ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้ช่วยรัฐมนตรีการต่างประเทศ กองทัพบก และกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา องค์กรภาคประชาสังคมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแสดงหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลอบวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาภายในดินแดนของไทย

ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

หลักฐานที่นำเสนอประกอบด้วยสภาพความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยระบุว่ามีการใช้ทุ่นระเบิดจำนวนหนึ่งยังไม่ได้ติดตั้ง และบางส่วนถูกติดตั้งแล้ว ส่งผลให้มีการบาดเจ็บสาหัสแก่ทหารไทย รวมถึงมีการนำชิ้นส่วนของท่อระเบิดที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาแสดงเพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ไม่ได้จัดฉากขึ้นมา

การประชุมอนุสัญญาออตตาวารอบใหม่ประจำเดือนสิงหาคม

ภายใต้กรอบของการปฏิบัติตามพันธกรณีตาม อนุสัญญาออตตาวา ประเทศไทยได้เดินหน้าประท้วงต่อกัมพูชาในทุกระดับ ตั้งแต่สอบถามทางการทูตของกัมพูชาโดยตรง ไปจนถึงการส่งประโยค protest ไปยังประธานอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติที่นครเจนีวาและนครนิวยอร์ก เพื่อขับเคลื่อนให้มีการยุติการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำนครเจนีวา ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการละเมิดที่เกิดขึ้นของกัมพูชาต่อ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งตามกำหนดการ จะมีการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 22 สิงหาคม โดยประเทศไทยจะใช้เวทีครั้งนี้นำเสนอ หลักฐานทางเทคนิค ภาพถ่าย ตลอดจนคำให้การของพยาน ต่อสาธารณชนระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกที่ยังมีการใช้งานวัตถุระเบิดคลาสตริกจำนำมาร่วมพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง

  • สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
  • การประชุมเวทีอนุสัญญาออตตาวาครั้งใหม่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเคลื่อนไหวของไทย
  • ประชาชนควรติดตามและเข้าใจบริบทของปัญหาอย่างชัดเจนเพื่อการสื่อสารภายนอกที่แม่นยำ

ทั้งนี้ กรณีที่องค์การ CMAA (អង្គការជាតិកំណត់វត្ថុប្រឆាំងកម្ពុជា) ออกมาแถลงว่าให้ความสำคัญกับความมุ่งหวังเกี่ยวกับ “มนุษยธรรม” นั้น ถูกมองว่าเป็นการกลับไปให้คำพูดที่แย้งกัน หากเทียบกับข้อมูลที่คณะกรรมการดังกล่าวแพร่ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่มีการระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ถูกต้องตามชายแดนแต่มีการ “โครงราด” ให้กับการปฏิบัติตามมาตรา 6 ของการประชุมรัฐภาคี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมและกำจัดวัตถุต้องห้ามยังคงใช้

นายมาริษฯ และทีมผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศจึงเชื่อว่า การจัดการนำเสนอ หลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ครบถ้วนและสร้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาคมสากล จะกระตุ้นให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงของกัมพูชาได้อย่างจริงจังมากขึ้น

ติดตามสถานการณ์การใช้บกพร่องของเวทีฯ รอบใหม่ในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ เราเชื่อว่าก้าวเล็ก ๆ ของไทยอาจเป็นแรงผลักใหญ่ ๆ ต่อความยุติธรรมในอนาคต

ที่มา – ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

จีนออกวีซ่าใหม่ดึงผู้เชี่ยวชาญวิทย์-เทคโนโลยี

จีนเตรียมเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ที่มุ่งหวังให้ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมกลยุทธ์การพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่ของประเทศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้ลงนามในกฤษฎีกาเพื่อประกาศการปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเข้าออกของชาวต่างชาติ โดยมีการเปิดตัว “วีซ่า K” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

จีนออกวีซ่าใหม่ดึงผู้เชี่ยวชาญวิทย์-เทคโนโลยี

วีซ่า K ถูกออกแบบมาเพื่อให้ความสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับวีซ่าแบบเดิมทั้ง 12 ประเภท โดยเฉพาะในแง่ของระยะเวลาที่สามารถใช้ได้ จำนวนครั้งที่เข้าประเทศ และระยะเวลาพำนัก

คุณสมบัติและข้อดีของวีซ่า K

ผู้สมัครวีซ่า K จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่หน่วยงานของจีนกำหนด ซึ่งรวมถึงอายุ ประวัติการศึกษา และประสบการณ์การทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีคำเชิญจากบริษัทหรือองค์กรในจีน

ขั้นตอนการสมัครวีซ่า K ถูกออกแบบให้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการในหลากหลายด้าน เช่น การศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงกิจกรรมทางธุรกิจ

  • อายุการใช้งานยาวนานกว่า
  • เข้าประเทศได้หลายครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • ขั้นตอนการสมัครสะดวกและไม่ต้องมีผู้รับเชิญ
  • เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การออกวีซ่าประเภทนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะดึงดูดแรงงานที่มีทักษะสูงจากทั่วโลก และเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการและเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ

หากคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี การเปิดโอกาสเช่นนี้อาจเป็นโอกาสทองในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาจีนในศตวรรษที่ 21

ที่มา – จีนเตรียมออกวีซ่าประเภทใหม่ หวังดึงดูดผู้เชี่ยวชาญสายวิทย์-เทคโนโลยี

ไฟเขียวเอกสารฉบับสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ครั้งประวัติศาสตร์หนึ่งสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 2/2568 มีมติเห็นชอบเอกสารนำเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ฉบับสมบูรณ์ (Nomination dossier) อย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามในการเสนอชื่อแหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกยูเนสโก ภายใต้การนำขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับมอบหมายจากจังหวัดให้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานนี้

แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ ก้าวสำคัญสู่ยูเนสโก

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโดยเอกฉันท์ หลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมเอกสารอย่างละเอียดรอบคอบและครบถ้วน โดยนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ทั้งสิ้น 8 พื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบหลักที่สะท้อนเอกลักษณ์ของนครหลวงล้านนาในอดีต ได้แก่ คูเมืองและกำแพงเมืองเชียงใหม่, วัดเชียงมั่น, วัดเจดีย์หลวง, วัดพระสิงห์, วัดสวนดอก, วัดเจ็ดยอด, วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และ วัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ละแห่งล้วนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

ขั้นตอนถัดไปและการส่งต่อเอกสาร

หลังจากได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการ ขั้นตอนถัดไปคือการนำส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ไปยังคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก (กอม.) เพื่อพิจารณาและเสนอร่างขึ้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์มรดกโลกภายใต้ยูเนสโกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

  • คูเมืองและกำแพงเมืองเชียงใหม่
  • วัดเชียงมั่น
  • วัดเจดีย์หลวง
  • วัดพระสิงห์
  • วัดสวนดอก
  • วัดเจ็ดยอด
  • วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม
  • วัดพระธาตุดอยสุเทพ

การยื่นขึ้นทะเบียนแหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ เป็นโอกาสดีที่จะช่วยสร้างแรงผลักดันในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน รวมทั้งนำเสนอมรดกอันล้ำค่าของเมืองเชียงใหม่ต่อโลกภายนอก นอกจากนี้ยังเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจท้องถิ่น

กลยุทธ์การเตรียมตัวระยะยาวเพื่อเข้าสู่บัญชีมรดกโลก

การดำเนินการส่งเอกสารฯ นี้ถือเป็นผลสำเร็จจากการทำงานร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิชาการ นักวิชาการ และชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ทำให้โครงการมีความน่าเชื่อถือทั้งในด้านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ความเป็นเอกลักษณ์ และมีความโดดเด่นจากเมืองอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมการประเมินจะพิจารณาในการตัดสินขึ้นทะเบียน

การขึ้นทะเบียนแหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ จะเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าของเมืองเชียงใหม่ในระดับโลก เป็นเกียรติยศและแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปในการรักษา อนุรักษ์ และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สู่นานาคุณ

เชียงใหม่กำลังก้าวใกล้เข้าสู่เวทีโลก การเตรียมตัวในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเสนอชื่อขึ้นทะเบียน แต่เป็นการตอกย้ำว่าเมืองเก่าที่มีวิญญาณล้านนา ยังคงมีความยิ่งใหญ่ ลึกซึ้ง และน่าค้นหาในสายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

หากคุณเป็นผู้รักประวัติศาสตร์หรือคุณค่าทางวัฒนธรรม เชียงใหม่อาจเป็นจุดหมายที่คุณควรสัมผัสในเร็ววัน เมื่อโอกาสนี้ผ่านเข้าสู่บัญชีโลกอย่างเป็นทางการ

ที่มา – ไฟเขียวเอกสารฉบับสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงล้ม ไม่มีอาการน่าวิตก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากเกิดเหตุทรงล้มขณะอยู่ในตำหนักอรุณ เมื่อเวลาประมาณบ่ายโมง

ทางสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้ออกประกาศแจ้งให้สาธารณชนทราบถึงพระอาการโดยระบุว่า คณะแพทย์ผู้รักษาได้เสดนต์กราบทูลขอให้เสด็จไปตรวจพระอาการที่โรงพยาบาลศิริราช หลังจากได้รับการตรวจอย่างละเอียดแล้ว ปรากฏว่าพระเศียรของสมเด็จพระสังฆราชมีพระโศผะเล็กน้อย แต่ไม่มีพระอาการอันเป็นที่น่าวิตกแต่อย่างใด

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงล้ม

ในการตรวจรักษาในครั้งนี้ แพทย์ได้ประเมินสภาพพระอนามัยของสมเด็จพระสังฆราชอย่างรอบคอบ พบว่า พระอาการทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงได้ขอประทานอาณาที่จะให้เสด็จประทับแรมที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อเฝ้าดูอาการ และเตรียมเสด็จกลับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามในวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568

พระอาการหลังทรงล้ม

การทรงล้มของพระองค์ได้รับความกังวลเป็นอย่างมากจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยทางสำนักงานได้รายงานต่อฝ่าพระบาทว่า ได้ทราบถึงความห่วงใยอย่างล้นเหลือของสาธุชนที่มีต่อพระองค์ และสมเด็จพระสังฆราชฯ ได้มีพระราชดำริโปรดประทานพระพรพร้อมกับทรงอนุโมทนาในความเมตตาที่มีต่อพระองค์

  • พักฟื้นที่ รพ.ศิริราช ตั้งแต่ 18 ส.ค. ถึง 19 ส.ค.
  • พระอาการโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • พระเศียรบวมเล็กน้อย ไม่มีอาการรุนแรง
  • ประชาชนทั่วไปยังคงแสดงออกถึงความห่วงใยเป็นจำนวนมาก

ข่าวการทรงล้มของสมเด็จพระสังฆราช เป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลแก่ลูกศิษย์และประชาชนทั่วไป เนื่องจากพระองค์มีบทบาทสำคัญในการบริหารกิจวัตรทางศาสนาอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจของทุกฝ่ายคือพระอาการโดยรวมไม่มีความรุนแรง และมีความปลอดภัยสูงสุดจากทีมแพทย์ที่ดูแล

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของทั้งฝ่ายแพทย์และสำนักงานในพระอาการของสมเด็จพระสังฆราชฯ ซึ่งเชื่อได้ว่าในเร็วๆ นี้พระองค์จะหายเป็นปกติ และสามารถกลับไปปฏิบัติกิจตามพระราชดำรัจดังเคย เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณธรรมและความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อสังคม

หากท่านต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระอาการของสมเด็จพระสังฆราชฯ สามารถติดตามได้ทางช่องทางทางการของสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และติดตามการอัปเดตข่าวสารอย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญในครั้งนี้คือ ความห่วงใยของสังคมต่อพระเกจรรย์ของพระองค์ ซึ่งทำให้เกิดพลังทางจิตใจที่ดีต่อขวัญของพระองค์และสังคมโดยรวม การร่วมอธิษฐานขอพรให้พระอาการของสมเด็จพระสังฆราชฯ ฟื้นตัวและปลอดภัยและเร็วที่สุดนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งหลายต้องดำเนินต่อไป

ที่มา – ‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงล้ม เสด็จตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช ไม่มีพระอาการน่าวิตก

กรมลดโลกร้อนฯ ครบรอบ 2 ปีขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานในกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนา กรมลดโลกร้อน ซึ่งครบรอบ 2 ปี ภายใต้แนวคิด “Collective Climate Action: รวมพลังใจ ลดภัยโลกร้อน” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อบริหารจัดการปัญหาโลกร้อนที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี

กรมลดโลกร้อนขับเคลื่อนนโยบายระดับรากหญ้า

นายนราพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมลดโลกร้อนมีบทบาทในการส่งเสริมการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ทสม. ชุมชนโรงเรียนต้นแบบ และเยาวชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง และพร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

เก็บร่องรอยความสำเร็จภายใน 2 ปี

ด้านนายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี กรมลดโลกร้อนสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลายประการ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกได้ 65.23 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2565 และเดินหน้ายกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 ตามแผนปฏิบัติการ 2564–2573 ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันภายในปี 2573

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เช่น NDC Tracking System เป็นเครื่องมือสำหรับติดตามผลการดำเนินงาน และสร้างความโปร่งใสในการตั้งเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ร่าง พ.ร.บ. เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอสภาตัดสิน

การดำเนินการที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะสามารถเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในต้นปีหน้า

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยจะมี إطارกฎหมายรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านกลไกต่างๆ เช่น การตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ 200 ล้านบาท เป็นงบก่อตั้ง และจะมีการเพิ่มเติมผ่านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งค่าปรับด้านสิ่งแวดล้อม เป้าหมายคือให้มีผลบังคับภายในปี 2574

เมื่อใช้กฎหมายนี้บังคับ บริษัททั่วประเทศกว่า 4,000 แห่งจะต้องรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือควบคุม แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้องค์กรและภาคเอกชนในประเทศไทย พัฒนาสู่ความยั่งยืนและเตรียมความพร้อมสำหรับระบบเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเป็นเรื่องของทุกประเทศ

การเดินหน้าไม่หยุดของ กรมลดโลกร้อน ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เส้นทางสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพ แดนใหม่ที่ทุกภาคส่วนควรตระหนักและมีบทบาทร่วมกันอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นองค์กรหรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าใจแนวทางโครงการทริปเปิลวินช์ (Triple Win) หรือกลยุทธ์การลดคาร์บอน 3 ด้าน : มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าสังคมคาร์บอนต่ำคือคำตอบสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน

ที่มา – ‘กรมลดโลกร้อน’จัดครบรอบ 2 ปีเดินหน้าขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

ทบ.ยันคลิปวิดีโอไม่ใช่หลักเขตไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ณ กองบัญชาการกองทัพบก พ.ท.หญิงญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวิดีโอที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้รถตักดินขุดรื้อ หลักคอนกรีต ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็น หลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ทว่าภายหลังการตรวจสอบจากกองทัพบก ได้ยืนยันแล้วว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่การขุดรื้อ หลักเขต แต่อย่างใด

ทบ.ยันคลิปวิดีโอไม่ใช่หลักเขตไทย-กัมพูชา

จากภาพในวิดีโอ พบว่าสิ่งที่ถูกขุดรื้อคือเสาคอนกรีตธรรมดาที่ใช้สำหรับฐานเสาธง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจนจาก หลักเขต ที่ตั้งขึ้นตามประวัติศาสตร์ การตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ขนาดและลักษณะของเสาฯ ไม่ตรงกับที่กำหนดไว้กับ หลักเขต อย่างเป็นทางการระหว่างไทยและกัมพูชา

หลักเขตไทย-กัมพูชามีลักษณะเฉพาะ

โดย หลักเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ออกแบบโดยคณะกรรมการปักปันในปี ค.ศ. 1919-1920 (พ.ศ. 2462-2463) มีคุณลักษณะเฉพาะเช่น ความกว้างและความยาว 40 เซนติเมตร สูงเหนือพื้นดิน 1 เมตร และฝังลงไปในพื้นดินอีกประมาณ 80 เซนติเมตร ตลอดจนมีการสลักข้อความภาษาไทย เขมร และฝรั่งเศส อย่างชัดเจน

ข้อความบน หลักเขต ประกอบด้วย 3 ภาษา ซึ่งด้านที่หันเข้าหาประเทศไทยจะมีข้อความว่า “กรุงสยาม” ในบรรทัดบน ในขณะที่ด้านที่หันเข้าหากัมพูชานั้นมีข้อความ “กรุงกัมพูชา” เป็นภาษาไทยในบรรทัดล่าง และมียังการสลัก “แดนต่อแดน” ไว้ด้านข้าง เพื่อยืนยันว่าจุดนั้นเป็นจุดเชื่อมต่อของพรมแดน

  • กว้างยาว 40 ซม. สูงจากพื้นดิน 1 เมตร
  • ฝังลงไปอีกประมาณ 80 ซม.
  • สลักข้อความภาษาไทย เขมร ฝรั่งเศส
  • ระบุ “แดนต่อแดน” และ “กรุงสยาม / กรุงกัมพูชา”

พ.ท.หญิงญดา กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนต้องการรับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ หลักเขตไทย-กัมพูชา ควรติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการ เช่น เพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก”, “กองทัพบก” และ “กองทัพภาคที่ 2” เท่านั้น เนื่องจากเป็นหน่วยที่รับผิดชอบโดยตรงและสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างทันท่วงที

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดที่อาจกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการรายงานข้อมูลอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักเขตและเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าเชื่อข่าวหลอก ข่าวบิดเบือน ควรยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเท่านั้น

ที่มา – ทบ. ยันคลิปวิดีโอรื้อถอนหลักคอนกรีตไม่ใช่หลักเขต แค่ขุดฐานเสาธง

บอร์ดภาพยนตร์ฯ ไฟเขียว Cash Rebate หนุนผู้ผลิตในประเทศไทย

คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันในวงการอุตสาหกรรมว่า ‘บอร์ดภาพยนตร์ฯ’ ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในครั้งนี้ ซึ่งมีมติสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างมาก

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการอนุมัติแนวทางการ cash rebate หรือคืนเงินให้กับผู้ผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และมิวสิกวิดีโอที่มีทุนการผลิตตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยสามารถได้รับการสนับสนุนสูงสุดถึง 30% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะ เช่น เนื้อหาส่งเสริมคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม ทุนการสร้างเกิน 50 ล้านบาท หรือมีการเผยแพร่ผลงานในต่างประเทศ

บอร์ดภาพยนตร์ฯ ไฟเขียว Cash Rebate หนุนผู้ผลิตในประเทศไทย

ระบบที่เสนอจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศที่มีโครงการผลิตในประเทศไทย สามารถเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนแบบมีประสิทธิภาพ ทำให้สุดท้ายผลงานที่ออกมามีคุณภาพและสะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับนานาชาติ

ส่งเสริมด้านดิจิทัลคอนเทนต์ด้วย Cash Rebate

นอกจากภาพยนตร์ การขอรับ Cash Rebate ยังขยายไปยังอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น แอนิเมชัน และวิชวลเอฟเฟกต์ โดยบริษัทต่างประเทศที่ว่าจ้างผู้ประกอบการไทยให้สร้างสรรค์ผลงาน จะได้รับเงินคืนสูงสุด 20% หากมีสัญญางานขั้นต่ำ 5 ล้านบาทขึ้นไป แนวทางนี้ช่วยกระตุ้นให้งานด้านคอนเทนต์ดิจิทัลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลต่อการสร้างงานและการพัฒนาทักษะของผู้ประกอบการและแรงงานในประเทศ

  • ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในวงการสร้างภาพยนตร์
  • เพิ่มโอกาสของผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ไทยให้เข้าถึงทุนสนับสนุน
  • ใช้เทคโนโลยีและทักษะท้องถิ่นเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ดิจิทัล
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในเวทีนานาชาติ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติให้ 6 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติได้รับประกาศเป็นเทศกาลภาพยนตร์สากล และมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของทั้งสองมาตรการ พร้อมทั้งวางแผนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ

ด้วยการปรับนโยบายและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นฮับแห่งการผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และโอกาสทางอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตได้เข้าถึงมาตรการสนับสนุนแบบ cash rebate ยังต้องมีการดูแลในด้านการควบคุมคุณภาพและเนื้อหา เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่ได้รับการสนับสนุนนั้นสามารถสร้างคุณค่าเชิงบวกในเชิงวัฒนธรรมและสังคมให้กับผู้ชมได้อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์หรือคอนเทนต์ดิจิทัล ล่าสุดนี้คือโอกาสสุดทองที่คุณไม่ควรพลาด อย่ารอช้า ตรวจสอบสิทธิ์และการสมัครเข้าร่วมโครงการตามขั้นตอนที่กำหนด เตรียมพร้อมเข้าสู่วงการบันเทิงไทยในระดับนานาชาติได้แล้ววันนี้

ที่มา – ‘บอร์ดภาพยนตร์ฯ’ ไฟเขียว ‘Cash Rebate’ หนุนผู้ผลิตในประเทศไทย

มาสด้าและอารีมิตรเปิดโชว์รูมใหม่ในมหาสารคาม

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับกลุ่มอารีมิตรเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดมหาสารคามอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายเครือข่ายการบริการและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเต็มที่

มาสด้าและอารีมิตรเปิดโชว์รูมใหม่ในมหาสารคาม

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับกลุ่มอารีมิตรในครั้งนี้เป็นการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนาเครือข่ายของมาสด้าที่เน้นการดูแลลูกค้าเป็นอันดับหนึ่่ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศและตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต

การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค

กลุ่มอารีมิตรซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในตลาดรถยนต์ มั่นใจในศักยภาพของแบรนด์มาสด้า และได้ลงทุนแล้วในจังหวัดกาฬสินธุ์ 120 ล้านบาท และในจังหวัดมหาสารคาม 100 ล้านบาท อีกทั้งเตรียมขยายสู่ร้อยเอ็ดภายในเดือนตุลาคมนี้ด้วยงบลงทุนเพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้มากกว่า 10%

นางพิกุล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด ระบุว่า โชว์รูมแห่งใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3,600 ตารางเมตร มีพื้นที่จัดแสดงรถยนต์และพื้นที่บริการอย่างครบครัน สามารถรองรับบริการเช็กระยะและซ่อมบำรุงได้มากถึง 500 คันต่อเดือน

ทำเลที่ตั้งของโชว์รูมอยู่บนถนนหลักในย่านชุมชนและเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ใกล้สถานที่สำคัญ เช่น เทศบาลเมืองมหาสารคาม และช่วยเหลือลูกค้าจากจังหวัดร้อยเอ็ดที่อยู่ห่างเพียง 30 กิโลเมตรได้อย่างสะดวก จึงเห็นได้ชัดว่า มาสด้าและอารีมิตรเปิดโชว์รูมใหม่ในมหาสารคาม ก่อให้เกิดจุดเชื่อมต่อใหม่สำหรับลูกค้าในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ

แนวคิดหลักของมาสด้า อารีมิตร คือ “Enjoy the Moment with Areemit Mazda” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย รวมถึงติดตั้งห้องรับรองคุณภาพสูง เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านของตัวเอง

ด้วยมาตรฐานการบริการจากทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรมจาก มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) และการรับประกันสูงสุดถึง 20,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปีเต็ม ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับความใส่ใจอย่างครอบคลุม

มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) และกลุ่มอารีมิตรมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการให้บริการลูกค้าทั้งในด้านการขาย การบริการหลังการขาย รวมไปถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังแบบครบวงจร หากคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบคุณภาพของรถยนต์มาสด้า ลองไปเยี่ยมชม มาสด้าและอารีมิตรเปิดโชว์รูมใหม่ในมหาสารคาม เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างจากที่อื่น

ที่มา – มาสด้าจับมือกลุ่มอารีมิตรเปิดโชว์รูมแห่งใหม่

2 ปี กรมลดโลกร้อน สร้างความพร้อมไทยรับวิกฤตโลกเดือด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือที่รู้จักในชื่อ กรมลดโลกร้อน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดกิจกรรมครบรอบ 2 ปี ภายใต้แนวคิด “Collective Climate Action: รวมพลังใจลดภัยโลกร้อน” ซึ่งเป็นงานสำคัญเพื่อประเมินผลการดำเนินงานด้านการรับมือกับวิกฤตโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

2 ปี กรมลดโลกร้อน รวมพลังลดคาร์บอนทั่วประเทศ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงฯ เป็นประธานในกิจกรรมและกล่าวแสดงความยินดี พร้อมร่วมกับผู้แทนจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อร่วมบริจาคสมทบทุนกองทุนสวัสดิการกรมฯ อีกด้วย

ขับเคลื่อนนโยบายสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่ากรมลดโลกร้อนมีหน้าที่สำคัญในการบริหารจัดการภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้น ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยเน้นการทำงานสู่เป้าหมาย “สังคมคาร์บอนต่ำ” ผ่านการผสานประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป เพื่อรับมือกับวิกฤตโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ผลงานสำคัญในรอบ 2 ปีของกรมลดโลกร้อน

ตามแนวทางของ 2 ปี กรมลดโลกร้อน บริหารงานอย่างเป็นระบบ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรมฯ สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกได้ 65.23 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2565 โดยมุ่งเป้าไปที่การปล่อยก๊าซสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันภายในปี 2573

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางจัดเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC Tracking System) รองรับการติดตามผลและฐานข้อมูลเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

ยกระดับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมลดโลกร้อนยังขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ร่วมกับ 7 กระทรวง โดยสานต่อไปยังพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งพัฒนา “ดัชนีความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศไทย” และ “ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับพื้นที่ขนาด 5×5 กิโลเมตร” เพื่อใช้ในการวางแผนเชิงพื้นที่อย่างแม่นยำ

ยิ่งไปกว่านั้น กรมยังเร่งผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการจัดการและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ ด้วยกลไกต่างๆ เช่น ภาษีคาร์บอน ETS และคาร์บอนเครดิต โดยคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการสภาในปี 2569

ร่วมกันสร้างอนาคตสีเขียวที่ยั่งยืน

ความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้2 ปี กรมลดโลกร้อน เติบโตและสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการสร้างเครือข่ายชุมชนโรงเรียนต้นแบบ การเสริมบทบาทเยาวชน จนถึงความร่วมมือกับเอกชน ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การวางแผนอนาคตแม่นยำ กรมลดโลกร้อนยังพัฒนาข้อมูลภาพฉายภูมิอากาศด้วยแบบจำลองที่ได้มาตรฐานโลก เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและวางนโยบายสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะเจาะ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมลดโลกร้อนในการสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือวิกฤตโลกที่เปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงทรัพยากรฯ และภาคีทุกภาคส่วนควรยังคงแสวงหาแนวทางร่วมมือ เพื่อร่วมกันเนรมิตอนาคตที่เป็นมิตรต่อโลกใบนี้

ที่มา – 2 ปี กรมลดโลกร้อน สร้างความพร้อมไทยรับวิกฤตโลกเดือด

จีนสั่งซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ ไตรมาส 4 ไร้สหรัฐ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ว่าการวิเคราะห์ตลาดโดยบริษัทซาฟราส แอนด์ เมอร์กาโด จากบราซิล ระบุว่า จีนซื้อถั่วเหลืองประมาณ 8 ล้านตัน สำหรับเดือนก.ย. และ 4 ล้านตันสำหรับเดือนต.ค. หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการที่คาดการณ์ไว้ โดยทั้งหมดจะถูกส่งมาจากอเมริกาใต้ และมีบราซิลครองส่วนแบ่งมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลทำให้ช่วงเวลาของการส่งออกถั่วเหลืองไปยังจีนของสหรัฐสั้นลง ซึ่งปกติแล้วจะเริ่มตั้งแต่เดือนก.ย. – ม.ค. ของแต่ละปี

จีนสั่งซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ ไตรมาส 4 ไร้สหรัฐ

ขณะที่การตัดสินใจเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ เกิดขึ้นในขณะที่ราคาถั่วเหลืองของชิคาโก บอร์ด ออฟ เทรด ซึ่งเป็นตลาดการซื้อขายล่วงหน้า ขยับลงเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี

ด้านนายหลิว เผิงอวี้ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการค้า แต่แสดงความหวังว่า สหรัฐจะร่วมมือกับจีน เพื่อปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกัน และเรียกร้องให้มีการเจรจาบนพื้นฐานของความเท่าเทียม ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน

สหรัฐต้องการขยายตลาดถั่วเหลือง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ขอให้จีนเพิ่มปริมาณการซื้อถั่วเหลืองอีก 4 เท่า ซึ่งเป็นการเรียกร้องอย่างกะทันหัน เพียงไม่กี่วันก่อนที่มาตรการสงบศึกทางภาษีระหว่างทั้งสองจะสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การเพิ่มปริมาณการซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรของจีน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับข้อตกลงการค้าที่ยั่งยืนระหว่างจีนและสหรัฐหรือไม่

แต่ในขณะเดียวกัน จีนยังไม่ได้สั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐสำหรับไตรมาสที่ 4 และมีรายงานว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์บางรายกำลังทดสอบซัพพลายเออร์รายอื่น ๆ รวมถึงอาร์เจนตินา เพื่อให้ได้อาหารโปรตีนราคาถูกกว่าจากอเมริกาใต้.

การปรับเปลี่ยนนี้บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนทางการค้าของจีนที่มีต่อสหรัฐ และสะท้อนให้เห็นว่า การเจรจาทางการค้ายังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังมีความตึงเครียดอยู่

ที่มา – จีนสั่งซื้อ ‘ถั่วเหลือง’ จากอเมริกาใต้สำหรับไตรมาส 4 ล่วงหน้า ไร้วี่แววสหรัฐ