ไทยร้อง UN จี้กัมพูชา! ดื้อใช้ทุ่นระเบิด
ประเทศไทยเรียกร้องให้ UN และประธานอนุสัญญาออตตาวา ดำเนินการกับกัมพูชาเนื่องจากมีการใช้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่คำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยต่อเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งเกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง โดยระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16, 23 กรกฎาคม และ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้
1. เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ โดยฉบับแรกลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด ละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย ผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่าทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ดังนั้น ฝ่ายไทยขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา
หนังสือฉบับที่ 2 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่าเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20.00 น. กัมพูชาได้กระทำการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยโจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา
หนังสือฉบับที่ 3 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ฝ่ายไทยได้เสนอให้ไทยและกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศตกลงกันไว้ แต่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธ ไทยจึงขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา
2. เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อขอรับความชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่ารัฐภาคีสามารถขอความชัดเจน และขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับอนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบันมีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคีในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2
ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด
ทำไมไทยต้องร้องเรียนเรื่องนี้?
การที่ประเทศไทยต้องร้องเรียนต่อ UN และประธานอนุสัญญาออตตาวา เนื่องจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน การละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
การดำเนินการของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาออตตาวา มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน โดยการเรียกร้องให้กัมพูชายอมรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และความจำเป็นที่ทุกประเทศจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนได้ให้ไว้ การเพิกเฉยต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงในภูมิภาคได้
ดังนั้น การที่ ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน
การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าประเทศไทยจะไม่ยอมรับการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค
ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความปลอดภัยของประชาชน
ที่มา – ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด