3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับโลกใหม่
โลกเศรษฐกิจวันนี้เปลี่ยนเร็วและเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยสามารถส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต การจ้างงาน และค่าครองชีพของคนไทยได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขการส่งออกหรือการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถของประเทศในการรับมือความเสี่ยง รักษาโอกาส และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างทั่วถึง
ในเวทีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอแนวคิด 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นกรอบรับมือภูมิทัศน์โลกใหม่ ประกอบด้วย การสร้างสมดุลอำนาจ การเพิ่มความยืดหยุ่น และการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
แนวคิดนี้มองว่าไทยต้องดูแลเสถียรภาพระยะสั้นไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะความเสี่ยงจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การย้ายฐานการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย ล้วนมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เสาหลักแรก: สร้างสมดุลอำนาจและทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์
เสาหลักแรก หรือ Balancing Power คือการไม่พึ่งพาตลาดหรือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ไทยควรกระจายตลาดส่งออกและเครือข่ายการลงทุน รักษาความสัมพันธ์กับขั้วเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในอาเซียนและข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ความร่วมมือในอนาคตไม่ควรจำกัดอยู่แค่การซื้อขายสินค้า แต่ควรพัฒนาไปสู่รูปแบบ Co-Creation หรือ Sell With ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี การลงทุน และตลาดกับพันธมิตร การทำงานลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างผลประโยชน์ร่วมในระยะยาว ขณะเดียวกัน ประเทศต้องรักษาความน่าเชื่อถือของฐานการผลิตและมีระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์และสร้างความมั่นใจให้คู่ค้า
เสาหลักที่สอง: เพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทย
เสาหลักที่สอง หรือ Building Resilience มุ่งสร้างความพร้อมให้ประเทศสามารถรับมือกับวิกฤตและฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงาน ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ไทยควรกระจายแหล่งพลังงาน วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง เพื่อไม่ให้การพึ่งพาจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป
ความมั่นคงทางอาหารก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ควบคู่กับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบดิจิทัล และข้อมูลสำคัญของประเทศ การลงทุนด้านการป้องกันภัยพิบัติจะช่วยลดความเสียหายจากการหยุดชะงักของภาคการผลิตและโลจิสติกส์ได้ ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรรักษาพื้นที่ทางการคลัง ดูแลสภาพคล่องของครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะ SMEs ที่มักได้รับผลกระทบก่อนธุรกิจขนาดใหญ่
- กระจายแหล่งพลังงานและวัตถุดิบที่จำเป็น
- พัฒนาระบบเตือนภัยและแผนสำรองสำหรับภาคธุรกิจ
- ดูแลความมั่นคงทางอาหารและโครงสร้างพื้นฐาน
- เพิ่มสภาพคล่องและความช่วยเหลือให้ครัวเรือนกับ SMEs
เสาหลักที่สาม: เติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง
เสาหลักที่สาม หรือ Driving Sustainable Growth คือการทำให้การส่งออกและการลงทุนเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทยมากขึ้น เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการค้า แต่ต้องทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะของแรงงานในประเทศ
SMEs ควรได้รับโอกาสเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดใหม่อย่างเป็นธรรม ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถช่วยยกระดับผู้ประกอบการด้วยการสร้างระบบแข่งขันที่โปร่งใส สนับสนุนการพัฒนาสินค้า และเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก นอกจากนี้ เศรษฐกิจผู้มาเยือนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน ผ่านอาหาร วัฒนธรรม งานฝีมือ การท่องเที่ยว และบริการที่มีเอกลักษณ์
การเติบโตในระยะต่อไปควรคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วย ธุรกิจที่ลดการใช้พลังงาน ลดของเสีย และใช้เทคโนโลยีสะอาดจะมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลก การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จึงช่วยลดต้นทุนในอนาคตและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้สินค้าไทย
ทุกภาคส่วนต้องร่วมสร้างความมั่นคง
3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จะเกิดผลได้จริงเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคทหาร สถาบันการศึกษา และประชาชนทำงานร่วมกัน การกำหนดนโยบายควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า นโยบายนั้นช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศหรือไม่ ลดความเปราะบางและเพิ่มทางเลือกหรือไม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวหรือไม่
ประเทศไทยยังควรพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับการพึ่งพาสินค้าสำคัญ จัดทำระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงหน่วยงาน และวางแผนสำรองร่วมกันอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ประเทศจะสามารถตัดสินใจได้เร็ว รักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสรุป 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แนวคิดสำหรับภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นทิศทางที่ทุกธุรกิจและทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ ตั้งแต่การกระจายความเสี่ยง การเพิ่มทักษะ ไปจนถึงการสนับสนุนสินค้าไทย หากทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสมดุล เตรียมพร้อมรับวิกฤต และเติบโตอย่างรับผิดชอบ ไทยก็จะมีโอกาสก้าวผ่านโลกที่ผันผวนได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
มุมมองสำคัญสำหรับวันนี้คือ ความมั่นคงไม่ได้เกิดจากการป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างทางเลือกใหม่อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจและประชาชนที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ ย่อมพร้อมกว่าในการคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจยุคใหม่
ที่มา – “ศุภจี” ชู 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับโลกใหม่ เปิดเวที วปอ.รุ่นที่ 69