ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

MGC-เอ็กซ์เผิง พร้อมส่งมอบรถรุ่นใหม่ศึกษาตั้งรง.ในไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายรถยนต์ไฟฟ้าทุกคน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในตลาด EV เมืองไทย กับความร่วมมือระหว่าง MGC-ASIA และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำอย่าง Xpeng ที่ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นระยะ แต่ดูเหมือนว่า MGC-เอ็กซ์เผิง พร้อมส่งมอบรถรุ่นใหม่ศึกษาตั้งรง.ในไทย อย่างมุ่งมั่นครับ

MGC-เอ็กซ์เผิง พร้อมส่งมอบรถรุ่นใหม่ศึกษาตั้งรง.ในไทย

คุณสัญหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MGC-ASIA ได้ออกมาเปิดเผยว่า แม้ภาครัฐจะอยู่ระหว่างการทบทวนนโยบายภาษี แต่ในส่วนของบริษัทและทางเอ็กซ์เผิง ไชน่านั้น ยังคงมีความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่น โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้มีการส่งมอบรถไปแล้วกว่า 10,000 คัน และยังคงเปิดรับจองพร้อมส่งมอบรถตามปกติครับ

ความคืบหน้าการศึกษาตั้งโรงงานในไทย

ทางด้านคุณเจมส์ วู รองประธานฝ่ายบัญชีและการเงินของ เอ็กซ์เผิง มอเตอร์ส ยืนยันว่าข่าวการปรับภาษีไม่ได้ทำให้บริษัทตกใจ เพราะเป็นการดำเนินการที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ โดยทางแบรนด์ได้ MGC-เอ็กซ์เผิง พร้อมส่งมอบรถรุ่นใหม่ศึกษาตั้งรง.ในไทย และทำการศึกษาข้อมูลการตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอด 6 เดือนแล้ว ซึ่งหากนโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์และมาตรการทางการค้า ทางเอ็กซ์เผิงก็พร้อมที่จะเร่งแผนการลงทุนในทันที

สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะสั้นที่น่าจับตามอง มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

  • การเปิดตัวรถ SUV รุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Xpeng MONA M03
  • เตรียมส่งมอบรถในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้
  • มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ในช่วงราคาที่เข้าถึงง่ายตั้งแต่ 8.99 แสนบาท ไปจนถึง 1.2 ล้านบาท
  • ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่หลักหลายพันคันภายในระยะเวลาอันสั้น

ความมุ่งมั่นของทั้งสองค่ายนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน การที่รัฐบาลพยายามสร้างสมดุลในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องผู้ผลิตในประเทศ แต่ยังเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้แบรนด์ระดับโลกตัดสินใจเข้ามาปักหลักผลิตจริงที่นี่ครับ ในมุมมองของผม หากดีลการตั้งโรงงานเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่จะทำให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ใช้รถยนต์เทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่คุ้มค่าขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – MGC-เอ็กซ์เผิง พร้อมส่งมอบรถรุ่นใหม่ศึกษาตั้งรง.ในไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมกับ NIA จัด Showcase โชว์ศักยภาพนวัตกรรมพลังงานสะอาด

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ ในแวดวงนวัตกรรมมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) ได้จับมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA จัดงานใหญ่ที่น่าสนใจมาก นั่นคือการจัดงาน มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมกับ NIA จัด Showcase โชว์ศักยภาพนวัตกรรมพลังงานสะอาด เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยครับ

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมกับ NIA จัด Showcase โชว์ศักยภาพนวัตกรรมพลังงานสะอาด

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA มาเป็นประธานเปิดงาน โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในปัจจุบัน

ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้

นอกจากจะเป็นการโชว์ผลงานแล้ว งาน มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมกับ NIA จัด Showcase โชว์ศักยภาพนวัตกรรมพลังงานสะอาด ยังอัดแน่นไปด้วยความรู้และกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • Platform & Capability Building: แนะนำแพลตฟอร์มที่จะช่วยส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม พร้อมเปิดหลักสูตรบัณฑิตศึกษาเฉพาะทางด้าน Circular Economy และพลังงานสะอาด
  • Funding & Pitching Strategy: เคล็ดลับการนำเสนอโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนจาก NIA ให้ผ่านฉลุย
  • Business Case & Networking: การแชร์ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและภาคเอกชนที่ประสบความสำเร็จในการทำโปรเจกต์ร่วมกับ NIA

ผศ.ดร.บวรกิตติ์ เนคมานุรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.รัตนโกสินทร์ ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จของโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม เพื่อให้งานวิจัยไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ แต่สามารถนำไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ครับ

การผนึกกำลังกันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคการศึกษาที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ผมมองว่าการที่มหาวิทยาลัยหันมาจับมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมโดยตรงแบบนี้ จะช่วยลดช่องว่างระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ใครที่กำลังมองหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจด้วยนวัตกรรมรักษ์โลก ผมแนะนำให้ติดตามความเคลื่อนไหวของ มทร.รัตนโกสินทร์ และ NIA ไว้นะครับ เพราะอนาคตของเศรษฐกิจไทยอยู่ในมือของพวกเราทุกคนที่ช่วยกันขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดให้เกิดขึ้นจริงครับ

ที่มา – มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมกับ NIA จัด Showcase โชว์ศักยภาพนวัตกรรมพลังงานสะอาด

ดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ขึ้น 85 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้

ดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ขึ้น 85 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้

ใครที่กำลังวางแผนจะขับรถไปเที่ยวหรือเดินทางไกลในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ต้องเช็กถังน้ำมันกันให้ดีเลยครับ เพราะล่าสุดมีข่าวประกาศออกมาว่า ดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ขึ้น 85 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้ ทำเอาคนใช้รถใช้ถนนหลายคนถึงกับต้องรีบขับรถเข้าปั๊มกันเป็นการด่วน เพื่อเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนที่ราคาใหม่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 19 ส.ค. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

รายละเอียดการปรับราคา ดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ขึ้น 85 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้

สำหรับการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ ปั๊มน้ำมันรายใหญ่ทั้ง ปตท. และบางจาก ได้แจ้งปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตรา 0.85 บาทต่อลิตร ยกเว้นน้ำมันพรีเมียม GSH95 และพรีเมียม GSH99 ที่ราคาจะคงเดิม ในส่วนของกลุ่มดีเซลทุกชนิดก็ปรับเพิ่มขึ้น 0.85 บาทต่อลิตรเช่นกัน ยกเว้นพรีเมียมดีเซลที่ราคาคงเดิม ซึ่งการที่ ดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ขึ้น 85 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้ นั้นถือว่าส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่น้อยเลยครับ

โดยราคาขายปลีกน้ำมันหลังจากปรับขึ้น (ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่) จะมีรายละเอียดดังนี้:

  • เบนซิน: 46.68 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 95: 37.69 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91: 37.32 บาท
  • E20: 32.69 บาท
  • E85: 28.63 บาท
  • ดีเซล B7: 38.39 บาท
  • ดีเซล B20: 33.39 บาท
  • พรีเมียม GSH95: 47.79 บาท
  • พรีเมียม GSH99: 49.79 บาท
  • พรีเมียมดีเซล: 50.05 บาท

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่คนมีรถต้องคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดครับ การวางแผนเส้นทางและการขับรถอย่างประหยัดน้ำมันจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของเราได้ ไม่ว่าน้ำมันจะขึ้นหรือลง การดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอและขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ ขอให้ทุกคนวางแผนการเดินทางและเติมน้ำมันกันให้ทันเวลานะครับ!

ที่มา – แวะปั๊มทันมั้ยเนี้ย! ดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ขึ้น 85 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้

สส.อยุธยา-กรรมาธิการ ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เร่งแก้ถนนพัง

สส.อยุธยา-กรรมาธิการ ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เร่งแก้ถนนพัง

เมื่อเร็วๆ นี้ นายทรงพล สุขสมบูรณ์ สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในตำบลบ้านเกาะ กรณีถนนวัดจอดเกษ-สายเอเชียชำรุดทรุดโทรมอย่างหนัก การลงพื้นที่ของ สส.อยุธยา-กรรมาธิการ ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เร่งแก้ถนนพัง ครั้งนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ของชาวบ้านที่ต้องทนอยู่กับสภาพถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อและมีฝุ่นฟุ้งกระจายมานานกว่า 20 ปี

ปัญหาเรื้อรังที่รอการแก้ไขจาก สส.อยุธยา-กรรมาธิการ ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เร่งแก้ถนนพัง

จากการตรวจสอบพบว่าถนนเส้นดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างหนักตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของนักเรียนและประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เพียงแต่เป็นหลุมเป็นบ่อ แต่ยังมีความเสี่ยงจากเสาไฟฟ้าริมทางที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ชาวบ้านต่างสะท้อนความรู้สึกว่าเหมือนถูกทอดทิ้งมาตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ ทั้งที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยาแท้ๆ

แนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น:

  • ประสานความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น นำเครื่องจักรเข้ามาปรับสภาพพื้นผิวจราจร
  • ขอรับการสนับสนุนหินคลุกจากกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซ่อมแซมจุดวิกฤต
  • เร่งติดตามสถานะโครงการในแผนพัฒนาและงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมถาวร

นายก อบต.บ้านเกาะ ได้กล่าวเสริมว่า ชาวบ้านมีความต้องการให้ปรับปรุงถนนสายนี้ให้เป็นพนังกั้นน้ำไปในตัว เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งของคนในชุมชนได้ในระยะยาว สส.อยุธยา-กรรมาธิการ ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เร่งแก้ถนนพัง จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเชื่อมประสานหน่วยงานระดับจังหวัดและระดับกรมให้หันมามองปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง

ในฐานะตัวแทนของความหวัง การทำงานเชิงรุกของคณะกรรมาธิการฯ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการลงพื้นที่จริงคือหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหา หากหน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของชาวบ้านด้วยความจริงใจและรวดเร็ว ปัญหาที่เรื้อรังมานานย่อมมีทางออกเสมอ เราจะคอยติดตามความคืบหน้าของการซ่อมแซมถนนเส้นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางโดยเร็วที่สุด

ที่มา – สส.อยุธยา-กรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เร่งแก้ถนนพัง หลังร้องเรียนเดือดร้อนนานกว่า 20 ปี

อิสราเอลเร่งสอบเหตุวัตถุระเบิดเก่าบึ้ม ทำแรงงานไทยเจ็บ 6 คน

อิสราเอลเร่งสอบเหตุวัตถุระเบิดเก่าบึ้ม ทำแรงงานไทยเจ็บ 6 คน

เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นที่ประเทศอิสราเอล เมื่อมีรายงานว่าทางการกำลังเร่งสอบสวนกรณีที่เกี่ยวข้องกับ อิสราเอลเร่งสอบเหตุวัตถุระเบิดเก่าบึ้ม ทำแรงงานไทยเจ็บ 6 คน ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความตระหนกให้กับครอบครัวของแรงงานไทยในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในพื้นที่การเกษตรในเมืองเมตูลา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล แรงงานไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่กลับต้องเผชิญกับอันตรายจากวัตถุระเบิดทางทหารเก่าที่ตกค้างอยู่โดยไม่คาดคิด

รายละเอียดสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น

หลังจากเกิดเหตุ อิสราเอลเร่งสอบเหตุวัตถุระเบิดเก่าบึ้ม ทำแรงงานไทยเจ็บ 6 คน ตำรวจและทีมกู้ภัยของอิสราเอลได้รีบเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็วเพื่อระงับเหตุและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที โดยรายละเอียดอาการเบื้องต้นมีดังนี้:

  • ผู้บาดเจ็บสาหัส 2 คน ต้องเข้ารับการประเมินและผ่าตัดโดยเร่งด่วน
  • ผู้บาดเจ็บปานกลาง 1 คน อยู่ระหว่างการรักษา
  • ผู้บาดเจ็บอีก 3 คน ยังคงอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่แผนกฉุกเฉิน

ทางผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลซิฟได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสบางรายจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตและลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บรุนแรง ส่วนแรงงานที่เหลือยังคงต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่และการป้องกันในอนาคต

ปัจจุบันพนักงานสอบสวนยืนยันว่า กำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดวัตถุระเบิดเก่าชิ้นนี้ถึงเกิดการปะทุขึ้นมาได้ การที่ อิสราเอลเร่งสอบเหตุวัตถุระเบิดเก่าบึ้ม ทำแรงงานไทยเจ็บ 6 คน ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่เสี่ยงอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างแดนและต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้น

เราขอส่งกำลังใจให้แรงงานไทยทั้ง 6 คนและครอบครัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด และหวังว่าทางการอิสราเอลจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตของแรงงานทุกคนที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการหรือการช่วยเหลือ เราจะรีบนำมาอัปเดตให้ทราบในทันที

ที่มา – อิสราเอลเร่งสอบเหตุวัตถุระเบิดเก่าบึ้ม ทำแรงงานไทยเจ็บ 6 คน

เทศบาลนครขอนแก่น ยืนยันแล้ว ไม่เคยเก็บภาษีที่ดิน วัดป่าอดุลยาราม

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกโซเชียล เมื่อมีข่าวคราวเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จนกระทั่งล่าสุดทาง เทศบาลนครขอนแก่น ยืนยันแล้ว ไม่เคยเก็บภาษีที่ดิน วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบชี้แจงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของพี่น้องประชาชน

เทศบาลนครขอนแก่น ยืนยันแล้ว ไม่เคยเก็บภาษีที่ดิน วัดป่าอดุลยาราม

นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า จากการตรวจสอบเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินเลขที่ 61945 ซึ่งเป็นที่ดินที่ใช้ประโยชน์ทางพระพุทธศาสนาของวัดป่าอดุลยารามนั้น ไม่เข้าข่ายต้องชำระภาษีแต่อย่างใด โดยรายละเอียดที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกใช้ประโยชน์ทางพระพุทธศาสนามาโดยตลอด
  • ทางเทศบาลนครขอนแก่นไม่มีการออกหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีใดๆ ทั้งสิ้น
  • กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มีข้อกำหนดชัดเจนเรื่องการยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินในลักษณะนี้

ความจริงเรื่อง เทศบาลนครขอนแก่น ยืนยันแล้ว ไม่เคยเก็บภาษีที่ดิน วัดป่าอดุลยาราม

สำหรับประเด็นที่ดินโฉนดเลขที่ 61945 ที่มีเนื้อที่ประมาณ 21-3-61 ตารางวา เทศบาลฯ ได้ทำการตรวจสอบฐานข้อมูลจากกรมที่ดินอย่างละเอียดแล้ว พบว่าตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา ที่ดินแปลงนี้ใช้เพื่อกิจกรรมทางศาสนา ดังนั้นจึงได้รับการยกเว้นตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นข่าวที่ว่ามีการเรียกเก็บภาษีจึงไม่เป็นความจริง

นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นยังฝากทิ้งท้ายถึงกรณีที่มีการอ้างว่ามีการชำระภาษีในที่ดินผืนนี้ว่า หากใครมีหลักฐานหรือใบเสร็จรับเงินขอให้นำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อความโปร่งใสและถูกต้อง ส่วนกรณีที่ดินของเอกชนรายอื่นๆ ที่อยู่นอกเขตวัดนั้น ทางเทศบาลก็ยังคงดำเนินการจัดเก็บภาษีตามขั้นตอนของกฎหมายปกติ ไม่ได้มีข้อยกเว้นหากไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางศาสนา

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีในการเสพข้อมูลข่าวสารครับ ก่อนจะแชร์หรือเชื่อข้อมูลใดๆ เราควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสังคมในวงกว้าง หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยให้กับทุกท่านได้นะครับ

ที่มา – ‘เทศบาลนครขอนแก่น’ ยืนยันแล้ว ไม่เคยเก็บภาษีที่ดิน ‘วัดป่าอดุลยาราม’

หนุ่ม อบต. สูญสินสอด 3 แสนให้ครูน้ำ หลังรู้มีผัวแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์เมื่อรายการโหนกระแสได้นำเสนอเรื่องราวของ ‘คุณเท่’ เจ้าหน้าที่ อบต. ท่านหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ หนุ่ม อบต. สูญสินสอด 3 แสนให้ครูน้ำ หลังรู้มีผัวแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลายคนในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ผ่านแอปพลิเคชันหาคู่

หนุ่ม อบต. สูญสินสอด 3 แสนให้ครูน้ำ หลังรู้มีผัวแล้ว

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2569 ทั้งคู่ได้รู้จักกันผ่านแอปฯ หาคู่ โดยฝ่ายหญิงคือ ‘ครูน้ำ’ ซึ่งเป็นครูอัตราจ้างได้อ้างว่าตนเองยังโสด ความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน จนฝ่ายชายยอมโอนเงินสินสอดให้กว่า 3 แสนบาท แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏว่าฝ่ายหญิงมีสามีอยู่แล้วจริง และเรื่องราว หนุ่ม อบต. สูญสินสอด 3 แสนให้ครูน้ำ หลังรู้มีผัวแล้ว ก็จบลงด้วยความเจ็บปวดของคุณเท่

บทเรียนจากความรักที่รวดเร็วเกินไป

คุณเท่ได้เปิดใจในรายการว่า เขารู้สึกเสียใจและยอมรับว่าตนเองใจอ่อนเกินไป โดยกล่าวว่า “สงสัยผมโง่มั้งครับ” ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เราเห็นถึงความเสี่ยงในการคบหาคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ ควรมีสติและตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจะมอบใจหรือมอบเงินทองให้ใคร

  • ตรวจสอบสถานะความสัมพันธ์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน
  • อย่าหลงเชื่อคำพูดหรือการโปรไฟล์ที่ดูดีเกินจริงบนแอปพลิเคชัน
  • ควรเก็บหลักฐานการโอนเงินและการสนทนาไว้เสมอหากเกิดปัญหา

เหตุการณ์ หนุ่ม อบต. สูญสินสอด 3 แสนให้ครูน้ำ หลังรู้มีผัวแล้ว ครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ความรักที่มาพร้อมกับความเร่งรีบเรื่องผลประโยชน์มักแฝงไปด้วยความไม่ชอบมาพากล เราควรใช้เวลาศึกษากันให้มากพอเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพหรือคนที่หวังผลประโยชน์จากความใจดีของคุณเองครับ

ที่มา – ช้ำหนัก! หนุ่ม อบต. สูญสินสอด 3 แสนให้ ‘ครูน้ำ’ ก่อนรู้ทีหลังฝ่ายหญิงมีผัวอยู่แล้ว ยอมรับ “สงสัยผมโง่มั้งครับ”

รีวิวที่จริงใจ ต้นหอม ศกุนตลา น้ำหนักขึ้นทันที!

รีวิวที่จริงใจ ต้นหอม ศกุนตลา น้ำหนักขึ้นทันที!

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลทันที เมื่อดีเจสาวอารมณ์ดีอย่าง ต้นหอม ศกุนตลา ออกมาโพสต์ภาพสลัดผ้าโชว์หุ่นสวยในชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่ระหว่างทริปพักผ่อนต่างประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้แฟนคลับต้องหยุดมองไม่ใช่แค่ความแซ่บเท่านั้น แต่เป็นแคปชั่นสุดฮาที่เป็นการ รีวิวที่จริงใจ ต้นหอม ศกุนตลา น้ำหนักขึ้นทันที! หลังจากเธอตัดสินใจหยุดพึ่งตัวช่วยอย่างการปักปากกาลดน้ำหนักไปเพียง 3 เดือน

เปิดหมดเปลือกเรื่องรูปร่างกับรีวิวที่จริงใจ ต้นหอม ศกุนตลา น้ำหนักขึ้นทันที!

สาวต้นหอมเขียนแคปชั่นแบบไม่มีกั๊กในสไตล์ของเธอว่า “แรดๆ ไปเหอะ เป็นคนดีก็ใช่จะเจอรักจริง… #รีวิวหุ่นที่หยุดปักปากกามา 3 เดือน นน. ขึ้นมา 2 โล ไม่เชื่อดูพุง” ทำเอาชาวเน็ตที่ได้อ่านต่างเข้ามาคอมเมนต์แซวกันยกใหญ่ เพราะถึงแม้เธอจะบอกว่าน้ำหนักขึ้น แต่หุ่นของสาวต้นหอมในรูปก็ยังดูเป๊ะปัง ผิวขาวออร่าพุ่งกระจายจนหลายคนออกปากชมว่าสวยสมบูรณ์แบบมาก

หากเราวิเคราะห์ดูแล้ว จะเห็นได้ว่าการออกมาเปิดเผยถึงผลลัพธ์หลังจากหยุดปักปากกานั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ซึ่งการ รีวิวที่จริงใจ ต้นหอม ศกุนตลา น้ำหนักขึ้นทันที! ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการรักตัวเองของเธอที่ไม่ได้มองว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เป็นการยอมรับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างมีความสุขและมีความมั่นใจในแบบฉบับของตัวเอง

  • ต้นหอม ศกุนตลา กับไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยทำให้แฟนคลับผิดหวัง
  • การยอมรับหุ่นของตัวเองหลังหยุดทำหัตถการลดน้ำหนัก
  • ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับความมั่นใจและการรักตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ความสวยไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเสมอไป แต่อยู่ที่ความมั่นใจและทัศนคติที่เรามีต่อตัวเองเหมือนที่ต้นหอมได้พิสูจน์ให้เห็น ใครที่กำลังกังวลเรื่องน้ำหนักหรือหุ่น ลองหันมามองต้นหอมเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันดีกว่า เพราะการมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็นนั่นแหละคือความสวยที่แท้จริง

ที่มา – รีวิวที่จริงใจ “ต้นหอม ศกุนตลา” บอกหมดพอหยุดปักปากกา น้ำหนักขึ้นทันที!

แผ่นดินไหวเขย่าภาคใต้สเปน 3 ระลอก เจ็บอย่างน้อย 3 คน

สถานการณ์ภัยพิบัติในยุโรปกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวเขย่าภาคใต้สเปน 3 ระลอก เจ็บอย่างน้อย 3 คน ทางการคุมเข้มความปลอดภัย โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองกรานาดา แคว้นอันดาลูเซีย ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์แผ่นดินไหวเขย่าภาคใต้สเปน 3 ระลอก เจ็บอย่างน้อย 3 คน ทางการคุมเข้มความปลอดภัย

สถาบันภูมิศาสตร์แห่งชาติสเปน (IGN) เปิดเผยว่า แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้มีความรุนแรงต่อเนื่องกันถึง 3 ครั้ง โดยวัดระดับได้สูงสุดที่ 4.8 ตามด้วย 4.0 และ 4.2 แมกนิจูด ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเพิ่งเผชิญกับแผ่นดินไหวขนาด 5.0 แมกนิจูดมาเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทำให้โครงสร้างอาคารหลายแห่งมีความเปราะบางและได้รับความเสียหายเพิ่มเติม

มาตรการรับมือเมื่อเกิดแผ่นดินไหวเขย่าภาคใต้สเปน 3 ระลอก เจ็บอย่างน้อย 3 คน ทางการคุมเข้มความปลอดภัย

ทางการจังหวัดกรานาดาได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ดังนี้:

  • สั่งปิดสถานที่ราชการ พิพิธภัณฑ์ และสถานที่จัดกิจกรรมกีฬาเป็นการชั่วคราว
  • จำกัดการเข้าชมพระราชวังอาลัมบรา แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เพื่อประเมินความปลอดภัยของตัวอาคาร
  • ระบบรถไฟใต้ดินปรับลดความเร็วเหลือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากแรงสั่นสะเทือน
  • โรงแรมหลายแห่งตัดสินใจอพยพผู้เข้าพักออกจากอาคารทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายมากกว่าปกติ คือการที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในระดับที่ค่อนข้างตื้น ทำให้แรงสั่นสะเทือนกระจายตัวรุนแรงในพื้นที่เฉพาะจุด ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ตาม ศูนย์บริการสาธารณสุขขั้นปฐมภูมิยังคงเปิดให้บริการเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เราขอส่งกำลังใจให้ชาวเมืองกรานาดาผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี และหวังว่ามาตรการการคุมเข้มความปลอดภัยของทางการจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – แผ่นดินไหวเขย่าภาคใต้สเปน 3 ระลอก เจ็บอย่างน้อย 3 คน ทางการคุมเข้มความปลอดภัย

นครบาล ลุยปั้นตำรวจยุคใหม่ สร้างคอนเทนต์เข้าถึงประชาชน

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างมหาศาล ล่าสุดทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์การทำงาน โดยจัดทำ นครบาล ลุยปั้นตำรวจยุคใหม่ สร้างคอนเทนต์เข้าถึงประชาชน อย่างเต็มตัว เพื่อให้การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับพี่น้องประชาชนมีความราบรื่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

นครบาล ลุยปั้นตำรวจยุคใหม่ สร้างคอนเทนต์เข้าถึงประชาชน

เมื่อไม่นานมานี้ ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จัดโครงการฝึกอบรมสุดพิเศษในชื่อ “Smart Traffic Influencer” โดยเน้นการเสริมทักษะดิจิทัลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 120 นาย เพื่อให้พวกเขาสามารถผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เข้าใจง่าย และสื่อสารเรื่องงานจราจรหรือภารกิจต่างๆ ให้กับสังคมได้อย่างสร้างสรรค์

ก้าวสำคัญสู่การเป็นตำรวจยุคใหม่ที่เข้าถึงใจคน

การที่ นครบาล ลุยปั้นตำรวจยุคใหม่ สร้างคอนเทนต์เข้าถึงประชาชน ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะเท่านั้น แต่เป็นความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารจากแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • เพื่อยกระดับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลจราจรให้รวดเร็วและถูกต้อง
  • เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน
  • เพื่อผลิตเนื้อหาที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมออนไลน์

คุณศิวาภัทรพ์ สิริพิพัฒน์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้าง Personal Brand ได้เข้ามาถ่ายทอดเทคนิคการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในแบบฉบับตำรวจมืออาชีพ โดยเน้นย้ำว่าการสื่อสารที่ดีไม่ได้อยู่ที่การสร้างชื่อเสียงส่วนตัว แต่มุ่งเน้นที่การเป็นกระบอกเสียงที่ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่จำเป็นอย่างแม่นยำ

สำหรับแนวทางหลักที่ทางตำรวจนครบาลยึดถือเสมอมาคือ “ความถูกต้องต้องมาก่อนความรวดเร็ว และความสร้างสรรค์ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ” เพราะทุกข้อความที่เผยแพร่ออกไป ย่อมส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ดังนั้นตำรวจยุคใหม่จึงต้องมีความละเอียดรอบคอบในการส่งต่อข้อมูลอยู่เสมอ

เราเชื่อมั่นว่าโครงการดีๆ แบบนี้จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับสังคมไทย การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหันมาปรับตัวเข้าหาประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัลด้วยความเป็นกันเอง จะทำให้เรื่องจราจรที่เคยดูเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายและพร้อมให้ความร่วมมือกันมากขึ้น ถือเป็นก้าวที่น่าชื่นชมสำหรับกองบัญชาการตำรวจนครบาลจริงๆ ครับ

ที่มา – “นครบาล” ลุยปั้นตำรวจยุคใหม่ สร้างคอนเทนต์เข้าถึงประชาชน