ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หนุ่ม กรรชัย แจงดราม่าพิธีกรดุทีมงาน เรื่องนี้มันบ้านใครบ้านมัน!

จากกรณีที่โลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นพิธีกรท่านหนึ่งบ่นทีมงานระหว่างออกอากาศสด ล่าสุด “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” พิธีกรชื่อดังและเจ้าของรายการ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงถึงมุมมองและเหตุผลในการทำงาน โดย หนุ่ม ได้ระบุข้อความว่า

“เห็นกำลังมีดราม่าเรื่องบ่นทีมงานออกอากาศ ก็คิดในใจ ตอนนี้ก็มีอยู่สองคนไม่xก็พุทธ (อภิวรรณ) หล่ะวะ555 เลยย้อนกลับดูตัวเองว่าxบ่นเยอะไปไหม แต่ได้คำตอบว่าไม่นะ ดูถูกความเป็นมนุษย์ ของทีมงานออกรายการไหม xก็ว่าไม่นะ 555 เลยไปเมนต์เอาไว้ว่า

“การทำงานที่ดี คือความพร้อม ประชุมแล้ว เลือกภาพแล้ว รู้แล้วว่าจะมีอะไรที่ต้องทำบ้าง แต่สุดท้ายผิดหมด เวลาหมอผ่าตัดทุกคนต้องรู้หน้าที่ตัวเอง หมอขอมีด ดันส่งที่ดูดเสมหะให้ หรือเชฟตั้งกระทะผัดข้าวผัด ขอซอสจากลูกมือ เสือกส่งน้ำส้มสายชูให้ทั้งๆ ที่รู้ว่าผัดข้าว ทำไงดีครับ ที่สำคัญ เป็นทุกวันทั้งๆที่ประชุมไปแล้ว ที่สำคัญผมว่าเรื่องแบบนี้มันบ้านใครบ้านมันครับ”

เอาตรงๆนะ โคตรอยากให้คนพูดเรื่องนี้ไปนั่งแทนxมาก จะได้รู้ว่า เวลาทีมงานปล่อยภาพผิด คนโดนฟ้อง คือเจ้าของรายการ…เวลาทีมงานไม่ปล่อยภาพงานของลูกค้า คนโดนด่า คนโดนปรับ ก็คือเจ้าของรายการ…ปล่อยภาพหน้าเด็กออกมาแบบไม่เหมาะสม คนโดนด่าก็เป็นเจ้าของรายการ พิธีกร ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล มีการพูดคุยและประชุมกันไปแล้ว ทีมงานไม่โดนหรอกครับ พิธีกรกับเจ้าของรายการนี้นี่แหละครับที่โดน “และที่สำคัญ พิธีกรรันรายการสดอยู่ ไม่มีโอกาสเดินออกไปเพื่อที่จะไปพูด ก็ต้องพูดผ่านตอนออกอากาศนั่นแหละครับ” ในส่วนของทีมงานของผม ทุกคนเข้าใจผมหมดและเข้าใจดีว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันคืออะไร ไม่มีใครโกรธผม เพราะผมมั่นใจว่าเราอยู่กันแบบครอบครัว พวกเขารู้ว่าผมเป็นคนยังไง

อ้อ แล้วที่บอกว่าถ้าอย่างนั้นแก้ปัญหาโดยการ ไล่ทีมงานออกไปสิ ผมว่าผมไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ ทีมงานผมเขาคงอยากให้ผมบ่นมากกว่าไปไล่เขาออก ที่สำคัญที่สุด อย่างที่บอกแหละครับ บ้านใครบ้านมัน เข้าใจความหมายนะครับ”

อีกทั้ง หนุ่ม ได้เขียนข้อความต่อในคอมเมนต์ของโพสต์ดังกล่าวว่า “ส่วนไอ้ที่บอกว่า ให้ไปคุยหลังไมค์จะดูมืออาชีพมากกว่า อยากจะบอกว่า จ้าาาา” งานนี้ทำเอาหลายคนต่างพากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย อาทิ รายการสดนี่มันสนุกจริงๆ ไหวพริบ สติล้วนๆ หลังบ้าน อย่าลนๆๆๆๆๆ 55555+ , วัยทองแหล่ะ … คนเมนต์นะ ไม่ได้ว่าพี่ , เข้าใจป๋าที่สุดเลยค่ะ , คนดูแบบเราก็ชอบตอนพี่หนุ่มและพี่พุทธ “ลั่น” อะคะ 55555 ทั้งขำ ทั้งสงสาร แต่ใดๆทุกองค์กรก็มีปัญหาแบบนี้แหละคะ มันคือความเป็นธรรมชาติ เป็นต้น

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม หนุ่ม กรรชัย ถึงออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เหตุผลก็คือ ความรับผิดชอบที่เจ้าของรายการต้องแบกรับไว้นั่นเอง เมื่อเกิดความผิดพลาดในการทำงาน คนที่ต้องรับหน้าคือหนุ่ม กรรชัย

เรื่องนี้มันบ้านใครบ้านมัน!

หนุ่ม กรรชัย ได้เน้นย้ำว่า เรื่องนี้มันบ้านใครบ้านมัน! ซึ่งหมายถึง แต่ละคนต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง การทำงานเป็นทีมต้องมีความพร้อมและความเข้าใจ หากเกิดข้อผิดพลาด ผลกระทบจะตกอยู่ที่เจ้าของรายการและพิธีกร

ทำไมหนุ่ม กรรชัย ถึงต้องพูดออกอากาศ?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม หนุ่ม กรรชัย ถึงต้องพูดถึงปัญหาเหล่านี้ออกอากาศ เหตุผลก็คือ ในขณะที่รายการสดดำเนินอยู่ พิธีกรไม่มีโอกาสที่จะเดินออกไปเพื่อพูดคุยกับทีมงานเป็นการส่วนตัว การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจึงต้องทำผ่านการสื่อสารออกอากาศ

สถานการณ์ที่ หนุ่ม กรรชัย ต้องเผชิญ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความรับผิดชอบที่พิธีกรและเจ้าของรายการต้องแบกรับ การทำงานภายใต้แรงกดดันสูง จำเป็นต้องอาศัยทีมงานที่มีความพร้อมและความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง

สิ่งที่ หนุ่ม กรรชัย พูด อาจจะดูแรงและตรงไปตรงมา แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงในการทำงานที่ต้องมีความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้มันบ้านใครบ้านมัน! ทุกคนต้องตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเอง เพื่อให้การทำงานเป็นทีมราบรื่นและประสบความสำเร็จ

ที่มา – เรื่องนี้มันบ้านใครบ้านมัน! ‘หนุ่ม กรรชัย’ แจงดราม่าพิธีกรดุทีมงาน ลั่น ถ้าผิดใครโดนด่าใครโดนฟ้อง!

โค้ชโอ่ง ‘สั่นเลย’ ได้ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ร่วมทัพ!

“โค้ชโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน โค้ชพลังกาญจน์ เอฟซี ยอมรับว่า เขานั้นถึงกับ ‘สั่นเลย’ ทีเดียว เมื่อได้นักเตะระดับทีมชาติอังกฤษอย่าง แอนดรอส ทาวน์เซนด์ มาร่วมทีม

“พลังกาญจน์” น้องใหม่ ไทยลีก 1 “บีวายดี ซีไลออน 6 ลีก 1” ที่จะลุยฤดูกาล 2025-26 ได้ ทาวน์เซนด์ วัย 34 ปี อดีตแข้งพรีเมียร์ลีก และทีมสิงโตคำราม ร่วมทัพ ถือเป็นดีลสุดฮือฮาของวงการลูกหนังไทย

แอนดรอส ทาวน์เซนด์ พลังกาญจน์ เอฟซี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พลังกาญจน์ได้จัดงานเปิดตัวสโมสรอย่างยิ่งใหญ่ ที่โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี ซึ่งโค้ชโอ่งได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการที่ทีมได้ ทาวน์เซนด์ มาร่วมงาน โดยยอมรับว่าทีแรกก็หวั่นใจไปบ้างในช่วงปรีซีซั่น เพราะ ทาวน์เซนด์ มาช้า แต่สุดท้ายดีลก็ลุล่วงไปด้วยดี ต้องขอบคุณจริงๆ เพราะนับเป็นนักเตะเบอร์ใหญ่จริงๆ ตั้งแต่ทำฟุตบอลมายังไม่เคยมีเลยในชีวิตการเป็นโค้ช แม้มาช้า แต่มาจริง ๆ

โค้ชโอ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า “ระดับอดีตทีมชาติอังกฤษเนี่ยนะ จะมา พลังกาญจน์? ผมเห็นตัวเป็น ๆ ผมยัง‘สั่นเลย’ คิดอยู่ในใจว่าเขาจะยกมือไหว้สวัสดีผมไหมเนี่ย”

นอกจากนี้ โค้ชโอ่งยังได้กล่าวถึงสิ่งที่น่ากังวลในตอนแรก คือ เรื่องความสัมพันธ์ภายในทีม และความฟิตของร่างกาย แต่ปรากฏว่า ทาวน์เซนด์ สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้ค่อนข้างรวดเร็ว แม้อาจจะยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกเล็กน้อย เนื่องจากเพิ่งจะเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาในการทำฟุตบอล โค้ชโอ่งมองว่าบางคนอาจจะต้องใช้เวลาถึงครึ่งฤดูกาลในการปรับตัว แต่สำหรับทาวน์เซนด์แล้ว ถือว่าน่าพอใจอย่างยิ่งในการปรับตัว

โค้ชโอ่ง ‘สั่นเลย’ จริงหรือ?

การที่โค้ชโอ่งออกมาให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่มีต่อการมาของ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ นักเตะระดับโลกดีกรีทีมชาติอังกฤษ การย้ายมาร่วมทีมของทาวน์เซนด์ ไม่เพียงแต่จะเป็นการยกระดับฝีเท้าของพลังกาญจน์ เอฟซี เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างกระแสและความสนใจให้กับวงการฟุตบอลไทยอีกด้วย

ปัจจัยที่ทำให้โค้ชโอ่ง ‘สั่นเลย’

  • ดีกรีนักเตะ: แอนดรอส ทาวน์เซนด์ เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกและเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษ
  • ความคาดหวัง: ทาวน์เซนด์ถูกคาดหวังให้เป็นกำลังหลักของทีมในการสู้ศึกไทยลีก
  • การสร้างกระแส: การมาของทาวน์เซนด์ช่วยสร้างกระแสและความสนใจให้กับสโมสร

การที่โค้ชโอ่งยอมรับว่า ‘สั่นเลย’ เมื่อได้ทาวน์เซนด์มาร่วมทีม แสดงให้เห็นถึงความน่าตื่นเต้นของดีลนี้ และความคาดหวังที่สโมสรมีต่อการเสริมทัพครั้งสำคัญนี้ การได้นักเตะระดับโลกมาร่วมทีม ถือเป็นก้าวสำคัญของพลังกาญจน์ เอฟซี ในการสร้างทีมให้แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในไทยลีก

แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมใหม่

การมาของแอนดรอส ทาวน์เซนด์ จะช่วยยกระดับพลังกาญจน์ได้มากน้อยแค่ไหน? แฟนบอลต้องติดตามให้กำลังใจกันต่อไป

ที่มา – ‘โค้ชโอ่ง’ ยอมรับ ‘สั่นเลย’ ได้ ‘แอนดรอส ทาวน์เซนด์’ มาร่วมทัพ

สุพรรณบุรีจัดแข่งขันเปตองชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 44

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเปตองชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 44 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ สนามเปตองปั้มถาวรโมบิลสุพรรณบุรี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี โดยมีนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 สิงหาคม 2568 โดยมี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมในพิธีเปิดครั้งนี้ด้วย มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 1,000 ทีม รวมนักกีฬาจำนวน 3,000 คน ถือเป็นการแข่งขันเปตองชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 44 ที่ยิ่งใหญ่

สุพรรณบุรีจัดแข่งขันเปตองชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 44 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

การจัดการแข่งขันกีฬาเปตองชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2568 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  • ส่งเสริมและพัฒนากีฬาเปตองในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสุพรรณบุรี
  • สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนและประชาชนทั่วไปได้พัฒนาทักษะสู่มาตรฐานสากล
  • เผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ทำไมต้องสุพรรณบุรี?

สุพรรณบุรีมีความพร้อมในด้านสถานที่จัดการแข่งขันและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีความสนใจในกีฬาเปตองอย่างแพร่หลาย การจัดการแข่งขันในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงศักยภาพของจังหวัดในการเป็นเจ้าภาพจัดงานกีฬาระดับประเทศ และเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาเปตองมากยิ่งขึ้น

การแข่งขันกีฬาเปตอง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักกีฬา และเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย จังหวัดสุพรรณบุรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดการแข่งขันในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อวงการกีฬาเปตองของประเทศไทย และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาเยาวชนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ การจัดการแข่งขันยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดสุพรรณบุรีอีกด้วย ดังนั้น การแข่งขันครั้งนี้จึงมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม

มาร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาเปตองจากทั่วประเทศ ในการแข่งขันเปตองชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 44 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วคุณจะพบกับความสนุกสนานและความตื่นเต้นของการแข่งขันกีฬาเปตองอย่างแท้จริง!

ที่มา – สุพรรณบุรีจัดแข่งขันเปตองชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 44 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ดูแลแม่: ในวันที่เราโตขึ้น…อย่าลืม

“แม่” ไม่ใช่แค่ผู้ให้กำเนิด แต่เป็นทุกอย่างของชีวิตเรา ตั้งแต่ลืมตาดูโลก แม่คือคนที่อยู่ตรงนั้น คอยประคองร่างกายเล็ก ๆ ของเราให้เติบโต แข็งแรง และกลายเป็นคนที่มีวันนี้ และเมื่อวันเวลาผ่านไป แม่คนนั้นก็เริ่มเหนื่อยล้ามากขึ้น ทั้งร่างกายที่เคยแข็งแรงก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามวัย และนั่นคือเหตุผลที่เราควร “ตอบแทน” ด้วยการดูแลสุขภาพของท่านตั้งแต่วันนี้

สุขภาพของแม่…ไม่ควรรอให้ถึงวันที่สาย
เมื่อเรายังเด็ก แม่ดูแลเราแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่ป้อนข้าว เช็ดตัว ยามเจ็บป่วย จนเราหายดี แล้วในวันนี้ เราตอบแทนท่านกลับบ้างหรือยัง แม่หลายคนมักละเลยสุขภาพของตัวเองเพื่อครอบครัว ยอมทนเมื่อปวดหลัง ลืมตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ทันระวังเรื่องความดันหรือเบาหวาน เพราะมัวแต่เป็น “เสาหลัก” ที่แข็งแกร่งให้ทุกคน แต่ความแข็งแกร่งนั้น…ก็มีวันอ่อนล้าได้เหมือนกัน

รักแม่…ต้องใส่ใจสุขภาพแม่
หลายครั้งที่แม่ละเลยสุขภาพของตัวเอง เพราะทุ่มเทเวลาให้ลูกหลานและครอบครัว มาถึงวันนี้ ถึงเวลาที่เราจะเป็นฝ่ายดูแลเธอให้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้าน การตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ที่โรงพยาบาล CGH สายไหม มีแพ็กเกจตรวจสุขภาพสำหรับคุณแม่ และผู้สูงวัย โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมั่นใจได้ว่า “คนสำคัญที่สุด” จะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

และสำหรับคุณแม่รุ่นใหม่ หรือคุณลูกที่กำลังวางแผนครอบครัว สุขภาพของแม่และเด็ก ถือเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต ขอแนะนำให้เข้ารับบริการกับ คลินิกสูตินรีเวช และ กุมารเวชของโรงพยาบาล CGH สายไหม ซึ่งดูแลตั้งแต่การวางแผนมีบุตร ฝากครรภ์ การคลอด ไปจนถึงการดูแลทารกและเด็กเล็กอย่างครบวงจร เพราะการมีสุขภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเรา แต่เพื่อคนที่เรารัก…และคนที่รักเรา

หลายครั้งที่แม่ไม่ได้ต้องการสิ่งของราคาแพง แต่อยากให้เรากลับบ้านบ่อยขึ้น โทรหาท่านบ้าง กอดท่านให้มากขึ้น แค่คำว่า “รักแม่นะ” ก็อาจช่วยเติมพลังใจให้แม่ได้มากกว่ายาเม็ดไหน ๆ อย่าปล่อยให้คำรักกลายเป็นคำอาลัย อย่ารอให้ถึงวันที่ท่านล้มป่วยแล้วค่อยมาใส่ใจ

ในวันที่เราโตขึ้น…อย่าลืมดูแลคนที่เคยอุ้มเราไว้ทั้งชีวิต เพราะ “แม่” คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในชีวิต

เพราะพระคุณของแม่…คือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ แม่ไม่เคยนับว่าตัวเองให้อะไรกับเราไปมากแค่ไหน แต่เราในฐานะลูก ไม่ควรลืมแม้เพียงเสี้ยวเดียว ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล แม่ก็ยังคงห่วงใยเราเสมอในเดือนแห่งวันแม่นี้ ขอให้เราได้ย้อนกลับไปดูแลเธอบ้าง ด้วยหัวใจที่ครั้งหนึ่ง…เคยเติบโตอยู่ใต้หัวใจของเธอเอง

พญ.สิรินทร์ สังขนันท์

โรงพยาบาล CGH สายไหม ขอร่วมส่งต่อความรัก ความห่วงใย และแรงบันดาลใจ ให้ลูกทุกคนหันกลับไปดูแลแม่ของตน ด้วยใจที่เต็มเปี่ยม พร้อมสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ใช่แค่ใน “วันแม่” แต่ในทุกวันของชีวิต

———————-

พญ.สิรินทร์ สังขนันท์ สูตินรีแพทย์โรงพยาบาล CGH สายไหม

ใส่ใจดูแล: ในวันที่เราโตขึ้น…อย่าลืม

การดูแลคนที่เคยอุ้มเรามาทั้งชีวิตนั้นสำคัญมาก อย่ามองข้ามสุขภาพของแม่นะคะ

ที่มา – ในวันที่เราโตขึ้น…อย่าลืมดูแลคนที่เคยอุ้มเราไว้ทั้งชีวิต เพราะ “แม่” คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในชีวิต

นายกฯ สุพิศ ชูของดีนาทวี “ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา”

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดโครงการของดีนาทวี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ข้าราชการ บุคลากรในสังกัด ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องชาวอำเภอนาทวี เข้าร่วม โดยมี นางปิยนันท์ สิงห์ทอง รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด รักษาราชการแทน ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวรายงาน ณ ควนหรนฮิลล์ ตำบลสะท้อน อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา นาทวีเป็นอีกอำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลา ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชนที่สะท้อนอัตลักษ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ภายใต้การนำของ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยการจัดกิจกรรมที่มีความเหมาะสมกับแหล่งท่องเที่ยว “ควนหรนฮิลล์” นับได้ว่าเป็นสกายวอร์คแห่งแรกในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะสามารถดึงดูดและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรม ซึ่งจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

โครงการของดีนาทวี กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 โดยการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ภายในงานพบกับ การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การประกวดบาสโลบ การประกวดธิดานาทวี การแสดงดนตรี การออกบูธของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน , กลุ่มสินค้า OTOP และสินค้าพื้นถิ่นอำเภอนาทวี โดยได้รับการสนับสนุนบุคลากร สถานที่และระบบสาธารณูปโภคจากอำเภอนาทวี และองค์การบริหารส่วนตำบลสะท้อน.

นายกฯ สุพิศ ชูของดีนาทวี “ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา”

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสำคัญที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เมื่อนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการของดีนาทวี ซึ่งจัดขึ้น ณ ควนหรนฮิลล์ แหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นด้วย “ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา” งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย ทั้งในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด

ทำไมนายกฯ สุพิศ ถึงให้ความสำคัญกับ “ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา”?

เหตุผลสำคัญคือการเล็งเห็นศักยภาพของอำเภอนาทวี ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีธรรมชาติที่สวยงาม การผลักดันให้ “ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ภายในงานโครงการของดีนาทวี เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประกวดผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ การประกวดบาสโลบ ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่สนุกสนาน การประกวดธิดานาทวี ที่เฟ้นหาสาวงามผู้เป็นตัวแทนของอำเภอ นอกจากนี้ยังมี การแสดงดนตรี และการออกบูธของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสินค้า OTOP และสินค้าพื้นถิ่น ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและฝีมือของคนในชุมชน

การจัดงานในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา อำเภอนาทวี และองค์การบริหารส่วนตำบลสะท้อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

“ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาวนาทวี เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับธรรมชาติที่งดงาม วัฒนธรรมที่หลากหลาย และวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การมาเยือนที่นี่ จะสร้างความประทับใจและความทรงจำที่ดีให้กับทุกคนอย่างแน่นอน

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ไม่ไกลจากตัวเมืองสงขลามากนัก และต้องการสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรมที่หลากหลาย และวิถีชีวิตที่เรียบง่าย “ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา” คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา รีบวางแผนการเดินทาง แล้วมาสัมผัสกับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครได้เลย

ที่มา – “นายกฯสุพิศ”ชูของดีนาทวี“ควนหรนฮิลล์ สกายวอล์คแห่งแรกของสงขลา”

แม่ทัพภาค 4 นำตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ

พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ ณ บริเวณสี่แยกหน้าโรงแรมซากุระ กลางเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในโครงการ “เพื่อแม่ เพื่อพ่อ” ปีที่ 22 โดยมีคณะสงฆ์จาก 4 ประเทศ และพระสงฆ์จาก 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมในบรรยากาศศรัทธาอันยิ่งใหญ่

พิธีในครั้งนี้นำโดยพระเดชพระคุณสมเด็จพระมหาวชิระมังคลาจารย์ เจ้าคณะหนใต้ พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ และคณะสงฆ์จำนวน 10,000 รูป รับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยและต่างชาติที่มาร่วมทำบุญอย่างคับคั่ง

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวในพิธีว่า การถวายมหาสังฆทานครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญให้พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ร่วมสร้างบุญครั้งใหญ่ อันจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้พระพุทธศาสนา เผยแพร่วัฒนธรรมและภาพลักษณ์ที่ดีงามให้ปรากฏสู่สายตานานาชาติ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมทั้งด้านศาสนา เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงสร้างขวัญกำลังใจแก่พี่น้องชาวพุทธในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตและนำไปสู่ความมั่นคง สันติสุข

บรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธา ความร่วมมือ และความปลื้มปิติของผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมทางศาสนาแล้ว ยังสะท้อนถึงความพร้อมของชุมชนและองค์กรต่าง ๆ ในการร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่เวทีโลก

ตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ

การจัดพิธีตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงาน ต่างก็ได้สัมผัสถึงความสวยงามของวัฒนธรรมไทย และความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม หรือร้านขายของที่ระลึก

ความสำคัญของการตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ

พิธีตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ดังนี้:

  • ด้านศาสนา: เป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มีความเข้มแข็ง และเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทย
  • ด้านวัฒนธรรม: เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
  • ด้านเศรษฐกิจ: เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น
  • ด้านสังคม: เป็นการสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในชุมชน

การที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้ความสำคัญและเป็นประธานในพิธีตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

เราทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมพิธี การบริจาคเงิน หรือการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรม เพื่อให้กิจกรรมดี ๆ เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ

ตรวจราชการ: อยุธยา กับ 8 ด้านที่ต้องจับตา

คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมหารือข้อราชการกับนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 1 และคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ในการลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รอบ 3

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ผลการดำเนินงานของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 8 ด้าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ:

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์
  • สถานการณ์แรงงาน
  • โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า
  • กองทุนหมู่บ้าน
  • การแก้ไขปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า
การตรวจราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รวมถึงประเด็นนโยบายสำคัญต่างๆ การตรวจราชการตามมาตรา 55 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ.2565 และการตรวจติดตามงานอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา คือ การสร้างการมีส่วนร่วมและบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา

การดำเนินงานดังกล่าว มุ่งเน้นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างรายได้ ขยายโอกาส และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในทุกมิติได้อย่างยั่งยืน การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ความสำคัญของการติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน

การติดตามผลการดำเนินงานใน 8 ด้านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างยั่งยืน เนื่องจาก:

  • ช่วยให้ทราบถึงความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานในแต่ละด้าน
  • ระบุปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
  • ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
  • สร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงาน

การลงพื้นที่ของคณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

การตรวจราชการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เพื่อให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ

การที่คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้านของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างยั่งยืน

ผมเชื่อว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน

การคณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาและความใส่ใจจากภาครัฐ

ที่มา – คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา

ม.5 ทำร้ายครู! โรงเรียนสั่งพักการเรียน ผู้ปกครองขอโทษ

จากกรณีที่เพจโหนกระแสได้นำเสนอเรื่องราวสุดสะเทือนใจ ครูสาวท่านหนึ่งถูกนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เพียงเพราะไม่พอใจกับผลคะแนนสอบที่ออกมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความตกตะลึงและความเสียใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ม.5 เดือดผลสอบไม่ได้เต็ม ‘ต่อย-ถีบ’ ไม่ยั้งใส่ครูสาวกลางห้องเรียน

โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู ผู้ปกครองขอโทษแทนลูกยื่นลาออกแล้ว

หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู ทันที พร้อมกันนี้ ผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุได้ติดต่อเข้ามาเพื่อแสดงความเสียใจและขอโทษคุณครูเป็นการส่วนตัว และเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักเรียนชายคนดังกล่าวได้ยื่นเรื่องลาออกจากโรงเรียนในเวลาต่อมา

สำหรับอาการบาดเจ็บของครูสาวผู้เคราะห์ร้าย ขณะนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยมีอาการฟกช้ำบริเวณดวงตา ศีรษะด้านซ้ายบวม และซี่โครงอักเสบ นอกจากนี้ คุณครูได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.หนองฉาง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดสอบปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 12 สิงหาคม 2568

คุณครูสาวได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ทุกวันนี้ยังคงรู้สึกหวาดผวาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับผู้อื่น คุณครูยังกล่าวอีกว่า เรื่องคะแนนสอบไม่ใช่เหตุผลที่สมควรจะใช้ความรุนแรง เพราะยังมีอีกหลายวิธีที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมือทำร้ายร่างกายกัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า ครูผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกาย ยืนยันที่จะดำเนินคดีกับนักเรียนที่ก่อเหตุให้ถึงที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ผลกระทบจากเหตุการณ์ โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู

เหตุการณ์ โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู นี้ ถือเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งที่นักเรียนเลือกที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แทนที่จะหันมาพูดคุยหรือหาทางออกด้วยสันติวิธี

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเยาวชน เพื่อให้พวกเขามีสติ มีเหตุผล และรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ที่สำคัญคือการสร้างความเข้าใจว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับทุกฝ่าย

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา

  • โรงเรียนและสถาบันการศึกษาควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรง โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียน
  • ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด และเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้เหตุผลและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
  • สังคมควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนและหาทางแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู ผู้ปกครองขอโทษแทนลูกยื่นลาออกแล้ว

คนไทยมองเหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา: โพลชี้

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมาโดยตลอด ล่าสุด สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิคได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รวมถึงความขัดแย้งของสองตระกูล” ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 1,500 คน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568

คนไทยมองสาเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เกิดจากนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 37.5) มองว่าสาเหตุหลักของความขัดแย้งมาจากนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของไทย รองลงมาคือข้อพิพาทเขตแดนทางประวัติศาสตร์ (ร้อยละ 22.4), การแทรกแซงของมหาอำนาจ (สหรัฐ/จีน) (ร้อยละ 21.8), ความขัดแย้งทางการเมืองภายในกัมพูชา (ร้อยละ 10.7) และความขัดแย้งระหว่างตระกูลผู้นำไทย-กัมพูชา (ร้อยละ 7.6)

เมื่อสอบถามถึงวัตถุประสงค์ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในการก่อความขัดแย้งกับไทย ผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 45.6) มองว่าเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน รองลงมาคือเพื่อสร้างความนิยมในกัมพูชา (ร้อยละ 33.5) และเพื่อแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย (ร้อยละ 19.3) นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่มองว่าเป็นเพราะเป็นนักยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด (ร้อยละ 0.1) และอื่นๆ (ร้อยละ 1.5)

มาตรการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเห็นด้วย

ในส่วนของมาตรการในการยุติความขัดแย้ง ผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 32.9) เห็นด้วยกับการเจรจาทวิภาคีผ่านกลไกอาเซียน รองลงมาคือการหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข (ร้อยละ 26.4) และการยื่นเรื่องต่อศาลโลกหรือ UN (ร้อยละ 24.1) นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหารจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมจำนน (ร้อยละ 16.5) และไม่มีความเห็น (ร้อยละ 1.1)

สถาบันฯ ยังได้สำรวจความเชื่อของประชาชนเกี่ยวกับทฤษฎี “ความขัดแย้งของสองตระกูล ชินวัตร-ฮุนเซน” ซึ่งผลสำรวจพบว่า ผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.1) ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 20.4 เชื่อบางส่วนว่าอาจเป็นปัจจัยเสริม และร้อยละ 11.4 เชื่ออย่างยิ่งว่ามีหลักฐานชัดเจน ส่วนร้อยละ 10.1 ไม่ทราบข้อมูล

จากผลสำรวจนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประเด็นนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฐานะสาเหตุของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ มุมมองของประชาชนต่อบทบาทของสมเด็จฯ ฮุน เซน และทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างตระกูล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความหลากหลายของความคิดเห็นในสังคมไทยเกี่ยวกับประเด็นนี้ การทำความเข้าใจมุมมองเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ผลสำรวจนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่สามารถนำไปพิจารณาในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้การดำเนินงานด้านการต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใดๆ ต้องเริ่มต้นจากการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เข้าใจถึงความแตกต่าง และแสวงหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ เพราะสันติภาพและความร่วมมือ คือกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

ที่มา – ‘โพล’ชี้ ‘คนไทย’มองสาเหตุความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา เกิดจากนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

มมส.ทำเก๋! กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ ส่งต่อชายแดน

โครงการ “กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่” ได้ต่อยอดจากปี 2562 ที่เกิดน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี การทำอาหารครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากข้าวเหนียวหมูย่างสเตอริไลซ์ที่เคยช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2562 ภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ทำกล่องข้าวน้อยให้แม่ เพื่อส่งให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยข้าวเหนียวหมูทอด และได้มีการพัฒนาต่อเนื่องมา 3 ปีเพื่อให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับและสร้างความมั่นคงทางอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอเพื่อสนับสนุนหากมีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

ล่าสุด ปัจจุบันได้เกิดเหตุการณ์ปะทะ ในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้เกิดการปะทะตอบโต้กันด้วยกำลังทางทหารอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารอย่างหนัก ภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคามและจิตอาสาจึงได้ผลิตข้าวให้กับทหารไทยแนวหน้า เพื่อให้ได้กินอิ่มท้อง โดยใช้ชื่อโครงการว่า กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ 12 ส.ค.68

ผศ.ดร.อัศวิน อมรสิน อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การทำอาหารในครั้งนี้เพื่อนำไปสนับสนุนทหารชายแดนแนวหน้า โดยมีความพิเศษของอาหารที่ทำเป็นอาหารพร้อมบริโภค จุดเด่นของอาหารคือ อาหารชนิดนี้เป็นอาหารสกินไลน์ ซึ่งจะไม่เน่าเสีย สามารถเปิดรับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องอุ่น ปกติจะเตรียมอาหารเป็นกรณีฉุกเฉิน เป็นอาหารสภาวะวิกฤตเพื่อให้สามารถขนส่งได้ในระยะไกลๆ และสามารถเก็บรักษาได้นานๆ สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง อาหารมีอายุอยู่ได้ 1 ปี โดยไม่เน่าเสีย โดยมีการผ่านการฆ่าเชื้อระดับสเตอริไลซ์ ซึ่งใช้อุณหภูมิสูงกว่า 160 องศาเซลเซียส เพื่อให้มั่นใจว่าการฆ่าเชื้อนั้นเพียงพอสำหรับการถนอมอาหารและจุลทรีย์ตายในระดับอุตสาหกรรม

ซึ่งโครงการนี้ได้ชื่อว่าโครงการ กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ มีทั้งหมด 5 เมนู คือ ข้าวผัดไข่ใส่หมูทอดกระเทียมพริกไทย ข้าวเหนียวพร้อมบริโภค เนื้อทอด พร้อมบริโภค น้ำพริกพร้อมบริโภค และข้าวเหนียวเปียกมูนทุเรียนพร้อมบริโภค ทั้งหมดเป็นอาหารสเตอริไลซ์ โดยอาหารทั้งหมดเป็นแบบสเตอริไลซ์เพื่อกำจัดจุลินทรีย์ ส่งไปผ่านจิตอาสาขนส่ง ซึ่งจิตอาสาขนส่งคือ นครชัยแอร์ร่วมเป็นจิตอาสา โดยขนส่งอาหารไปที่กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงเพื่อแจกจ่ายไปยังชายแดนแนวหน้า และจะมีจิตอาสาที่ร่วมสนับสนุนโครงการทั้งอาจารย์ และศิษย์เก่า เป็นผู้ที่ให้ความสนใจสนับสนุนโครงการโดยสนับสนุนซื้อวัตถุดิบ เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ส่งข้าวเหนียวทุเรียนไปที่แม่ทัพภาคที่ 2 โดยได้เสียงตอบรับ หากได้เมนูที่เป็นข้าวเหนียวถือว่าจะดีมาก

ด้วยความที่ว่าทหารส่วนมากเป็นลูกอีสานที่รับประทานข้าวเหนียว ข้าวเหนียวที่ทำส่วนมากจะเป็นข้าวเหนียว สเตอริไลซ์ ซึ่งได้มีการพัฒนาการวิจัยแล้วหลายครั้ง เมื่อเก็บเวลาระยะนานแต่ข้าวเหนียวยังนิ่มอยู่ และไม่เน่าเสียซึ่งสามารถรับประทานได้ทันที โดยถุงที่ใช้ เป็นถุงพิเศษ แบบรีทอร์ทเพ้าช์ (Retort Pouch) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะคือ สามารถทนความร้อนได้ สูงกว่า 125 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เป็นพิษ แต่จะนำมาใช้ความร้อน 115-117 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าปลอดภัย วัสดุอุปกรณ์เป็นฟู้ดเกรดทั้งหมด จะเริ่มส่งอาหารไปตั้งแต่วันนี้ ไปเรื่อยๆ

คณะอาจารย์และจิตอาสาฝากส่งกำลังใจ ให้ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนเนื่องจากน้องๆ พี่จิตอาสาและทีมงานได้ตั้งใจทำอาหารเพื่อให้พี่ทหารได้รับประทานอาหารให้อิ่มและอร่อย ขอเป็นกำลังใจให้ทหารแนวหน้า และอยากให้กลับบ้านปลอดภัยทุกคน

พร้อมกันนั้นก่อนหน้านี้ มีสถานการณ์น้ำท่วม ในโครงการเชฟอุบล เป็นโครงการกล่องข้าวน้อยให้แม่ เป็นข้าวเหนียวหมูทอด และได้มีการพัฒนา 3 ปีให้มีคุณภาพดีขึ้นไปอีกเพื่อรองรับ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอ สนับสนุนสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้น โดยอาจารย์นิสิต ที่มีประสบการณ์มาแล้ว

มมส. ไอเดียเจ๋ง! ทำ”กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่” ส่งต่อชายแดนแนวหน้า

โครงการ “กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่” คืออะไร?

โครงการ กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเอื้ออาทรของคนไทยที่มีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือประชาชนทั่วไป มีส่วนสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – มมส. ไอเดียเจ๋ง ทำกล่องข้าวน้องใส่เป้พี่  ส่งต่อชายแดนแนวหน้า