ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ภูมิธรรม: ยังไม่ได้คุย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’

จากกรณีที่มีคำสั่งย้ายด่วน ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ เข้ามาช่วยราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่อิมแพคเมืองทองธานี นายภูมิธรรมกล่าวว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ลงนามในคำสั่งย้าย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเปิดทางให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดคนที่หนึ่ง สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้เวลาโยกย้ายประจำปีอยู่แล้ว

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงข้อกังวลว่า การโยกย้าย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ จะส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ โดยยืนยันว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดยังคงดูแลอยู่ และได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการเขต 14 ซึ่งดูแลจังหวัดในพื้นที่ เข้าไปกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือประชาชนได้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเร่งดำเนินการ

ภูมิธรรมเผย ยังไม่ได้คุย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’

เมื่อถูกถามว่าได้พูดคุยกับ ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ แล้วหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า “ยังเลย” เนื่องจากเพิ่งได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเมื่อเช้าวันนั้นเอง ก่อนหน้านี้ตนเองก็ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเช่นกัน เมื่อทราบข้อมูลที่ชัดเจนและพบว่าเป็นความจริง หลังจากที่มี สส. จากพรรคการเมืองหนึ่งสอบถามว่า เหตุใดประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีจึงยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ และได้รับการยืนยัน แต่ผลที่ออกมากลับทำให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดตัวเลขเงินช่วยเหลือจึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

“ผมขยายเงินให้ 100 ล้านบาท แต่ทำไมตัวเลขถึงออกมาน้อย จริงๆ ควรจะดูแล นี่คือเสียงบ่นที่ประชาชนรู้สึก ซึ่งไม่เข้าใจเหตุผลของท่านเหมือนกัน ตอนนี้จึงดึงกลับมาช่วยราชการที่กระทรวงก่อน และทุกอย่างจะดำเนินการไม่ให้สะดุด พี่น้องประชาชนได้รับเงินอย่างที่เราได้ขยายวงเงินไปแล้ว เพื่อไปดูแลเขา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นการใช้เงินบริจาคของผู้ว่าฯอุบลราชธานี

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีที่มีการตั้งคำถามว่า ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ ได้ชี้แจงว่าได้นำเงินบริจาคไปใช้ก่อน ซึ่งนายภูมิธรรมกล่าวว่า การใช้เงินบริจาคไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องให้ทั่วถึง และตั้งคำถามว่าหากมีเงินอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และเหตุใดจึงต้องเก็บเงินไว้

สรุปได้ว่า การสั่งย้าย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการช่วยเหลือประชาชน และความไม่ชัดเจนในการบริหารจัดการเงินช่วยเหลือ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนให้รวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการงบประมาณและการสื่อสารที่โปร่งใสในภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบและติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่และทันท่วงที

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ บอก ยังไม่ได้คุย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ หลังสั่งเด้งช่วยราชการสำนักงานปลัดมหาดไทย

สส.จี้รัฐบาลสอบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เช่นเดียวกับการตรวจสอบที่ดินเขากระโดง โดยให้เหตุผลว่าทั้งสองกรณีมีความคล้ายคลึงกันและส่งผลกระทบต่อประชาชน

สส.จุลพงศ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงยังนิ่งเฉยต่อกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ ทั้งที่ทั้งสองกรณีมีความเชื่อมโยงกับการทำงานของระบบราชการที่ไม่ยึดหลักกฎหมายและเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจ อีกทั้งยังเป็นคดีอยู่ในชั้นศาลและเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถทำนิติกรรมในที่ดินของตนเองได้

สส.ประชาชนจี้รัฐบาลไล่บี้ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

“ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจึงเร่งรัดกรณีหนึ่ง แต่กลับนิ่งเฉยต่ออีกกรณี การกระทำเช่นนี้อาจถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ทางการเมืองเพียงชั่วคราว” นายจุลพงศ์กล่าว “หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้าและพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองกรณีกลับมาร่วมรัฐบาลกันอีกครั้ง เรื่องราวเหล่านี้อาจถูกละเลยและประชาชนจะไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา”

นายจุลพงศ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กรณีเขากระโดงและสนามกอล์ฟอัลไพน์ แต่เป็นผลมาจากระบบราชการไทยที่อ่อนแอ ทำให้ข้าราชการไม่ยึดมั่นในหลักกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ เขายกตัวอย่างกรณีที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องรับโทษจำคุกเพื่อแลกกับการทำตามความต้องการของนักการเมืองและเพื่อแลกกับตำแหน่งทางการเมือง

“เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอและการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย” นายจุลพงศ์กล่าว

ความจำเป็นในการปฏิรูประบบราชการ

จากการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร นายจุลพงศ์มองเห็นว่าประเทศไทยยังมีข้าราชการที่ดีอีกจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การตั้งกรมใหม่ การเพิ่มตำแหน่ง หรือโยกย้ายข้าราชการเท่านั้น

“ประเทศไทยต้องการการฟื้นฟูหลักนิติธรรมครั้งใหญ่ เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง นายพล หรือประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” เขากล่าว

การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม การเพิกเฉยต่อกรณีใดกรณีหนึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมและสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งสองกรณีอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สส.ประชาชน’จี้รัฐบาลไล่บี้ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เหมือนลุยฟันที่เขากระโดงด้วย

‘เศรษฐา’ มอบทุนการศึกษาลูกทหารเสียสละ

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ผู้แทนจากมูลนิธิเสริมกล้า ก่อตั้งโดย นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ จ.อุดรธานี เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานของวีรบุรุษผู้กล้า ทหารผู้พลีชีพขณะปกป้องเกียรติภูมิและอธิปไตยของแผ่นดินไทยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มูลนิธิเสริมกล้าได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 7 ทุน ให้แก่บุตรและญาติในครอบครัวของทหารผู้เสียสละจาก 6 ครอบครัว ที่มาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ อุดรธานี อุบลราชธานี ยโสธร สิงห์บุรี มุกดาหาร และขอนแก่น โดยเป็น “ทุนต่อเนื่อง” ที่จะดูแลค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปจนถึงระดับปริญญาตรี มีเป้าหมายหลักคือแบ่งเบาภาระทางการเงิน ของครอบครัวที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัว เปิดประตูโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ปลูกฝังให้เยาวชนเหล่านี้เติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพของสังคม และพัฒนาศักยภาพ อย่างเต็มที่ตามความฝันและความสามารถ

ทั้งนี้ การมอบทุนการศึกษาในวันนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันแรงกล้าของมูลนิธิเสริมกล้าที่จะสานต่อการดูแลครอบครัวทหารผู้เสียสละอย่างต่อเนื่อง ที่ต้องการให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าอันสูงส่งของการเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง มูลนิธิเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า การสนับสนุนด้านการศึกษาคือการสร้างโอกาสที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือครอบครัวในปัจจุบัน หากแต่เป็นการปูทางสู่อนาคตที่สดใสของเด็กและเยาวชน ให้พวกเขาสามารถก้าวเดินต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือในครั้งนี้ ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคม ของ คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเสริมกล้า ด้วยปณิธานที่ว่า “การช่วยเหลือใดๆ ก็ตามขอให้เริ่มต้นจากตัวเราเอง ทุกคนมีส่วนร่วมได้ไม่ว่ามากหรือน้อย ทำตามพลังและกำลังของเราด้วยใจจริง ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ อยากให้พวกเราทุกคนช่วยกัน ทุกการช่วยเหลือล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่อบอุ่นและเข้มแข็ง

‘เศรษฐา’มอบทุนการศึกษา 7 ทุน 6 ครอบครัวลูกทหารเสียสละ

การที่นายเศรษฐา ทวีสิน และมูลนิธิเสริมกล้า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา และมอบโอกาสให้แก่บุตรหลานของทหารผู้เสียสละ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการตอบแทนคุณงามความดีของผู้ที่ทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การมอบทุนการศึกษา‘เศรษฐา’มอบทุนการศึกษา 7 ทุน 6 ครอบครัวลูกทหารเสียสละนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงิน แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวที่ต้องเผชิญกับความสูญเสีย และเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติอีกด้วย

ความสำคัญของการศึกษาและโอกาสที่ ‘เศรษฐา’ มอบให้

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เยาวชนสามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีศักยภาพ การที่‘เศรษฐา’มอบทุนการศึกษา 7 ทุน 6 ครอบครัวลูกทหารเสียสละ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องนี้ การสนับสนุนด้านการศึกษาจึงเป็นการช่วยเหลือที่ยั่งยืนและส่งผลกระทบในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่มูลนิธิเสริมกล้ามุ่งเน้นการให้ “ทุนต่อเนื่อง” จนถึงระดับปริญญาตรี ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับเยาวชนเหล่านี้ ทำให้พวกเขาสามารถมุ่งมั่นกับการศึกษาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

ประโยชน์ที่ได้รับจากการมอบทุนการศึกษา ‘เศรษฐา’มอบทุนการศึกษา 7 ทุน 6 ครอบครัวลูกทหารเสียสละ:

  • แบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัว
  • เปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม
  • ปลูกฝังให้เยาวชนเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ
  • พัฒนาศักยภาพของเยาวชนอย่างเต็มที่
  • สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัว

“การให้” ในทุกรูปแบบ ถือเป็นการสร้างสังคมที่น่าอยู่ และการที่‘เศรษฐา’มอบทุนการศึกษา 7 ทุน 6 ครอบครัวลูกทหารเสียสละนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการให้โอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นของขวัญที่มีค่าอย่างยิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการมอบทุนการศึกษาเช่นนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสังคมหันมาช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดโอกาสมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ที่มา – ‘เศรษฐา’มอบทุนการศึกษา 7 ทุน 6 ครอบครัวลูกทหารเสียสละ

ส่งฟ้อง! ก๊วนคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย

ความคืบหน้าคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่ม วันนี้ (7 ส.ค.) นายศักดิ์เกษม นิไทรโยค โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ได้พิจารณาสำนวนการสอบสวนจากสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ และมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสิ้น 23 รายแล้ว

ผู้ต้องหาเหล่านี้ ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ถูกสั่งฟ้องในฐานความผิด เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือทำการก่อสร้างอาคารที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จนน่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ ผู้ต้องหาบางรายยังถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และ 268

ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย

เนื่องจากคดีนี้มีความซับซ้อนเเละมีรายละเอียดจำนวนมาก สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 จึงได้เเต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเป็นพิเศษ หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเเล้ว อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 23 ราย ในข้อหาหลักคือการกระทำการโดยประมาท ทำให้เกิดอันตรายเเละมีผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ ผู้ต้องหาที่ 9, 10, 11, 12, 13, 14 และ 15 ยังถูกฟ้องเพิ่มเติมในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารเเละใช้เอกสารปลอม ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522, พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เเละกฎกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ใครบ้างที่โดน ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย?

รายชื่อผู้ต้องหาในคดีนี้ประกอบด้วย:

  • บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด
  • นายสุชาติ ชุติปภากร
  • นายพิมล เจริญยิ่ง
  • บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายธีระ วรรธนะทรัพย์ และนายเซ็น เยา ฮุย
  • นายธีระ วรรธนะทรัพย์
  • นายสุพล อัครอารีสุข
  • นายชัยณรงค์ เสียงไพรพันธ์
  • นายอภิชาติ รักษา
  • บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด โดยนายปฏิวัติ ศิริไทย
  • นายปฏิวัติ ศิริไทย
  • บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยนายกฤตภัฏ ปล่องกระโทก
  • นายกฤตภัฏ ปล่องกระโทก
  • บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด โดยนายพลเดช เทิดพิทักษ์วานิช และนางประณีต แสงอลังการ (ขณะเกิดเหตุ)
  • นายพลเดช เทิดพิทักษ์วานิช
  • นายสมชาย เย็นทรัพย์
  • บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) โดยนายเปรมชัย กรรณสูตร และนางนิจพร จรณะจิตต์ (ขณะเกิดเหตุ)
  • นายเปรมชัย กรรณสูตร
  • บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายชวนหลิง จาง
  • นายชวนหลิง จาง
  • นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา
  • นายอนุวัฒน คันษร
  • นายธิปัตย์ รัตนวงษา
  • นายวิศาล จุลพัลลภ

ในวันนี้ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดต่อศาลอาญา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไม่มีใครได้รับการประกันตัว

คดีส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 รายนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพด้านการก่อสร้าง ที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด ความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การ ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายจะลงโทษผู้ที่กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตเเละครอบครัว

การ ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาลต่อไป สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าความยุติธรรมจะถูกนำมาซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ที่มา – ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย ไม่ทำตามมาตรฐานจนมีผู้เสียชีวิต!

เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลคนข่าวเดลินิวส์

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 7 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมอาคารอร่ามเรืองรอง วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา นางศันสนีย์ สายะสนธิ ผอ.การอาชีวปทุมธานี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 เป็นประธานในพิธี ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ และพิธีเชิดชูเกียรติสถานประกอบการและหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีการศึกษา2568ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและยั่งยืน โดยมีนายนพพร สุขีวัฒน์ ผอ.อาชีวศึกษาบัณฑิต สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 และนางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผอ.วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ

โดยในโอกาสนี้วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ได้มอบโล่เกียรติคุณให้แก่นายสัมฤทธิ์ เจียมเจริญพรกุล ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนที่ให้ความร่วมมือทางการศึกษากับวิทยาลัยเทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา โดยเดลินิวส์เป็นสื่อหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะวิชาชีพของนักเรียนในระดับอาชีวศึกษา ด้วยความเสียสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาด้านวิชาชีพ

นางสาวมยุรี กล่าวว่า วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับปริญญาตรี ด้านช่างอุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งหมด 14 สาขาวิชา และการให้บริการสังคม ชุมชนในหลักสูตรระยะสั้นด้านช่างอุตสาหกรรม ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อเพิ่มจำนวน และบทบาทความร่วมมือ และส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษา ด้านอาชีวศึกษาตามนโยบายรัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษากับสถานประกอบการ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ วิทยาลัยยังได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติให้แก่สถานประกอบการ และหน่วยงาน ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ด้วยดีเสมอมา ทั้งการฝึกอาชีพ วิชาการ และการร่วมพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะวิชาชีพที่พร้อมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานระดับสากล ซึ่งตอบสนองต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือจัดการอาชีวศึกษาทุกภาคส่วน พัฒนาการจัดการอาชีวศึกษา โดยมุ่งเน้นให้มีการสร้างโอกาสและความร่วมมือกับภาคเอกชนและชุมชน

เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา

การที่เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและสื่อมวลชนในการพัฒนาการศึกษาของชาติ

ความสำคัญของรางวัลที่เทคนิคอยุธยามอบให้คนข่าวเดลินิวส์

รางวัลที่เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของสื่อในการส่งเสริมการศึกษา

ที่มา – เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา

ตร.จับ ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ยักยอกเงินเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’

จากกรณี ตำรวจ บก.ปปป. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เปิดปฏิบัติการ “กอล์ฟทีม EP.1” บุกเข้าจับกุม “อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร” อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท และคนสนิท ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาคนแรก คือ นายสันติชัย ผ่องใส่ศรี คนขับรถของอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท จับได้ที่บ้านพัก ใน จ.สมุทรสงคราม พบพฤติการณ์คือยักยอกเงินค่าซ่อมเรือที่หน้าวัดประมาณ 1 ล้านบาท เป็นเงินที่ใช้จ่ายส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสีกากอล์ฟ นอกจากนี้นายสันติชัย ยังมีศักดิ์เป็นหลานของอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท

ส่วนผู้ต้องหารายที่ 2 คือ นายวิรัติ วัชรสิทธิเมธี หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ถูกจับได้ที่ บ้านพักที่จังหวัดพิจิตร พบพฤติการณ์ว่าอดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรเคยให้เงินสีกากอล์ฟ มียอดเงินรวม 3 ล้านบาท เป็นเงินจาก มจร.พิจิตร แต่ไม่รู้ว่าเริ่มโอนตั้งแต่ปีไหน อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

คนสุดท้าย คือ นายทิวากร ดีไพร หรือ อดีตพระมหาทิวากร เจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท ถูกจับได้ที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยพบพฤติการณ์ว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่ฯ ให้เงินสีกากอล์ฟตั้งแต่ปี 2561 โดยจะโอนเงินให้สีกากอล์ฟทุกวัน วันละ 500-3,000 บาท รวมยอดเงินทั้งหมดแล้วประมาณ 7 ล้านบาท

โดยในขณะนี้ทั้ง 3 คน อยู่ระหว่างการควบคุมตัวเข้าที่ตึกกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมด โดยอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท จะถูกควบคุมตัวมาด้วยเครื่องบินจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ข้อหาของ อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท และอดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร คือ ข้อหาเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ส่วนคนขับรถ คือข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดคดีสีกากอล์ฟ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 คนอย่างละเอียดอีกครั้งนึง

ตร.จับ ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ยักยอกเงินเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’

คดีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับวงการสงฆ์ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรณีการจับกุม ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ที่พัวพันกับการยักยอกเงินไปเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’ ได้สร้างความตกตะลึงและความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก รายละเอียดของคดีจะเป็นอย่างไร และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง มาติดตามกัน

รายละเอียดการจับกุม ‘อดีตพระผู้ใหญ่’

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการขยายผลคดีสีกากอล์ฟ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร, อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท และคนขับรถของอดีตเจ้าอาวาส

ข้อหาหลักของผู้ต้องหาทั้ง 3 รายคือ การยักยอกทรัพย์ โดยมีพฤติการณ์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรถูกกล่าวหาว่าเคยให้เงินสีกากอล์ฟรวม 3 ล้านบาท จากเงินของ มจร.พิจิตร ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาทถูกกล่าวหาว่าโอนเงินให้สีกากอล์ฟตั้งแต่ปี 2561 รวมเป็นเงินประมาณ 7 ล้านบาท

การจับกุม ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สำคัญสำหรับวงการสงฆ์และสังคมไทย การตรวจสอบความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงบทสรุปและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและรักษาความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่เว้นแม้แต่องค์กรทางศาสนา การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบจะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ เผย ตร.บุกจับ ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ 2 ราย พัวพันยักยอกเงินเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’

อดีตผู้บริหารกูเกิลเตือน โลกหนีไม่พ้นยุคดิสโทเปีย

เมื่อไม่นานมานี้ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Google ได้ออกมาเตือนถึงอนาคตอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะมาถึง โดยกล่าวว่าโลกกำลังจะเข้าสู่ยุค ดิสโทเปีย ในอีกไม่ช้า คำเตือนนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนจำนวนมาก และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับอนาคตของสังคมมนุษย์

โม กอว์ดัต อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Google X (ปัจจุบันคือ X Development LLC) ได้ออกมาแสดงความเห็นในรายการ The Diary Of A CEO ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เราจะได้เผชิญกับยุค ดิสโทเปีย ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นคำทำนายที่น่าหวั่นเกรงอย่างยิ่ง

กอว์ดัตได้ทำงานกับ Google มาเป็นเวลานาน ทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม มุมมองของเขาเกี่ยวกับอนาคตกลับไม่ได้สดใสนัก เขากล่าวว่าในอีก 12 ถึง 15 ปีข้างหน้า โลกจะเผชิญกับสภาวะ ดิสโทเปีย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อดีตผู้บริหารกูเกิลเตือน โลกหนีไม่พ้นยุคดิสโทเปีย

ดิสโทเปีย ในความหมายของกอว์ดัตคือ สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเกินกว่าจะควบคุมได้ ซึ่งอาจหมายถึงสังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว การควบคุมเบ็ดเสร็จ และการขาดอิสรภาพ เช่นเดียวกับที่ปรากฏในวรรณกรรมชื่อดังอย่าง 1984 และ The Hunger Games

เขายังกล่าวเสริมว่า แนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับเสรีภาพ ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ความเท่าเทียม เศรษฐกิจ ความจริง นวัตกรรม ธุรกิจ และอำนาจ อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในยุคดิสโทเปีย

สิ่งที่น่าตกใจคือ กอว์ดัตกลับมองว่า สภาพสังคมดิสโทเปียนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก AI โดยตรง แม้ว่า AI จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงศักยภาพที่น่ากังวลของมัน เขากลับชี้ว่า ยุคดิสโทเปียถูกกำหนดโดยศีลธรรมของมนุษยชาติในยุคที่ AI กำลังเฟื่องฟูมากกว่า

เราจะรับมือกับยุคดิสโทเปียได้อย่างไร?

กอว์ดัตเชื่อว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ โดยอาศัยการตระหนักถึง “คนที่ใช้ AI ในทางที่ผิด” เขายังคงเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วเราจะสามารถสร้างโลกในอุดมคติได้ในระยะยาว แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่ไม่คุ้นเคยอย่างมาก

กอว์ดัตคาดการณ์ว่ายุคดิสโทเปียจะคงอยู่เป็นเวลา 12 ถึง 15 ปี โดยจะเริ่มขึ้นประมาณปี 2570 เขากล่าวว่า “เราจะเห็นสัญญาณที่รุนแรงขึ้นในปีหน้า และสถานการณ์จะค่อยๆ แย่ลงในปี 2570”

เขายังกระตุ้นให้เราคิดอย่างลึกซึ้งถึงสาเหตุที่โลกปัจจุบันเป็นเช่นนี้ โดยชี้ไปที่ “เงิน” ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของสังคม

แม้ว่าคำทำนายของกอว์ดัตจะฟังดูน่ากลัว แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เราควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง การทำความเข้าใจถึงผลกระทบของเทคโนโลยีและ AI ต่อสังคม รวมถึงการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาเราผ่านพ้นยุค ดิสโทเปีย และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

การเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่เราอาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเจอมาก่อนเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะในการปรับตัว การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด หรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนของเรา การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญเมื่อเราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในอนาคต

ที่มา – อดีตผู้บริหาร ‘กูเกิล’ เตือน อีก 2 ปี โลกหนีไม่พ้นยุค ‘ดิสโทเปีย’

ทรุ้มพ์ฟ เปิดวิสัยทัศน์ แปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ

ทรุ้มพ์ฟ (TRUMPF) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแปรรูปโลหะแผ่น เผยทิศทางธุรกิจภายใต้แนวคิด TRUMPF NEXT: The Future of Sheet Metal Processing” มุ่งยกระดับนวัตกรรมและโซลูชันการผลิตสู่อนาคต พร้อมวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง อาทิ Semiconductor และ Data Center เผยกลยุทธ์ Go-to-Partner จากผู้ผลิตเครื่องจักรสู่พันธมิตรนวัตกรรมครบวงจร

นายสเตฟาน เมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย Machine Tools ของ TRUMPF เผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะยังเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทรุ้มพ์ฟ ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและโซลูชัน รวมถึงเดินหน้าขยายบทบาทในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้งนี้ บริษัทยังเป็นผู้นำด้านให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับทุกกระบวนการผลิตแปรรูปโลหะแผ่น ตั้งแต่เครื่องจักรเฉพาะทาง ไปจนถึงระบบ Smart Factory พร้อม Digital Ecosystem อัจฉริยะ ที่ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

นายเดชา เลิศวิไลศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและฟิลิปปินส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรุ้มพ์ฟ เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ Customer Center แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุผลด้านศักยภาพทางการผลิต ความหลากหลายของอุตสาหกรรม และโอกาสในการเติบโตของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของภูมิภาคแม้ภายใต้ผลกระทบของสงครามการค้า Customer Center แห่งนี้พร้อมจัดแสดงเครื่องจักรไฮเอนด์ที่ครอบคลุมทุกกระบวนการแปรรูปโลหะแผ่น ไม่ว่าจะเป็นการตัดเลเซอร์ การพับ การเจาะ การเชื่อม และโซลูชัน Smart Factory ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ที่มองหาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพ

เดินหน้าโฟกัสตลาดเฉพาะทาง: Semiconductor & Data Center

TRUMPF มุ่งตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น Semiconductor และ Data Center ด้วยเทคโนโลยีที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ และมอบความแม่นยำในระดับสูง รองรับโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนและการผลิตขั้นสูงในทุกรูปแบบ

ไฮไลต์ผลิตภัณฑ์: TruLaser 1030 fiber

TRUMPF ยังได้เปิดตัว TruLaser 1030 fiber กับ TruFiber ไฟเบอร์เลเซอร์ระดับไฮเอนด์ เพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่นและ
ทรงพลัง เป็นเครื่องจักรเลเซอร์ 2 มิติที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับธุรกิจ SME หรือผู้ผลิตรุ่นใหม่ ที่ต้องการเข้าสู่โลกของการตัดโลหะด้วยเลเซอร์คุณภาพสูง ที่คุ้มค่าและสามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่น

ทรุ้มพ์ฟ (TRUMPF) มองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมโลก และพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ

การเปิดวิสัยทัศน์ ‘TRUMPF NEXT’ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของทรุ้มพ์ฟในการยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันที่ล้ำสมัย ทรุ้มพ์ฟพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทรุ้มพ์ฟ เปิดวิสัยทัศน์ ‘TRUMPF NEXT’ ยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ

ทรุ้มพ์ฟ มุ่งสู่ยุคอัจฉริยะในการแปรรูปโลหะแผ่น

ทรุ้มพ์ฟ ผู้นำด้านเทคโนโลยีการแปรรูปโลหะแผ่น ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ‘TRUMPF NEXT’ ที่มุ่งเน้นการยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ โดยการนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต

สำหรับใครที่กำลังมองหาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การแปรรูปโลหะแผ่นก้าวไปอีกขั้น การทำความเข้าใจวิสัยทัศน์ของทรุ้มพ์ฟในการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – ทรุ้มพ์ฟ เปิดวิสัยทัศน์ ‘TRUMPF NEXT’ ยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ

“กลาสเนอร์” รับเซอร์ไพรส์! หงส์แดงทุ่มซื้อนักเตะ

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ผู้จัดการทีมแชมป์เอฟเอ คัพ อย่าง “ปราสาทเรือนแก้ว” คริสตัล พาเลซ ออกมายอมรับว่า รู้สึกเซอร์ไพรส์มากๆ กับการทุ่มเงินซื้อนักเตะของ ลิเวอร์พูล แม้ว่าขุมกำลังจะดีอยู่แล้วก็ตาม พร้อมยกให้ทีม “หงส์แดง” เป็นหนึ่งในตัวเต็งการคว้าแชมป์ฤดูกาลใหม่ 2025/26 ที่จะมาถึง

โดย กลาสเนอร์ กล่าว “เราเห็นกันอย่างชัดเจนแล้วกับการลงทุนทุ่มซื้อนักเตะในซัมเมอร์นี้ของพวกเขา(ลิเวอร์พูล) ทั้ง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, อูโก เอกีตีเก, เจเรมี ฟริมปง และมิลอส เคอร์เคซ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้ อิซัค เข้ามาอีกคนหรือไม่”

“ใช่แล้ว พวกเขาเล่นในระดับสูงมาหลายปี พวกเขากระตือรือร้นมากกับตลาดรอบนี้ นั่นมันแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของทีม และมันดูเหมือนกับว่า พวกเขายังต้องการคว้าแชมป์เพิ่มอีก ทั้ง พรีเมียร์ ลีก รวมถึง ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ด้วย”

“ซึ่งแน่นอน ลิเวอร์พูล คือทีมเต็งในการไล่ล่าแชมป์ รวมถึง แมนฯ ซิตี ด้วย หรือแม้ อาร์เซนอล เองก็ตาม และสุดท้ายผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี, เชลซี หรืออาร์เซนอล หนึ่งในพวกเขาจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก” โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กล่าวทิ้งท้าย

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ เตรียมพาทีม คริสตัล พาเลซ ลงทำศึกคอมมิวนิตี ชิลด์ กับ ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคมนี้ เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

ภาพ gettyimages

“กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม

จากสถานการณ์ที่ “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม นั้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของกุนซือใหม่ จะสามารถสร้างผลงานได้ดีแค่ไหนในฤดูกาลหน้า การเสริมทัพอย่างหนักบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ และการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าจึงเป็นอะไรที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ทำไม “กลาสเนอร์” ถึงเซอร์ไพรส์ที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม?

เหตุผลหลักที่ กลาสเนอร์ รู้สึกเซอร์ไพรส์ อาจเป็นเพราะลิเวอร์พูลมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การเสริมทัพด้วยนักเตะระดับท็อปเข้ามาหลายราย แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของสโมสรที่ไม่ต้องการหยุดอยู่แค่การลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีก แต่ต้องการกลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

การที่ทีมอย่างลิเวอร์พูลทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมถึงขนาดนี้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ทีมอื่นๆ จะปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังคู่แข่งว่าลิเวอร์พูลพร้อมที่จะท้าทายอำนาจของ แมนฯ ซิตี และทีมอื่นๆ ในการลุ้นแชมป์

สถานการณ์ที่ “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม ยังส่งผลกระทบต่อตลาดซื้อขายนักเตะโดยรวม เนื่องจากทีมอื่นๆ อาจต้องพิจารณาถึงการเสริมทัพเพื่อยกระดับทีมของตัวเองให้สามารถแข่งขันกับลิเวอร์พูลได้ การลงทุนของลิเวอร์พูลจึงเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดซื้อขายนักเตะมีความคึกคักและมีการแข่งขันที่สูงขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวของนักเตะใหม่ที่เข้ามาสู่ทีมลิเวอร์พูล และการวางแผนของกุนซือในการใช้งานนักเตะเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การสร้างทีมเวิร์คและความเข้าใจในระบบการเล่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในการแข่งขันฤดูกาลหน้า

อย่างไรก็ตาม การทุ่มเงินซื้อนักเตะเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จ ทีมต้องมีการบริหารจัดการที่ดี การวางแผนการเล่นที่เหมาะสม และที่สำคัญคือสปิริตของทีมและความมุ่งมั่นของนักเตะทุกคน การที่ลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน

สรุปแล้ว การที่ “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานของลิเวอร์พูลในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ และเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า แฟนบอลทั่วโลกต่างเฝ้ารอชมผลงานของลิเวอร์พูลภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

ที่มา – “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม

‘เป๊ก ผลิตโชค’ ขอโทษ! เผยได้รับกรรมแล้ว

จากกรณีที่ “เป๊ก ผลิตโชค” อายนบุตร นักร้องชื่อดัง ถูกทำร้ายร่างกายภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 76 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยมีการเปิดเผยคลิปเหตุการณ์ก่อนหน้า ว่าเป๊ก มีอาการเมา แล้วออกไปเดินกลางถนน และกระโดดเกาะหน้ารถ ก่อนจะเกิดการทะเลาะวิวาทในปั๊มน้ำมัน นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เป๊ก ผลิตโชค ซึ่งปัจจุบันยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ได้อัดคลิปขอโทษ เผยแพร่ผ่านทางเพจต้นสังกัด White Music ใจความว่า ขอโทษที่ทำให้ประชาชนเสียใจ และผิดหวังในตัวของตน และตนก็ผิดหวังในตัวเอง ในสิ่งที่ทำลงไปเหมือนกัน ยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะทำให้ใครเดือดร้อน บาดเจ็บ หรือได้รับความเสียหายเลย แต่เป็นเพราะว่าตนดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจนมึนเมา

เป๊ก ผลิตโชคยังได้กล่าวขอโทษ ทั้งคนขับแท็กซี่ คนขับรถกระบะ ที่ก่อเหตุปีนขึ้นเกาะหน้ารถ ทำให้แต่ละคนเกิดความหวาดกลัว ตกใจกลัว และยังขอโทษหนุ่มไรเดอร์คู่กรณี ที่มีการปะทะ กระทบกระทั่งกัน เรายังไม่รู้จักกันเลย แต่ก็อยากจะขอโทษเขาด้วย ที่ตนได้ล่วงเกินอะไรเขาไป ได้ทำร้ายร่างกายเขาไป ต่างคนต่างก็มีบาดแผล แล้วตนก็ทำให้เขาเกิดความทุกข์ในชีวิต ทั้งที่ไม่ควรต้องเจอเลย

สิ่งที่อยากจะขอคือ อยากขอโอกาสสังคม ขอโอกาสให้ เป๊ก ผลิตโชค ได้ขอโทษทุกๆ คนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้ ยืนยันว่าจะไม่หนีไปไหน และหากหายดี จะไปขอโทษทุกคนด้วยตัวเอง

เป๊กยังบอกอีกว่า บทเรียนเหล่านั้นที่ตนทำลงไป ตนได้รับกรรมเรียบร้อยแล้ว ไม่อยากจะเป็นคนไม่ดีแบบนั้น ขออนุญาตแก้ตัวใหม่ ให้สังคมช่วยยกโทษให้ด้วย ตอนนี้รู้สึกผิดมาก.

ขอบคุณภาพจาก: White Music

‘เป๊ก ผลิตโชค’ อัดคลิปขอโทษสังคม-คู่กรณี เผยตอนนี้ได้รับกรรมจากสิ่งที่ทำแล้ว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ เป๊ก ผลิตโชค ทำให้หลายคนเกิดคำถามถึงเรื่องของการดื่มแอลกอฮอล์และการควบคุมตนเอง การขอโทษครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เป๊ก ผลิตโชค ขอโอกาสจากสังคม

หลังจากเกิดเรื่องราวมากมาย เป๊ก ผลิตโชค ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และคู่กรณีทุกฝ่าย การขอโทษครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตัวเขาเองและคนอื่นๆ ในสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ เป๊ก ผลิตโชค เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง การควบคุมสติและการยับยั้งชั่งใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และรักษาความปลอดภัยของทั้งตัวเองและผู้อื่น

การออกมาขอโทษของ เป๊ก ผลิตโชค แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่จะยอมรับผิด และความตั้งใจที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเอง การให้โอกาสจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาด และกลับมาเป็นคนที่ดีขึ้นในสังคม

ที่มา – ‘เป๊ก ผลิตโชค’ อัดคลิปขอโทษสังคม-คู่กรณี เผยตอนนี้ได้รับกรรมจากสิ่งที่ทำแล้ว