ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ครึ่งปี คนไทยแห่ทำประกันสุขภาพ 6.1 หมื่นล้าน ห่วงค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นปีละ 15%

รายงานจากสมาคมประกันชีวิตไทยชี้ให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน ธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 326,588 ล้านบาท เป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 4.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) อยู่ที่ 94,916 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7.38% ส่วนเบี้ยประกันปีต่อไป (Renewal Premium) มีมูลค่า 231,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.88% และมีอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 82%

สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพโตแรง 18.99%

ภาคธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกคือ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ที่มีเบี้ยประกันภัยรวมอยู่ที่ 61,219.52 ล้านบาท เติบโตถึง 18.99% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 18.75% ของเบี้ยประกันภัยทั้งหมด โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนจัดการด้านสุขภาพ และความกังวลต่อ อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ ที่สูงขึ้นกว่า 15% ต่อปี

ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้คนไทยหันมาทำ ประกันสุขภาพ กันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสังคมของเราเข้าสู่ยุคสูงวัยอย่างเต็มตัว ซึ่งทำให้ความต้องการในการรับมือต่อความเสี่ยงทางสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประกันบำนาญได้รับความสนใจไม่แพ้กัน

นอกเหนือจากการทำประกันสุขภาพแล้ว ประเภท ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Pension) ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมถึง 6,241.62 ล้านบาท อัตราเติบโต 9.51% คิดเป็นสัดส่วน 1.91% ของเบี้ยรวมทั้งหมด ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมการวางแผนชีวิตในระยะยาวของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการออมเงินเพื่อการเกษียณไว้ล่วงหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ยังให้ทั้งความคุ้มครองและประโยชน์ในด้านภาษีด้วย

ประกันชีวิตควบการลงทุนโตตามเทรนด์

อีกหนึ่งกลุ่มที่ได้เติบโตเพิ่มขึ้นคือ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Link) ที่มีเบี้ยประกันรับรวม 19,412.36 ล้านบาท เติบโต 7.54% หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.94% จากการเติบโตของเทรนด์ความสนใจในช่องทางลงทุนที่มีความคุ้มค่าและยังคงให้การคุ้มครองอยู่ด้วย โดยเหมาะกับกลุ่มคนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปกับการปกป้องชีวิต

ปัจจัยบวกต่อตลาดประกันยังมาจากนโยบายภาครัฐ เช่น การขยายอายุการรับประกันสุขภาพไปจนถึง 80 ปี ช่วยกระตุ้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ และยังขยายผลไปยังการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

แนวโน้มและการวางแผนประกันสุขภาพควรทำอย่างไร?

ชาวไทยควรเริ่มวางแผนล่วงหน้ากับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในตลาด ก่อนที่จะเคยชินกับการเจ็บป่วยอย่างไม่ตระหนักถึงผลกระทบทางการเงิน การลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ให้ทั้งความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดในเวลานี้

  • เริ่มต้นวางแผนประกันตั้งแต่วัย 30 เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ประกันก่อนตัดสินใจเลือก
  • เลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และอนาคต
  • รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาประกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการเงิน

หากคุณยังไม่ได้เตรียมตัวสำหรับอนาคต อาจเริ่มวันนี้เลยดีกว่าจะดูแลสุขภาพและชีวิตให้มั่นคงในระยะยาว เพราะ ประกันสุขภาพ ไม่ใช่แค่การรับมือกับความเจ็บป่วย แต่คือความมั่นใจในสุขภาวะที่คุณวาดไว้

ที่มา – ครึ่งปี คนไทยแห่ทำประกันสุขภาพ 6.1 หมื่นล้าน ห่วงค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นปีละ 15%

‘กันจอมพลัง’ เล่าเหตุสะเทือนใจ หัวหน้าทหารแบกร่าง ‘พลทหารธีรยุทธ’ กลับบ้านตามสัญญา

‘กันจอมพลัง’ เล่าเรื่องราวประทับใจ หัวหน้าทหารแบกร่าง ‘พลทหารธีรยุทธ’ กลับบ้านตามคำมั่นสัญญา

กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่สะเทือนใจและอบอุ่นหัวใจของคนไทย เมื่อ ‘กันจอมพลัง’ หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวช ได้ออกมาเล่าประสบการณ์สุดประทับใจผ่านแฟนเพจ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เกี่ยวกับ หัวหน้าชุดทหารรบ ที่ทนทุกข์ทรมานใจแต่ยังสามารถทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนทหาร โดยสามารถแบกร่างของ พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง กลับมาถึงบ้านได้อย่างสมศักดิ์ศรี

เหตุการณ์ตรงจุดปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งบนชายแดนระหว่างกองกำลังไทยกับฝ่ายกัมพูชา ก่อนหน้านี้มีทหารกล้าถึง 15 นาย ที่เสียชีวิตเพื่อปกป้องเกียรติและผืนแผ่นดินไทย รวมถึง พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หนึ่งในทหารผู้ยืนหยัดกล้าหาญจนยอมพลีชีพบนสมรภูมิ โดยความสูญเสียครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

เมื่อหัวหน้าชุดรบแบกร่างของน้องธีรยุทธกลับบ้าน นั่นไม่ใช่เพียงการส่งศพน้องกลับมาตามหน้าที่ แต่มันคือการรักษาคำสัญญาที่พวกเขาพูดไว้ก่อนจะออกไปปฏิบัติภารกิจ ว่าพวกเขาจะไม่มีวันทิ้งกันไว้ข้างหลัง

คำสัญญาที่ไม่มีวันลบเลือน

อย่างที่ กันจอมพลัง ได้ฟังเรื่องจากหัวหน้าทหารคนนั้นวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งเขาอธิบายว่า หลังจากได้ยินเสียงระเบิดเข้าใส่ น้องทั้ง 5 คน ยังคงต่อสู้ จนกระทั่งเมื่อหมดเสียง หัวหน้าจึงเรียกเพื่อนทีม ปรากฏว่ามีเพียงพลทหารธีรยุทธเท่านั้นที่ไม่มีเสียงตอบ

ทุกคนต้องผ่านความเป็นความตายบนสนามรบ ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่ พวกเขาต้องคลานหาเพื่อนร่วมทีม และนำร่างของน้องกลับมายังฐานหน้า เมื่อสำเร็จ นั่นคือการส่งต่อความรู้สึกสะเทือนใจและความเคารพยิ่งใหญ่

ความกล้าหาญที่ไม่ใช่ความผิด

แม้จะสูญเสียเพื่อนร่วมรบไปหนึ่งคน แต่ทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์และยังคงรักษามิตรภาพของการเป็นทหารร่วมกันไว้ ‘กันจอมพลัง’ ได้บอกว่า เขาชื่นชมในความกล้าหาญของหัวหน้าชุดทหารรบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่สามารถปิดสัญญาให้แก่น้องได้โดยสมบูรณ์

ตลอดเวลาที่หัวหน้าทหารเล่าเรื่อง มีน้ำตาหลั่งรื้อและรอยเศร้าสะท้อนในแววตาอย่างลึกซึ้ง ‘กันจอมพลัง’ บอกต่อว่า “ต้องเข้าใจว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น การที่หัวหน้าทำได้ดีขนาดนี้ก็ถือเป็นความภูมิใจของทหารและของชาติแล้ว”

นี่คือตัวอย่างของความรักความสามัคคีที่ทหารทุกนายมีต่อกัน พวกเขาลุกขึ้นสู้เพื่อบ้านเมือง และยังทำตามคำสัญญาที่ยากที่สุดในชีวิตด้วยใจที่เข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เช่นนี้ควรระลึกถึงความสำคัญของเกียรติยศทหาร ควบคู่กับการสร้างการเข้าใจในเหตุการณ์ชายแดนว่าจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ร่วมเป็นกำลังใจให้ครอบครัวพลทหารธีรยุทธ และส่งแรงเชียร์ให้ทหารทุกนายที่ยังปกป้องแผ่นดินไทยอยู่ในขณะนี้ ด้วยความเคารพอย่างสูง

บทความแนะนำเพิ่มเติม

  • อ่านเรื่องราวสนับสนุนจาก Facebook: กันจอมพลัง ช่วยสู้ คลิกที่นี่
  • ติดตามประเด็นข่าว เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มเติม ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก: กันจอมพลัง ช่วยสู้

ที่มา – ‘กันจอมพลัง’ เล่าเหตุสะเทือนใจ หัวหน้าทหารแบกร่าง ‘พลทหารธีรยุทธ’ กลับบ้านตามสัญญา

ไปเรียน! ครูลุยช่วยเหลือ ‘น้องโฟกัส’ นักเรียน ป.4 รอดเหตุพลุระเบิดบ้านพังยับ

ไปเรียน! ครูลุยช่วยเหลือ ‘น้องโฟกัส’ นักเรียน ป.4 รอดเหตุพลุระเบิดบ้านพังยับ

จากเหตุการณ์พลุระเบิดที่บ้านเลขที่ 212 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมไทยอย่างมาก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการถึง 9 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ที่รักษาตัวอยู่ในห้อง ICU อีกด้วย

ความช่วยเหลือจากคณะครูโรงเรียนสุพรรณภูมิ

วันที่ 1 สิงหาคม คณะครูจากโรงเรียนสุพรรณภูมิได้เดินทางไปยังบ้านหลังที่เกิดเหตุ เพื่อพูดคุยกับ ‘น้องโฟกัส’ เด็กนักเรียนชั้นป.4 รวมถึงให้กำลังใจอย่างเต็มที่ หลังจากได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิด ซึ่งได้ส่งผลให้บ้านพักอาศัยเสียหายอย่างรุนแรง แม้น้องโฟกัสจะรอดชีวิตมาได้ เพราะวันนั้นเขาไปเรียนที่โรงเรียน แต่เมื่อกลับมาถึงกับตกใจ เมื่อพบว่า ข้าวของ รวมถึงชุดนักเรียนถูกทำลายหมดสิ้น

คุณครูยดาพร นาคโหน ได้เปิดเผยถึงสาเหตุที่คณะครูเข้ามาเยี่ยมถึงเหตุการณ์ เพื่อตรวจสอบความเสียหาย และสอบถามถึงสิ่งที่น้องโฟกัสต้องการ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน อีกทั้งได้ให้คำแนะนำเรื่องดูแลด้านจิตใจแก่เด็กอย่างใกล้ชิด ด้วยความเป็นห่วงจากคณะครูผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ผู้อำนวยการของโรงเรียนได้สั่งการให้มีการติดตามอย่างต่อเนื่องว่าน้องต้องการการสนับสนุนอะไรเพิ่มเติม

การเยียวยาเบื้องต้นจากเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี

นอกจากคณะครูแล้ว นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวของน้องโฟกัส โดยได้ประสานกับแม่ของน้องและทางโรงเรียน เพื่อดูแลทั้งทางด้านจิตใจ อุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงที่อยู่อาศัยในเบื้องต้น จนช่วยให้น้องๆ ได้รั้งความหวังไว้ได้อีกครั้ง

ความรู้สึกของน้องโฟกัสและบทเรียนจากเหตุการณ์

น้องโฟกัสเล่าว่า ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับตนเอง เพราะปกติแล้วเขาพักอาศัยอยู่กับน้าสาว ซึ่ง unfortunately ได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวในครั้งนี้ แม่ของเขาตอนเกิดเหตุไปเฝ้ายายที่โรงพยาบาล ส่วนเขานั้นอยู่ที่โรงเรียน จึงผ่านพ้นจากเหตุร้ายครั้งนี้มาได้

คณะครูรวมถึงหน่วยงานหลายฝ่ายกำลังร่วมกันฟื้นฟูชีวิตของน้องอย่างเต็มที่ เช่น การช่วยหาชุดนักเรียนใหม่ อุปกรณ์การเรียน แม้กระทั่งการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา เพื่อให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง โดยการร่วมมือนี้สะท้อนถึง ความห่วงใยและความเข้มแข็งของชุมชนเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

บทสรุปของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์

บรรยากาศที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่วัดโพธิ์ท่าทราย ในวันที่ 1 สิงหาคม เป็นไปอย่างเศร้าสลด ญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ราย เดินทางมาเพื่อเริ่มขั้นตอนทางกฎหมาย และรอกำหนดการบำเพ็ญกุศล ซึ่งทางสถาบันนิติเวชกำลังเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์อย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกครอบครัวได้รับศพคนที่รักกลับไปอย่างถูกต้อง

เหตุการณ์พลุระเบิดครั้งนี้สะท้อนถึงการกำกับดูแลโรงงานผลิตพลุ ที่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกในอนาคต

การได้มีการเยี่ยมและให้กำลังใจจากคณะครูถือเป็นการแสดงถึงพลังแห่งความเมตตาและความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ช่วยให้น้องโฟกัสสามารถเดินหน้าเผชิญกับความสูญเสียได้อย่างเข้มแข็ง และหากคุณสามารถให้การสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำ หรือความช่วยเหลืออื่นๆ อย่าลังเลที่จะแสดงออก เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งได้ในวันข้างหน้า

บทสรุปและข้อคิดจากเหตุระเบิดครั้งใหญ่

ในสถานการณ์ที่คนในพื้นที่ประสบพบพบับนี้ เราทุกคนควรเห็นใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูชีวิตผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกับเด็กที่ยังอยู่ในวัยการเรียนรู้ ทั้งการเข้าใจในเหตุการณ์และสภาพจิตใจที่จะต้องได้รับการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากเชิญชวนให้สังคมร่วมกันสนใจและให้ความช่วยเหลือ ให้เด็กอย่างน้องโฟกัสเติบโตไปด้วยความหวังและโอกาส

ที่มา – ไปเรียน! ครูลุยช่วยเหลือ ‘น้องโฟกัส’ นักเรียน ป.4 รอดเหตุพลุระเบิดบ้านพังยับ

บราซิลประณาม “ภาษีทรัมป์” ละเมิดอธิปไตย ลั่นต่อสู้ตามกระบวนการ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและบราซิลกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ภายหลังจากที่สหรัฐประกาศเรียกเก็บ ภาษีทรัมป์ ที่สูงถึง 50% กับสินค้านำเข้าจากบราซิล โดยกระทรวงการคลังของบราซิลได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการถึงผลกระทบและเหตุผลที่มองว่าภาษีดังกล่าวไม่เป็นธรรมและถือเป็นการแทรกแซงอธิปไตยของประเทศ

ภาษีทรัมป์คืออะไรและ为何ส่งผลกระทบต่อบราซิล

ภาษีทรัมป์’ เป็นมาตรการทางการค้าที่สหรัฐอเมริกาใช้เพื่อควบคุมการนำเข้าจากประเทศคู่ค้า โดยในกรณีของบราซิลนั้น ทรัมป์ระบุว่าต้องการลงโทษรัฐบาลบราซิลเนื่องจากมีการดำเนินคดีต่ออดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ซึ่งเขาพิจารณาว่าเป็นพันธมิตรคนสำคัญ

แม้จะมีการยกเว้นสินค้าทางการค้ากว่า 700 รายการ ไม่ว่าจะเป็นอากาศยาน น้ำส้มคั้น เยื่อไม้ ถั่วบราซิล และสินค้าประเภทเหล็กกล้า แล้วก็ตาม แต่เบื้องหลังของนโยบายภาษีนี้ยังคงสร้างแรงเสียดทานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อมูลค่าการส่งออกที่คิดเป็นเกือบ 36% ของยอดส่งออกทั้งหมดของบราซิลไปสหรัฐอเมริกา

บราซิลเตรียมการรับมือตามกระบวนการกฏหมาย

นายเฟอร์นานโด ฮัดดาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบราซิล ได้เปิดเผยว่า แม้จะมีเงื่อนไขบางอย่างที่เอื้อให้บราซิลมีพื้นที่ได้รับการยกเว้น แต่รัฐบาลยังเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ทั้งนี้ บราซิลพร้อมฟ้องร้องและใช้กระบวนการทางกฎหมายในการโต้แย้งมาตรการดังกล่าว ไม่ว่าจะในสหรัฐเองหรือผ่านองค์กรระหว่างประเทศ เช่น WTO และยืนยันว่าจะปกป้องกระบวนการยุติธรรมของประเทศให้เต็มที่

วิกฤตทางการเมืองและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นอกจากการเรียกเก็บภาษีแล้ว ยังมีมุมมองทางการเมืองหลังการตัดสินใจของทรัมป์ โดยในคำสั่งฝ่ายบริหารระบุถึงปัญหาการดำเนินคดีทางการเมือง การข่มขู่ การเซ็นเซอร์ และการดำเนินการกับอดีตประธานาธิบดีโบลโซนารูและกลุ่มสนับสนุน ซึ่งสหรัฐชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสี่ยงต่อการล่มสลายของหลักนิติธรรม

กระแสดิจิทัลและเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน

ในโลกแนวโน้มเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับดิจิทัลและเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่เพียงแต่สร้างผลต่อการค้า แต่ยังกระทบต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจโลก โดยประเด็นของบราซิลและสหรัฐในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินและเหล็กกล้า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงและอุตสาหกรรมความทันสมัย

ทีมวิเคราะห์เชื่อว่า ประเทศที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมอาจเผชิญปัญหายุ่งยากในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่อิงระบบการผลิตสินค้า ERA (Digital/Entertainment). หากคุณสะดวกติดตามข่าวเกี่ยวกับมาตรการทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี อย่าลืมติดตามประเด็น บราซิลประณาม “ภาษีทรัมป์” ละเมิดอธิปไตย ลั่นต่อสู้ตามกระบวนการ ที่อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ในด้านการลงทุนและดิจิทัลอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: กระทรวงการคลังบราซิล | สำนักข่าว AFP

ที่มา – บราซิลประณาม “ภาษีทรัมป์” ละเมิดอธิปไตย ลั่นต่อสู้ตามกระบวนการ

พิชัยชี้สหรัฐเก็บภาษีไทย 19% สะท้อนถึงมิตรภาพแน่นแฟ้น ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก

พิชัยชี้สหรัฐเก็บภาษีไทย 19% สะท้อนถึงมิตรภาพแน่นแฟ้น ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยนโยบายล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาในการกำหนดอัตราภาษีนำเข้ากับสินค้าไทยในระดับ 19% นั้น ถือเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจไม่น้อย เพราะดูเหมือนจะเป็นผลกระทบทางการค้า แต่หากมองลึกๆ กลับเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ และยังช่วยรักษาศักยภาพในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

พิชัยชี้สหรัฐเก็บภาษีไทย 19% สะท้อนถึงมิตรภาพแน่นแฟ้น

ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายภาษีนี้ โดยเน้นว่าแม้จะเป็นการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า แต่อัตราที่ 19% นั้นยังถือว่าเป็นการรักษาความสมดุล

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่แน่นแฟ้น

และการรับประกันว่าไทยยังคงมีโอกาสในการแข่งขันได้ในตลาดสากล

นโยบายภาษีไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่คือสะพานเชื่อมความร่วมมือ

หลายท่านอาจกังวลว่าการที่สหรัฐฯ เก็บภาษีสูงขึ้นจากไทยจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออก แต่ในมุมมองของนายพิชัยนั้น นโยบายดังกล่าวมีนัยสำคัญมากกว่านั้น พิชัยชี้สหรัฐเก็บภาษีไทย 19% สะท้อนถึงมิตรภาพแน่นแฟ้น เพราะการตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดจากนโยบายปิดกั้นทางการค้า แต่เกิดจากกรอบความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งประเทศไทยควรมองไปที่โอกาสที่ยังคงเปิดกว้าง แม้ต้องเผชิญกับการปรับตัวครั้งสำคัญ

รัฐบาลเตรียมรับมือเต็มที่

รัฐบาลเองตระหนักเป็นอย่างดีถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกร โดยได้กำหนดมาตรการรองรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก
  • ให้ Soft Loan เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน
  • จัดทำเงินอุดหนุนเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น
  • ปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
  • ปฏิรูปกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้จัดเตรียมเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เพื่อช่วยให้ไทยสามารถปรับตัวและก้าวสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง และพร้อมเสริมแข้งให้กับเศรษฐกิจในยุคที่ตลาดโลกแข่งขันกันอย่างดุเดือด

รับมือโลกยุคใหม่ไปด้วยกัน

ผลจากการเจรจาในครั้งนี้มีนัยสำคัญถึงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับพิชัยชี้สหรัฐเก็บภาษีไทย 19% สะท้อนถึงมิตรภาพแน่นแฟ้น พร้อมชัดเจนว่าไทยต้องเดินหน้าหารือกับพันธมิตรต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ความหวัง คือ การปรับตัว

ในโลกของการค้าเสรี ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือวิธีการรับมือกับมัน รัฐบาลได้มีการวางแผนสำรองไว้อย่างเต็มรูปแบบ ที่สำคัญคือเตรียมสร้างโครงสร้างเอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อพิชัยชี้สหรัฐเก็บภาษีไทย 19% สะท้อนถึงมิตรภาพแน่นแฟ้น ตอกย้ำถึงความพร้อมของไทยในการแข่งขันในตลาดโลก

แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่คำชี้แจงของนายพิชัยช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักลงทุนมากทีเดียว เพราะไทยยังคงมีความสามารถในการปรับตัวและเดินหน้าอย่างเข้มแข็งได้หากทำงานเป็นทีม นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ไทยสามารถใช้เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ให้มั่นคง มีพลัง และก้าวทันโลก

สำหรับทุกๆ คนที่ติดตามเรื่องนี้ ขอให้จับตาเรื่องการปรับตัวของไทยในปีต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนมีประโยชน์เมื่อเรานำมาต่อยอดได้อย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตครั้งใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลก็เป็นได้

ที่มา – พิชัย ชี้สหรัฐเก็บภาษีไทย 19% สะท้อนถึงมิตรภาพแน่นแฟ้น ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก

ปาเกตาพ้นมลทินข้อหาจงใจโดนใบเหลือง หลังถูกสอบสวนยาวนานกว่า 2 ปี

สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่ติดตามข่าววงการฟุตบอลโลกคงจะคุ้นเคยกับชื่อของ ลูคัส ปาเกตา กองกลางชาวบราซิลเลียนของทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือ “ขุนค้อน” ที่ล่าสุดเขาก็ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาว่าเขาจงใจรับใบเหลืองเพื่อวัตถุประสงค์ในการพนันที่ไม่เหมาะสม หลังจากที่ต้องใช้เวลาในการต่อสู้กับข้อกล่าวหาอย่างยาวนานเกือบ 2 ปีเต็ม

ปาเกตา ชนะคดีข้อหาจงใจโดนใบเหลือง

ข้อกล่าวหานี้เริ่มต้นมาจากช่วงเดือนสิงหาคมปี 2023 และถูกยื่นฟ้องทางการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมของปีที่แล้ว โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงมาก เพราะหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ปาเกตา อาจต้องเผชิญกับการแบนตลอดชีวิต

แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการกำกับดูแลอิสระได้มีคำตัดสินออกมาว่า ทาง FA ไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอมาพิสูจน์ข้อหาดังกล่าวใน 4 เกมของพรีเมียร์ลีกได้ ทำให้ ในที่สุด “ปาเกตา พ้นมลทินข้อหาจงใจโดนใบเหลือง” ได้อย่างสมบูรณ์ และช่วยให้ชื่อเสียงของเขากลับมาบริสุทธิ์อีกครั้งหลังจากเจอกับความไม่แน่นอนมาอย่างยาวนาน

ความรู้สึกหลังพ้นผิด

หลังทราบผลการพิจารณา ลูคัส ปาเกตา ก็ออกมากล่าวด้วยความตื้นตันว่า “นับตั้งแต่วันแรกของการสอบสวน ผมยืนยันอยู่เสมอว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อหาที่ร้ายแรงอย่างนี้ ผมรู้สึกยินดีและขอบคุณพระเจ้าที่นำพาให้ผมได้กลับมาเล่นฟุตบอลพร้อมกับรอยยิ้มอีกครั้ง ขอบคุณภรรยาที่ไม่ยอมปล่อยมือผม ขอบคุณเวสต์แฮม ยูไนเต็ดและแฟนบอลทุกคน รวมถึงครอบครัว เพื่อน และทีมกฎหมายที่ช่วยกันผลักดันจนถึงวันนี้”

บทเรียนสำหรับวงการฟุตบอลไทย

สำหรับแฟนบอลชาวไทย เชื่อว่าเหตุการณ์นี้สามารถนำมาเป็นบทเรียนได้ว่าความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญของวงการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นระดับนักกีฬา ผู้จัดการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งนักพนัน ทุกอย่างต้องมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อรักษาความซื่อสัตย์ของวงการกีฬาเอาไว้

นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความกดดันของนักกีฬาอาชีพ ที่แม้ไม่ลงสนามพนันเอง แต่การถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องมันก็อาจทำลายความน่าเชื่อถือได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ติดตามจำนวนมากต่างมองเป็นตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม ปาเกตา พ้นมลทินข้อหาจงใจโดนใบเหลือง ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้วงการฟุตบอลโลก ว่าถึงแม้จะเจอกับข้อกล่าวหาที่หนักหนาสาหัส แต่ยังพอมีความยุติธรรมที่หลงเหลืออยู่

บทสรุป “ปาเกตา พ้นมลทินข้อหาจงใจโดนใบเหลือง” ถือเป็นกระแสข่าวที่น่ายินดีทั้งสำหรับตัวนักเตะเองและแฟนบอลของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ต่างรอคอยการกลับมาของเขาอย่างเต็มใจ เราจึงอยากเชิญชวนให้แฟนกีฬาทุกคนติดตามและให้กำลังใจนักกีฬาที่พร้อมต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ใจของพวกเขา ใครจะรู้อีกหนึ่งคดีคล้ายคลึงกันอาจ เกิดขึ้นกับนักกีฬาไทยได้ในอนาคต

ที่มา – “ปาเกตา” พ้นมลทินข้อหาจงใจโดนใบเหลือง

ด่วน! ตร.เปิดรับสมัครตำรวจ 7,550 อัตรา วุฒิ ม.6/ปวช. หมดเขต 8 ส.ค.

หากคุณกำลังมองหางานที่มั่นคงและมีความมั่นคงในอาชีพ นี่คือโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 มีรายงานจากเพจ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ว่าได้เปิดรับสมัครสอบเข้าเป็นตำรวจ 7,550 อัตรา โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 สิงหาคมนี้เท่านั้น

ด่วน! ตร.เปิดรับสมัครตำรวจ 7,550 อัตรา วุฒิ ม.6/ปวช. หมดเขต 8 ส.ค.

คุณสมบัติการสมัครสำหรับการรับสมัครตำรวจ 7,550 อัตราครั้งนี้ ผู้สมัครต้องมีวุฒิการศึกษาระดับ ม.6 หรือ ปวช. ขึ้นไป โดยมีการเปิดรับในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 1-9 รวมกันทั้งหมด 7,000 อัตรา และสำหรับหน่วยเฉพาะกิจ (ตชด.) รับอีก 550 อัตรา ซึ่งในจำนวนนี้ 150 อัตราเป็นการรับจากกลุ่มทหารเกณฑ์

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์หลัก

เพื่อให้ไม่พลาดโอกาสเข้าทำงานในฝันตำรวจ 7,550 อัตรา ที่เปิดรับในครั้งนี้ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดได้ผ่านทางhttps://www.edupol.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์หลักสำหรับการรับสมัคร นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์เพิ่มเติมคือhttps://admission.edupol.org และhttps://policeadmission.jobthaigov.com ที่คุณสามารถเข้าไปดูเกณฑ์การสมัครและเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง

ทำไมต้องรีบสมัครตำรวจ 7,550 อัตรา?

ตำแหน่งงานของตำรวจ 7,550 อัตราครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีวุฒิ ม.6 หรือ ปวช. ได้มีโอกาสทำงานในตำแหน่งที่มั่นคง และมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ การแข่งขันมีสูงมาก ดังนั้นคุณควรรีบสมัครโดยเร็วเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดี ๆ นี้ มีหลายคนที่มองหางานในฝันอยู่ ดังนั้นคุณต้องดำเนินการให้รวดเร็ว!

สรุปรายละเอียดตำรวจ 7,550 อัตราในปี 2568

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดรับสมัครตำรวจ 7,550 อัตรา ในปี 2568 เพื่อเติมเต็มความต้องการบุคลากรในหน่วยต่าง ๆ สิ่งที่คุณควรทำตอนนี้คือ ตรวจสอบคุณสมบัติของคุณเอง ว่าตรงตามเกณฑ์หรือยัง หากตรงก็สมัครทันที

ไม่ว่าคุณจะมีวุฒิ ม.6 หรือ ปวช. นี่เป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในตำแหน่งที่มีความหมายและมั่นคง การเป็นตำรวจ 7,550 อัตราในครั้งนี้เป็นทางเลือกสำหรับคนทั่วไปที่สนใจจริง ๆ

ที่มา – ด่วน! ตร.เปิดรับสมัครตำรวจ 7,550 อัตรา วุฒิ ม.6/ปวช. หมดเขต 8 ส.ค.

สงขลา ขอไม่จัดคิงส์คัพอีกปีหน้า แต่ยังอยากเป็นเจ้าภาพฟุตบอลชายซีเกมส์ แม้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

สงขลา หลังจากที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ในช่วงวันที่ 4 และ 7 กันยายน 2568 นั้น ทางนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้ออกมาเปิดใจอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า จังหวัดสงขลาพร้อมมากกว่า แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่ตามที่หวัง จึงขอผันตัวออกจากเวทีคิงส์คัพในปีหน้า เพื่อมุ่งเน้นไปยังโอกาสอื่น ๆ ที่เหมาะสมมากขึ้น

ทำไม สงขลา จึงตัดสินใจไม่ขอจัดคิงส์คัพอีกในปีหน้า?

สำหรับใครหลายคนที่ติดตามข่าวสารด้านกีฬาฟุตบอล คิงส์คัพ ถือเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติที่แฟนบอลมองว่าช่วยเพิ่มองค์ความรู้และสร้างสีสันให้ท้องถิ่น นายก อบจ. สงขลา ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองและทีมงานตั้งใจไว้มากว่าปีนี้จะได้มีโอกาสรับหน้าที่เจ้าภาพอีกครั้ง โดยหวังจะสร้างความสุขให้กับคนภาคใต้ หลังจากที่การจัดคิงส์คัพในปีที่แล้วประสบความสำเร็จอย่างมาก

แต่เมื่อผลสรุปมามากจนได้เจ้าภาพคือ จังหวัดกาญจนบุรี แทน ทาง อบจ. สงขลา จึงเลือกที่จะไม่ขอจัดอีกในปีหน้า เป้าหมายหลักกลายเป็นการพัฒนาจังหวัดภายใต้แผนอื่น ๆ แทน การลงทุนในด้านกีฬาอาจจะมุ่งไปที่ฟุตบอลซีเกมส์มากกว่า

อยากเป็นเจ้าภาพฟุตบอลชายซีเกมส์ แต่ลุ้นไม่ถึงถ้วย

ในเรื่องของกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ สุพิศ พิทักษ์ธรรม กล่าวว่า อบจ.สงขลา รับผิดชอบเพียงเรื่องของฟุตบอลชายเท่านั้น ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่าจะได้จัดรอบแบ่งกลุ่มหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่กลุ่มของทีมชาติไทย ที่จะจัดแข่งขันที่กรุงเทพฯ

  • จังหวัดที่ได้รับการเสนอชื่อให้จัดคือ จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดสงขลา
  • หากทีมชาติไทยมาแข่งที่สงขลา จะมีแฟนบอลจำนวนมากแน่นสนาม
  • การที่ไม่ได้กลุ่มของทีมชาติไทย อาจส่งผลให้ผู้ชมลดลง
  • ปัจจัยการตัดสินใจมีหลายมิติ จึงไม่ขอเรียกร้องให้มากเกินไป

การแข่งขันซีเกมส์อาจเปิดโอกาสใหม่ให้ สงขลา

อย่างไรก็ตาม ยังมีการรายงานเพิ่มเติมว่า สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย กำลังพิจารณาเสนอให้ จ.สงขลา จัดกลุ่มของ ทีมไทย (ช้างศึก) ในรอบแรก เพื่อเป็นการกระจายการแข่งขันไปยังภูมิภาคต่าง ๆ อย่างไรก็ตามยังต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานหลายฝ่าย เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ก็สนใจในกลุ่มนี้เช่นกัน

ในส่วนของ พื้นที่จัดการแข่งขัน ที่จังหวัดสงขลามีความพร้อมไม่น้อย เช่น สนามฟุตบอลมาตรฐาน โรงแรม และสนามบินรองรับนักกีฬาและผู้ชม หากมีโอกาส อบจ. พร้อมผลักดันเต็มที่ แม้ว่าจะต้องรอดูว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นไร

แม้ไม่ได้จัดทีมของ ช้างศึก ก็พร้อมดำเนินการตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย จังหวัดสงขลาพร้อมสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่ากลุ่มไหนจะเข้ามาแข่งในท้องถิ่น

สิ่งที่แฟนบอลภาคใต้ควรรู้: หากปีนี้ไม่ได้จัดทีมช้างศึก อย่างน้อยก็ยังมีภาพรวมของการแข่งขันที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและกีฬาในภูมิภาค ซึ่งช่วยกระจายความนิยมฟุตบอลให้หลากหลายพื้นที่ และเป็นการเพิ่มโอกาสในการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดอื่น ๆ ด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ สงขลา ไม่ได้เป็นเจ้าภาพสำคัญ

การที่ จ.สงขลา ไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพทั้งคิงส์คัพและฟุตบอลซีเกมส์ที่มี ‘ช้างศึก’ นั้น อาจทำให้เกิดความเสียดาย แต่ทางผู้บริหารจังหวัดก็เปิดใจยอมรับตามหลักเหตุผล โดยยืนยันจะทำงานอย่างเต็มความสามารถในบทบาทที่ได้รับ โดยไม่ดิ้นรนหรือต่อต้าน

อย่างน้อย แฟนบอลที่นี่ยังคงมีเวทีอื่น ๆ เช่น ไทยลีก หรือการแข่งขันระดับท้องถิ่นให้ติดตามเชียร์ และสำหรับการเป็นเจ้าภาพในอนาคต หากมีโอกาสกลับมา สงขลาจะมีการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดแน่นอน

ที่มา – ‘สงขลา’ พอแล้ว ปีหน้าไม่ขอจัดคิงส์คัพ ส่วนบอลซีเกมส์อยากจัด ‘ช้างศึก’ แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

โปรจีโน่ประเดิมตาม 3 สโตรกเมเจอร์สุดท้ายของปี เก็บสองอันเดอร์พาร์ในรอบแรก

โปรจีโน่ประเดิมตาม 3 สโตรกเมเจอร์สุดท้ายของปี

โปรจีโน่ หรือ อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟสาวมือ 2 ของโลกจากประเทศไทย ประเดิมสนามแข่งกอล์ฟเมเจอร์หญิงรายการสุดท้ายของปี เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น ที่สนามรอยัล พอร์ธคอว์ล กอล์ฟ คลับ ประเทศเวลส์ ด้วยผลงาน 2 อันเดอร์พาร์ 70 ในรอบแรก

ผลงานของโปรจีโน่ในรอบแรก

โดยในรอบแรก โปรจีโน่ทำไปได้ 6 เบอร์ดี้ และเสีย 4 โบกี้ ส่งผลให้อยู่ในกลุ่มอันดับที่ 14 ร่วมกับนักกอล์ฟอีก 15 คน ซึ่งรวมถึง เนลลี คอร์ดา นักกอล์ฟมือ 1 ของโลกจากสหรัฐฯ และ อี มินจี มือ 5 ของโลกจากออสเตรเลีย โดยสกอร์ของโปรจีโน่อยู่ตามผู้นำอย่าง เอริ โอคายามา และ ริโอะ ทาเคดะ ชาวญี่ปุ่น อยู่ 3 สโตรก

โปรเม, โปรแพตตี และนักกอล์ฟไทยคนอื่นๆ ทำผลงานอย่างไร?

นอกจาก โปรจีโน่ แล้ว โปรสาวไทยคนอื่นก็ลงสนามเช่นกัน โดย โปรแพตตี ปภังกร ธวัชธนกิจ และ โปรเมียว ปาจรีย์ อนันต์นฤการ ทำสกอร์คนละ 1 อันเดอร์พาร์ 71 และอยู่ในอันดับที่ 30 ร่วมกัน

  • โปรเมอรียา จุฑานุกาล อดีตแชมป์ของรายการในปี 2016 ทำอีเว่นพาร์ 72 อยู่ในอันดับที่ 51 ร่วม
  • โปรเปียโนอาภิชญา ยุบล ทำอีเว่นพาร์เช่นกันอยู่ในอันดับ 51 ร่วม
  • โปรพราวชเนตตี วรรณแสน ทำ 1 โอเวอร์พาร์ 73 และอยู่อันดับที่ 74 ร่วม
  • โปรโมเมียวโมรียา จุฑานุกาล ทำ 5 โอเวอร์พาร์ 77 และอยู่ในอันดับที่ 125 ร่วม

โปรจีโน่หารือถึงสภาพสนามและแผนการเล่นต่อเนื่อง

หลังจบรอบแรก โปรจีโน่ได้กล่าวว่า วันพาร์ในสนามนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ดีมากแล้ว โดยเฉพาะสภาพที่เหมาะสมกว่าวันซ้อม และลมที่ไม่แรงอย่างที่คิด

“รอบเก้าหลุมแรกสามารถทำเบอร์ดี้ได้ง่าย ส่วนหลังจากหลุมที่ 14 ไปจะเริ่มยาก ต้องวางแผนเล่นทีละช็อต โดยส่วนตัวคิดว่าลูกไดร์ฟต้องปรับเพิ่มเติม สมัยนี้หากเจอสนามลิงค์ (links) แบบนี้ ก็ต้องคำนึงถึงลมให้ดี ทำสตาร์ทให้แม่น เพื่อไม่ทำให้หลุดเฟรย์เวย์ ถือว่าพอใจกับผลงานวันนี้ที่สามารถเก็บ 2 อันเดอร์พาร์ได้เพราะเกินคาดหวังของตัวเองในช่วงเริ่มซ้อม” โปรจีโน่กล่าว

การแข่งขันที่คาดการณ์ว่าจะเข้มข้นในรอบต่อไป

ด้วยสถานการณ์ที่ยังตามหลังผู้นำ 3 สโตรก โปรจีโน่ต้องพยายามอย่างเต็มที่ในรอบถัดไปเพื่อเกาะกลุ่มที่มีลุ้นแชมป์ และต้องสะกดใจแข่งกับนักกอล์ฟชั้นนำจากทั่วโลกให้ได้อย่างต่อเนื่อง

การแข่งขันในวันพรุ่งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของนักกอล์ฟทุกคน โดยเฉพาะกับนักกอล์ฟชาวญี่ปุ่น ที่กำลังนำอยู่ในตอนนี้ ก็ต้องจับตาว่าความร้อนแรงในการต่อสู้ช่วงเมเจอร์ครั้งสุดท้ายของปี โปรจีโน่จะสามารถเกาะกลุ่มลุ้นแชมป์ได้หรือไม่

สรุปสถานการณ์และลุ้นต่อในรอบถัดไป

สำหรับชาวไทยแล้ว การแข่งขันรายการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสนับสนุนโปรจีโน่ให้ทำผลงานได้ดีในเวทีโลก โดยเฉพาะเมื่อเธอกลับมาแข่งอีกครั้งหลังจากเป็นรองแชมป์รายการอามุนดี้ เอวิยอง แชมเปียนชิพที่ฝรั่งเศสเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

เราจะต้องติดตามเป็นประจำเพื่อดูว่าแผนการเล่นและกลยุทธ์ของโปรจีโน่ในรอบต่อไปจะสามารถเบียดขึ้นสู่แถวหน้าของตารางและแย่งชัยชนะเมเจอร์สำคัญนี้ได้หรือไม่

ที่มา – “โปรจีโน่” ประเดิมตาม 3 สโตรกเมเจอร์สุดท้ายของปี

สหรัฐจะเริ่มใช้ภาษีต่างตอบแทนใหม่ 7 ส.ค. เพื่อให้หน่วยงานศุลกากรเตรียมตัว

สหรัฐจะเริ่มใช้ภาษีต่างตอบแทนใหม่ 7 ส.ค. เพื่อให้หน่วยงานศุลกากรเตรียมตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม จากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับใช้ ภาษีต่างตอบแทนใหม่ของสหรัฐ โดยแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการกำหนดเส้นตายในวันที่ 1 ส.ค. แต่มาตรการใหม่นี้จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ส.ค. เพื่อให้หน่วยงานศุลกากรและพรมแดน (CBP) มีเวลาในการเตรียมความพร้อม ปรับปรุงระบบ และดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนการจัดเก็บภาษีจริง

ภาษีพื้นฐานยังคงเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงหลักการคำนวณ

สำหรับอัตราภาษีพื้นฐาน หรือที่เรียกว่าภาษีสากลนั้น อัตราหลักยังคงอยู่ที่ร้อยละ 10 ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับที่ใช้มาตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา แต่มีการเปลี่ยนแปลงหลักการใช้งาน ใหม่ โดยในอนาคต ภาษีร้อยละ 10 จะถูกใช้เฉพาะกับประเทศที่สหรัฐมีดุลการค้าเกินดุล หมายถึงประเทศที่สหรัฐเป็นผู้ส่งออกสินค้าไปมากกว่าการนำเข้า โดยคาดว่าจะครอบคลุมประเทศส่วนใหญ่ที่ ไม่ได้อยู่ในตารางภาษีฉบับใหม่

สหรัฐจะเริ่มใช้ภาษีต่างตอบแทนใหม่ 7 ส.ค. เพื่อให้หน่วยงานศุลกากรเตรียมตัว

การประกาศที่ชัดเจนในครั้งนี้เป็นผลสำคัญจากความต้องการให้หน่วยงานรัฐมีความพร้อมในการปรับตัวกับระบบภาษีใหม่ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น และลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการเก็บภาษีที่ซับซ้อนมากขึ้น

อัตราภาษีใหม่ที่ 15% สำหรับประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้า

ในทางกลับกัน สำหรับประเทศที่สหรัฐมี ดุลการค้าขั้นต่ำ หรือประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐน้อยกว่าการส่งออกให้แก่สหรัฐ จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ซึ่งถือเป็นอัตราขั้นต่ำภายใต้มาตรการภาษีต่างตอบแทนใหม่นี้ โดยมีรายงานว่าประมาณ 40 ประเทศ ทั่วโลกจะต้องได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่นี้

ประเทศที่เกินดุลสูงกับสหรัฐ จะถูกเก็บภาษีสูงกว่า

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประเทศและภูมิภาคที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐในระดับสูงมาก ซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าร้อยละ 15 และจะถูกกำหนดแยกออกไปตาม หลักการของมาตรการภาษีต่างตอบแทนใหม่ เพื่อจัดสมดุลการค้าของสหรัฐให้เป็นธรรมและเหมาะสมยิ่งขึ้น

ความเชิงกลยุทธ์ในการเก็บภาษีและอนาคตของราคสินค้า

มาตรการภาษีต่างตอบแทนนี้มีผลหลายด้าน โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ผู้ค้าส่ง และภาคธุรกิจที่ใช้สินค้านำเข้า เราอาจได้เห็น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในระยะสั้น หรือนโยบายจัดการการนำเข้าที่เข้มงวดมากขึ้นจากสหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีต้นทุนสูงหรือจากการนำเข้าที่มากกว่าส่งออก

  • ผู้ส่งออกจากประเทศไทยต้องติดตามว่าสินค้าของตนถูกจัดอยู่ในประเภทไหน
  • ผู้ประกอบการ SME ควรปรับกลยุทธ์เรื่องต้นทุนการผลิต
  • นวัตกรรมทางเทคโนโลยีช่วยลดความเสี่ยงด้านภาษี

ปิดท้ายด้วยข้อเสนอสำหรับผู้อ่าน: หากคุณเป็นนักธุรกิจ หรือผู้สนใจในเรื่องของภาษีและนโยบายการค้า ควรติดตาม สหรัฐจะเริ่มใช้ภาษีต่างตอบแทนใหม่ 7 ส.ค. เพื่อไม่เสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ หรือเข้าใจพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกในอนาคตได้ทันท่วงที

ที่มา – สหรัฐจะเริ่มใช้ภาษีต่างตอบแทนใหม่ 7 ส.ค. เพื่อให้หน่วยงานศุลกากรเตรียมตัว