพิ่มหน่วยงานเท่านั้น ทุกภาคส่วนควรร่วมกันติดตามการทำงานของรัฐ สนับสนุนผู้เปิดโปงการทุจริต และเรียกร้องให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ หากสังคมไม่ยอมจำนนต่อการทุจริต การเปลี่ยนแปลงที่โปร่งใสและเป็นธรรมก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้

ที่มา – ‘มานะ’ ชี้ไทยมีกฎหมายต้านคอร์รัปชัน 18 ฉบับ แต่เอาไม่อยู่ จี้อุดช่องโหว่-เชื่อมโยงหน่วยงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *