ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กวาดล้างพระทำผิดกฎหมายทั่วประเทศ – ความร่วมมือระหว่างสำนักพุทธฯ กับตำรวจเพื่อฟื้นความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา

กวาดล้างพระทำผิดกฎหมายทั่วประเทศ อย่างจริงจังด้วยความร่วมมือ 100%

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดปฏิบัติการสำคัญในการกวาดล้างพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย โดยมีการลงพื้นที่กว่า 200 จุดทั่วประเทศ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดของการกวาดล้างและการจับกุม

โดยมีเป้าหมายที่ 181 ราย แบ่งเป็นพระสงฆ์ 154 รูป และผู้ที่เคยบวชแต่ลาสิกขาแล้ว 27 ราย

ผลปรากฏว่าสามารถจับกุมได้แล้วถึง 154 คน กระจายอยู่ในพื้นที่ 73 จังหวัด หลายคนยอมรับสารภาพ แต่ก็มีบางรายที่ยังคงหาที่พึ่งในผ้าเหลือง ซึ่งในประเด็นนี้ มหาเถรสมาคมได้ออกกฎใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา โดยกำหนดให้ระยะเวลาการลาสิกขาไม่ต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี แต่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาเพียง 10 วัน เพื่อให้สามารถนำตัวพระสงฆ์ที่ทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว

สำนักพุทธฯ ยืนยันให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ 100%

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่าสำนักพุทธฯ ให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ในการดำเนินการกวาดล้างพระทำผิดกฎหมายทั่วประเทศ พร้อมให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมายต่อไป

ความเชื่อมโยงของข้อมูลและยุทธวิธีการทำงาน

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่าทีมงานได้รวบรวมข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยังกลุ่มบุคคลที่แฝงมาในคราบของพราหมณ์หรือพระสงฆ์ที่ไม่มีศีลธรรมจริง และนั่นทำให้การกวาดล้างพระทำผิดกฎหมายในครั้งนี้มีความแม่นยำสูง

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับในส่วนของศูนย์ป้องกันปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา รวมถึงประชาชนทั่วไปเพื่อให้งานนี้เป็นไปอย่างรอบด้าน แต่ยังคงมีความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย

ป้องกันการฟอกเงินและการหลบหนี ร่วมมือกับหน่วยงานสากล

ไม่เพียงแค่จับในประเทศ หน่วยงานร่วมมือกับ ปปง. พร้อมตรวจสอบกรณีการฟอกเงิน หรือการหลบหนีออกนอกประเทศของบุคคลที่แอบใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบัง โดยชี้ว่ากฎหมายสามารถดำเนินคดีไม่ว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีไปที่ใด

ในส่วนของแรงจูงใจหลัก พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากนั้นจึงพยายามหลบซ่อนตัวด้วยการบวชเป็นพระ ซึ่งควบคุมยากหากไม่มีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานอย่างจริงจัง

สำนักพุทธฯ เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ หลังเคยถูกครหาว่าขาดความโปร่งใส

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสงสัยว่า ทำไมรอบนี้สำนักพุทธฯ จึงเปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างมีความโปร่งใส นายบุญเชิด กล่าวว่า ข้อมูลที่เป็นความผิดทางอาชญากรรมได้ถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางกฎหมาย แต่หากเป็นความผิดทางวินัย ก็จะถูกจัดการภายในระบบศาสนาแบบเหมาะสม

ยุทธวิธีใหม่และมาตรการชัดเจน

สำหรับยุทธวิธีการปฏิบัติการครั้งนี้ ได้มีการทำข้อตกลงใหม่ที่ชัดเจนกับสำนักพุทธฯ

กล่าวคือ… หากมีพระในพื้นที่จังหวัดใดทำผิดเกิน 3 รูป ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ในพื้นที่นั้นจะต้องถูกย้ายออก เช่นเดียวกันกับมาตรการทางตำรวจ เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบและความเข้มงวดในการกำกับดูแลพระในพื้นที่

นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ของความพยายามฟื้นพระพุทธศาสนา โดยการกวาดล้างพระทำผิดกฎหมายครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าอย่างจริงใจเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้กับพุทธศาสนิกชน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ศรัทธาในการทำบุญ และบริจาคเงินถวายพระ คุณไม่ควรมองข้ามกิจกรรมเช่นนี้ เพราะนี่คือความพยายามสร้างวัดที่น่าเลื่อมใส ไม่เพียงแค่ในรูปภาพมั่นคง แต่ยังมีคุณภาพอย่างแท้จริง

ช่วยกันเฝ้าระวังและการสนับสนุนการจัดระเบียบ คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรใส่ใจ

ที่มา – กวาดล้างพระทำผิดกฎหมายทั่วประเทศ สำนักพุทธฯ ยันให้ความร่วมมือตร.100%

‘ญาณิกา’ ลงพื้นที่สระแก้ว เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบสิ่งของเจ้าหน้าที่

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณญาณิกา เทียนทอง ได้เดินทางไปยังจังหวัดสระแก้ว เพื่อเยี่ยมเยียนและมอบกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว การเยี่ยมครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การให้กำลังใจเท่านั้น แต่ยังมีการมอบสิ่งของและเครื่องดื่มเพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมผู้ปฏิบัติงานด้วย

‘ญาณิกา’ ลงพื้นที่สระแก้ว เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบสิ่งของเจ้าหน้าที่

จากข้อมูลที่ได้รับ คุณญาณิกา เทียนทอง ซึ่งเป็นภริยาของ นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว เขต 3 และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าร่วมกิจกรรมเชิงรุกในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กิจกรรมดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง และ อ.ตาพระยา เพื่อสัมผัสสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมในการประสานงานเพื่อความปลอดภัยของชุมชน

การลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงประชาชน

นอกจากการมอบสิ่งของให้กับเจ้าหน้าที่แล้ว คุณญาณิกายังได้มีโอกาสเข้ารับฟังรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปสู่แนวทางในการให้ความช่วยเหลือและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมระดับฐานราก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นด้านความปลอดภัยและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด

ภายใต้บริบทนี้ ‘ญาณิกา’ ลงพื้นที่สระแก้ว ไม่เพียงแค่เป็นการให้กำลังใจเท่านั้น แต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่หน้างานอย่างแท้จริง อีกทั้งยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งควรจะมีระบบการแจ้งเตือนที่รวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและทันเวลา

เน้นความร่วมมือและความมั่นคงของชุมชน

  • ติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด
  • ประสานงานระหว่างหน่วยงานและชุมชน
  • เตรียมความพร้อมของศูนย์รับแจ้งเตือน
  • ร่วมวิเคราะห์เทคนิคการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ตลอดการลงพื้นที่ คุณญาณิกายังได้พบปะกับผู้นำท้องถิ่นและชุมชน เพื่อรับฟังข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน การรับฟังข้อมูลจากกลุ่มเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนช่วยเหลือรัฐบาล

‘ญาณิกา’ ให้ความสำคัญในการลงพื้นที่เพื่อ รับฟังปัญหาและร่วมทำงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมในระดับชุมชนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ด้วยบทบาทที่ชัดเจนและการทำงานอย่างเป็นระบบ เราจึงต้องชมว่า ‘ญาณิกา’ ลงพื้นที่สระแก้วอย่างเต็มใจ สิ่งนี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และก่อให้เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งที่น่ายินดีคือ การเข้าถึงพื้นที่อย่างใกล้ชิดจะช่วยเชื่อมโยงการทำงานระหว่างระดับนโยบายและระดับปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังติดตามข่าวภาคสนามที่มีความหมายและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ขอแนะนำว่าควรติดตามความเคลื่อนไหวของ ‘ญาณิกา’ กับบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและการมีส่วนร่วมของสังคมแบบนี้ใกล้ชิด

ที่มา – ‘ญาณิกา’ ลงพื้นที่สระแก้ว เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบสิ่งของเจ้าหน้าที่

คนไทยเชื้อสายเวียดนาม ส่งมอบสิ่งของให้ทหารหาญชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่กองบังคับการกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน.3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม มีเหตุการณ์น่าประทับใจเกิดขึ้น เมื่อเหล่าคนไทยเชื้อสายเวียดนามนำโดยนายสุวิบูลย์ พงษ์จิรวัฒนา นายกสมาคมไทย-เวียดนาม ร่วมกับนายศิวรัตน์ ตันติพัฒกุลชัย อดีตนายกสมาคมฯ ได้นำคณะมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับทหารหน่วยรักษาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจ

โดยสิ่งของที่มอบมาประกอบด้วย บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง แก๊สบรรจุกระป๋อง น้ำปลา และน้ำเต้าหู้ขวด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80,000 บาท สิ่งเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญมากในบริเวณแนวชายแดน ที่ซึ่งทหารต้องดำรงชีวิตในสภาวะที่มีข้อจำกัด ร.อ.นนทะลักษณ์ จิตอามาตย์ รักษาการแทนผู้บัญชาการกองพันทหารระดับดังกล่าว ได้รับมอบของในฐานะตัวแทน พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณในน้ำใจอันเต็มเปี่ยม

น้ำใจคนไทยเชื้อสายเวียดนาม และภารกิจสำคัญตามแนวชายแดน

ถือเป็นความประทับใจที่เหล่าคนไทยเชื้อสายเวียดนามรวมตัวกันระดมทุน และรวบรวมสิ่งของบริจาคเพื่อส่งมอบให้หน่วยทหาร โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีชาวไทยทุกพื้นที่ให้การสนับสนุน

ความต้องการจำเป็นของทหารในแนวหน้า

ในขณะนี้ กลุ่มสิ่งของที่สำคัญและขาดไม่ได้คือแก๊สบรรจุกระป๋อง ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานในบังเกอร์ รวมถึงยาทากันยุง และหน้ากากอนามัยที่ทหารชายแดนจำเป็นต้องใช้อย่างมาก ล่าสุดรายงานข่าวระบุถึงการไม่สามารถกู้ศพทหารกัมพูชาได้จากฝั่งตรงข้าม ส่งผลให้เกิดกลิ่นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของทหารไทย

การที่หลายคนในภาคประชาสังคมแสดงออกถึงความห่วงใย เป็นกำลังใจ และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกคนเห็นภาพของความรักประเทศชาตินอกจากนี้ ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามยังได้ร่วมกันบริจาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้หน่วยงานรัฐและเอกชนต่างๆ

สรุป: การรวมตัวของคนไทยเชื้อสายเวียดนามในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของความสามัคคี และน้ำใจที่มอบแก่เหล่าทหารผู้เสียสละ ที่ยืนหยัดปกป้องคนทั้งประเทศจากแนวหน้าชายแดน แม้ไม่ได้อยู่เบื้องหน้าอย่างสื่อมวลชน แต่พวกเขาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างพลังใจให้กับทหารผ่านสิ่งของที่จำเป็นและมีความหมายเช่นนี้

  • บะหมี่สำเร็จรูป – อาหารหลักยามลำบาก
  • ปลากระป๋อง – แหล่งโปรตีนที่เก็บไว้ได้นาน
  • แก๊สกระป๋อง – ใช้ในบัสเกอร์เพื่อประกอบอาหาร

ศอ.บต.นำคณะ NCIA มาเลเซียเยือนชายแดนใต้ หนุนความร่วมมือพัฒนาภูมิภาคกับไทย

ศอ.บต.นำคณะ NCIA มาเลเซียเยือนชายแดนใต้ หนุนความร่วมมือพัฒนาภูมิภาคกับไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ได้เปิดโอกาสให้คณะเจ้าหน้าที่จาก NCIA (Northern Corridor Implementation Authority) ประเทศมาเลเซีย เข้าเยือนพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมระหว่างสองประเทศ โดยคณะ NCIA ได้เดินทางมาเยี่ยมชมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล ระหว่างวันที่ 3 – 7 สิงหาคม 2568 พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อรองานร่วมกันในอนาคต

บทบาทของ ศอ.บต. และ NCIA ในการผลักดันความร่วมมือ

การเยือนครั้งนี้จัดขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงและเสริมสร้างพื้นที่ชายแดนใต้ของไทยให้เติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน โดยนายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในนามของ ศอ.บด.ได้กล่าวถึงเป้าหมายหลักของการประชุมว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมมือกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือของมาเลเซีย ที่ได้รับการส่งเสริสนและสามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกไว้ได้อย่างมาก ถึงแม้จะไม่ได้ติดกับชายแดนไทย แต่ก็สามารถสร้างโอกาสให้สองประเทศร่วมกันกำหนดกลยุทธ์เพื่อความยืดยงในระยะยาว

  • เน้นการเปิดเส้นทางบินระหว่างนราธิวาสกับมาเลเซีย
  • ส่งเสริมบทบาทของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ในการสร้างแรงงานทักษะสูง
  • ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟและสะพานเชื่อม

การพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ในพื้นที่ภาคใต้

ในวันแรกของการเยือนคณะได้ร่วมประชุมและรับฟังการนำเสนอโครงการขนาดใหญ่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เช่น แผนพัฒนาโครงการการรถไฟแห่งประเทศไทย แผนปรับปรุงท่าอากาศยานนราธิวาส และโครงการสะพานคู่ข้ามแม่น้ำโก-ลก ซึ่งมีด่านพรมแดนต่อเนื่องกับรัฐกลันตันของมาเลเซีย จากนั้นคณะได้เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และรับฟังเกี่ยวกับหลักสูตรเกษตรกรแบบส่งเสริมอาชีพ และการฝึกอบรมช่างเทคนิคในสาขาที่มีความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบราง อากาศยาน และระบบอัตโนมัติ เพื่อรองานพัฒนาด้านทรัพยากรบุคคล

การเดินทางเยือนครั้งนี้นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ ยังเปิดทางใหม่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแผนพัฒนาระหว่างหน่วยงานในเมืองไทยกับมาเลเซียเพื่อให้เกิดการเติบโตแบบกระจายศูนย์กลาง ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์หลากหลายด้าน ทั้งการศึกษา การขนส่ง และโอกาสในการทำงานที่เพิ่มขึ้น

ที่มา – ศอ.บต.นำคณะ NCIA มาเลเซียเยือนชายแดนใต้ หนุนความร่วมมือพัฒนาภูมิภาคกับไทย

บิ๊กเล็กร่วมงานครบรอบ 138 ปี จปร. พล.อ.ณัฐพลร่วมเต็ง รมว.กลาโหมร่วมด้วย

บิ๊กเล็กร่วมงานครบรอบ 138 ปี จปร. พล.อ.ณัฐพลร่วมเต็ง รมว.กลาโหมร่วมด้วย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ได้จัดพิธีวันพระราชทานกำเนิดครบ 138 ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีบุคคลสำคัญจากแวดวงทหารและรัฐบาลเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 31 ที่มาร่วมวางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ห้องพระบารมีปกเกล้า ภายในกองบัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

บรรยากาศภายในพิธีวันสถาปนาจปร.

ในช่วงเช้ามีฝนตกลงมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีแต่อย่างใด โดยตลอดพิธีมีการจัดแสดงมุทิตาจิตให้กับอดีตครูอาจารย์ รวมถึงนายทหารที่เคยทำหน้าที่ปกครอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องในแวดวงทหารไทยอย่างชัดเจน

พล.อ.ณัฐพลร่วมเต็งและรัฐมนตรีใกล้ชิด

นอกจากการร่วมพิธี พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงการมางานครบรอบ 138 ปี จปร. ไว้ว่ารู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มอบกำลังใจให้กับผู้บัญชาการทหารบก และเน้นประเด็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของกองทัพ โดยระบุว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ รวมทั้งได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อเร่งรัดแนวทางดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

พล.อ.เฉลิมพล กับตำแหน่งรมว.กลาโหมในอนาคต

หนึ่งในประเด็นสำคัญในงานคือการที่ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เข้าร่วมกับพิธีเช่นกัน โดยคาดว่าเขาอาจมีโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเดือนกันยายนนี้ หลังจากครบกำหนด 2 ปีของการเว้นวรรคทางการเมือง

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เพียงสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวในแวดวงทหาร แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงแผนการปรับเปลี่ยนนำทัพในอนาคตอย่างชัดเจน จากการสนับสนุนที่รัฐบาลมอบให้กับกองทัพอย่างเต็มที่

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในวงการทหารไทย งานครบรอบ 138 ปี จปร. นับเป็นโอกาสที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับสูง ที่มาพร้อมการเตรียมความพร้อมของกองทัพเพื่ออนาคตที่มั่นคง

ที่มา – บิ๊กเล็กร่วมงาน 138 ปีวันสถาปนาจปร. พล.อ.ณัฐพลร่วมเต็ง รมว.กลาโหมร่วมด้วย

กต.โต้ ‘กัมพูชา’ อ้างไทยลอบสังหาร ‘ฮุน เซน –ฮุน มาเนต’ ชี้ข้อกล่าวหาไม่สร้างสรรค์

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ข่าวสะเทือนขวัญเกี่ยวกับข้อกล่าวหาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศกัมพูชาที่อ้างว่าประเทศไทยมีแผนจะลอบสังหารผู้นำของกัมพูชา ได้แก่ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างความไม่สงบให้วงการทูตระหว่างประเทศสองชาติ โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยได้ออกมายืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างเด็ดขาด พร้อมชี้แจงว่าข้ออ้างเหล่านี้ไม่มีเหตุผลรองรับแต่อย่างใด

กต.แจงกรณีกัมพูชาอ้างข่าวกรองต่างประเทศ

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการระบุชัดเจนถึงข้อกล่าวหาที่รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชาอ้างอิงจากแหล่งข่าวกรองต่างประเทศ โดยย้ำว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงเลย และมีเป้าหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของไทยโดยเฉพาะ

ทำไมข้อกล่าวหาถึงไม่มีมูล?

เหตุผลหลักที่การกล่าวหารายงานต่าง ๆ เหล่านี้ถูกแย้งว่าไม่มีมติไม่สร้างสรรค์ เนื่องจากในเวลานี้ ไทยและกัมพูชาอยู่ระหว่างการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GB3) เพื่อแก้ไขข้อพิพาทและคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนโดยสันติวิธี การมุ่งปล่อยข่าวปลอมในช่วงเวลานี้จึงมีแนวโน้มที่จะทำลายบรรยากาศการเจรจาและความสัมพันธ์ที่พยายามสร้างมาอย่างยาวนาน

กต.โต้ ‘กัมพูชา’ อ้างไทยลอบสังหาร ‘ฮุน เซน –ฮุน มาเนต’ ชี้ข้อกล่าวหาไร้เหตุ

การประชุมของ GB(3) เป็นความพยายามทางการทูตที่สำคัญและสะท้อนน้ำใจและความจริงใจของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การสร้างข่าวเท็จที่ไม่มีมูลความจริงใด ๆ เลย ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่ามีบางฝ่ายต้องการจุดชนวนความตึงเครียดมากกว่าจะมุ่งหาจุดร่วม

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับโซเชียลมีเดีย

  • ความเร็วในการกระจายข่าวสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงทุกคนได้ง่าย ข่าวลือสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อความเชื่อมั่นระหว่างชาติได้อย่างรุนแรง
  • การควบคุมผลกระทบ: การที่ทางการต่างประเทศต้องออกมาโต้แย้งข่าวดังกล่าวอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่จำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์: การให้ความรู้ประชาชนผ่านช่องทางที่ถูกต้องกับการตอบโต้ข่าวปลอมด้วยข้อมูลจริง เป็นวิธีการสำคัญที่สร้างความโปร่งใสและไม่ตื่นตระหนก

บทสรุป: จริงกับเท็จควรถูกแยกแยะเพื่อรักษาสันติ

สถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน การบิดเบือนข่าวด้วยเจตนาบางอย่างถือเป็นการทำลายความไว้วางใจที่ทั้งสองฝ่ายสร้างมาตลอดหลายทศวรรษ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ข่าวสารที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ข่าวตามโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องกำหนดนโยบาย

ผู้อ่านทั้งหลาย ควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เสมอ และควรระมัดระวังการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการตีความผิด และไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม ด้วยการเคารพแหล่งที่มาและข้อมูลแบบตรวจสอบได้ เราจึงจะสามารถติดตามเทรนด์ข่าวได้อย่างมีวิจารณญาณและปลอดภัย

ที่มา – กต.โต้ ‘กัมพูชา’ อ้างไทยลอบสังหาร ‘ฮุน เซน –ฮุน มาเนต’ ชี้ข้อกล่าวหาไม่สร้างสรรค์

แกร็บเผยยอดเดลิเวอรีกลุ่มเอ็กซ์แพตเติบโต 50% ข้าวผัด-ข้าวมันไก่เป็นเมนูยอดฮิตของชาวต่างชาติ

ชาวเอ็กซ์แพตเลือกแกร็บมากขึ้น 50% พร้อมสั่งข้าวผัด-ข้าวมันไก่สูงสุด

ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของชาวต่างชาติที่เข้ามาพักอาศัยและทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มเอ็กซ์แพตและดิจิทัลโนแมดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายงาน Thailand Migration Report 2024 พบว่าปัจจุบันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศมากถึง 5.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 8%

แกร็บ ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือลูกค้าสำคัญ เพราะมีกำลังซื้อสูง ต้องการบริการส่งถึงที่ที่มีคุณภาพและหลากหลาย โดยเฉพาะบริการ แกร็บฟู้ด และ แกร็บมาร์ท ที่มียอดใช้บริการเติบโตถึง 50% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (กรกฎาคม 2567 – มิถุนายน 2568) ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดสำคัญที่บริษัทต้องมีกลยุทธ์รองรับให้ดียิ่งขึ้น

ความต้องการที่หลากหลายของชาวต่างชาติ

นอกจากความเร็วและความแม่นยำของบริการ การสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ แกร็บจึงได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่อย่าง ‘One Click Translation’ ที่นำเทคโนโลยี GenAI มาช่วยแปลเมนูอาหารและรายละเอียดของร้านค้าได้ถึง 9 ภาษา ซึ่งช่วยให้ร้านอาหารเล็กๆ หรือ SME ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มชาวต่างชาติได้ง่ายขึ้นและเพิ่มโอกาสในการขาย

  • ชาวอเมริกัน
  • ชาวอังกฤษ
  • ชาวจีน
  • ชาวเกาหลี
  • ชาวญี่ปุ่น

เป็นกลุ่มผู้ใช้บริการหลักของแกร็บที่มักจะอาศัยอยู่ในเมืองหลักอย่าง กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, เชียงใหม่, พัทยา และ หัวหิน และมักสั่งฟู้ดเดลิเวอรีจากบริการที่ตอบโจทย์เรื่องการแปลเมนูและราคาที่เหมาะสม

ข้าวผัดและข้าวมันไก่ คือเมนูอาหารยอดนิยมของชาวเอ็กซ์แพต

แม้ว่าวัฒนธรรมอาหารของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่ชาวต่างชาติจำนวนมากโดยเฉพาะคนที่อยู่แบบระยะยาวหรือทำงานทางไกล (ดิจิทัลโนแมด) ก็ยังนิยมสั่งอาหารไทยแบบพื้นฐานที่หาทานได้ง่าย อย่าง ข้าวผัด ที่มียอดสั่งกว่า 627,000 จานต่อปี ตามมาติดๆ ด้วย ข้าวมันไก่ ที่มียอดสั่งมากกว่า 326,000 จานต่อปี และเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชาไทย ที่มียอดขายสูงถึง 127,000 แก้วต่อปี

การใช้งานบริการ pick-up และ drop-off จากเอ็กซ์แพต

สำหรับการเดินทาง กลุ่มเอ็กซ์แพตมีความชื่นชอบในการใช้บริการ แกร็บคาร์ และ จัสแกร็บ กว่าสองในสามส่วน ในขณะที่การขนส่งด้วยรถจักรยานยนต์ผ่านบริการ แกร็บไบค์ ก็เติบโตขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

แกร็บยังคงเห็นแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ และกำลังพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของกลุ่มดิจิทัลโนแมดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มบริการที่ช่วยให้พวกเขาพูดคุยกับเจ้าของร้านค้าได้โดยตรงผ่านการแปลภาษาอัตโนมัติ และประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นแบบไทยๆ ได้ง่ายขึ้น

แกร็บกำลังเปลี่ยนตัวเองเป็นมากกว่าแอปเรียกรถและสั่งอาหาร เป็น Digital Lifestyle Platform ที่ผู้คนจากทั่วโลกเลือกใช้เพื่อเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและสร้างความสัมพันธ์ได้ดียิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือกำลังวางแผนต้อนรับลูกค้าต่างชาติ แล้วอยากเปิดโอกาสให้ร้านตัวเองเติบโตคุณควรเริ่มใช้ฟีเจอร์ ‘One Click Translation’ ของแกร็บ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม

ที่มา – แกร็บเผยยอดเดลิเวอรีกลุ่มเอ็กซ์แพตเติบโต 50%

ตร.หิ้วหนุ่มฆ่าแม่โบกปูนอำพรางฝากขังศาล สีหน้าเรียบเฉย เผยสงสารแม่มาก

คดีสะเทือนขวัญ: ลูกชายฆ่าแม่โบกปูนอำพราง

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ได้เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น เมื่อลูกชายอายุ 33 ปี ซึ่งมีอาการป่วยทางจิตใจ เข้ามอบตัวกับตำรวจ สน.ร่มเกล้า โดยสารภาพว่าได้ฆ่าแม่ของตนเอง อายุ 73 ปี แล้วนำศพไปซ่อนไว้ภายในบ้านย่านลาดกระบัง ก่อนที่จะโบกปูนปิดอำพรางศพไว้เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์

คดีรายละเอียดเป็นอย่างไร?

หลังจากตำรวจได้รับแจ้งจากลูกชายเอง เจ้าหน้าที่จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และพบว่ามีเรื่องจริงตามที่ลูกชายได้เล่าไว้ โดยเขาได้รับสารภาพว่าก่อเหตุดังกล่าวเพราะไม่สามารถทนคำพูดที่มักจะถูกต่อว่าจากแม่ได้ เนื่องจากแม่เป็นคนขี้บ่น ทำให้เขาเกิดความรำคาญ ก่อนจะเกิดการลงมือด้วยการใช้มือบีบรัดคอจนแม่เสียชีวิต

ปฏิกิริยาจากเพื่อนบ้านและครอบครัว

ท่ามกลางความสลดใจของสังคมในครั้งนี้ เพื่อนบ้านของผู้ก่อเหตุได้มาเยี่ยมและมอบข้าวต้ม กาแฟ รวมถึงขนมขบเคี้ยวให้กับผู้ก่อเหตุ โดยพวกเขาเล่าว่าลูกชายคนนี้เป็นคนนิสัยดี ขยัน และมีจิตใจอ่อนโยน แต่อธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลจากการกระทำที่เกินความอดทน หรือความเครียดสะสมจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

แม้จะไม่ได้พูดคุยกับผู้ก่อเหตุโดยตรง แต่เพื่อนบ้านเผยว่าอยากให้สังคมไม่ตัดสินเขามากจนเกินไป และคิดว่าเรื่องนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ลูกชายถูกควบคุมตัวและส่งฝากขังศาล

พนักงานสอบสวนได้คุมตัวชายผู้ก่อเหตุส่งฝากขังที่ศาลอาญามีนบุรี ในข้อหายากร้ายแรง คว่า “ฆ่าบุพการีโดยเจตนา, กระทำเพื่อปิดบังการเสียชีวิต” โดยผู้ก่อเหตุมีสีหน้าเรียบเฉยตลอดเวลาที่ถูกนำตัวออกจากห้องควบคุม

ขณะที่นักข่าวสอบถามว่า “คุณไม่สงสารแม่เหรอ?” ชายผู้นี้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “สงสารมาก” ก่อนเดินขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าไปยังศาลทันที

บทลงโทษทางกฎหมายในกรณีลักษณะนี้

ในทางกฎหมายไทย การฆ่าพ่อแม่เป็นความผิดร้ายแรงที่กฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้อย่างเข้มงวด กรณีของ หากเป็นเจตนาฆ่าชัดเจน ก็อาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ และข้อหาซ่อนเร้นหรืออำพรางศพยิ่งทำให้ความผิดขั้บซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

เชื่อว่าไม่มีเจตนา แต่เป็นผลจากวิกฤตจิตใจ

แม้ผลการลงมือจะรุนแรง แต่ตำรวจและพนักงานสอบสวนยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบคำสารภาพว่า ความรู้สึกผิดปกติทางจิตและภาวะเครียดที่สะสม อาจเป็นสาเหตุหลักของการกระทำในครั้งนี้ แม้ว่ามือจะลงโทษจากกฎหมาย แต่ สะท้อนให้เห็นปัญหาทางสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ป่วยที่อาจไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

ในสังคมที่เราต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนทั้งจากครอบครัวและสังคม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – ตร.หิ้วหนุ่มฆ่าแม่โบกปูนอำพรางฝากขังศาล สีหน้าเรียบเฉย เผยสงสารแม่มาก

โปรจีโน ขอบคุณแรงใจแฟนๆ ขึ้นมือ1โลก พร้อมประกาศเดินหน้ารักษาแชมป์

ถือเป็นข่าวดีที่สุดในวงการกอล์ฟไทย เมื่อ โปรจีโน อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟดาวรุ่งวัย 22 ปี สร้างประวัติศาสตร์กลับมารั้งตำแหน่งมือ 1 โลกอีกครั้ง หลังจากแซงหน้า เนลลี คอร์ดา โปรสาวอเมริกันที่ครองบัลลังก์มายาวนานถึง 17 เดือน เธอเผยความรู้สึกขอบคุณแฟนคลับอย่างจริงใจที่ส่งกำลังใจสนับสนุนไม่หยุด ทำให้สามารถทำผลงานยอดเยี่ยมจนขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการได้สำเร็จ นับเป็นช่วงเวลาที่น่าภูมิใจไม่ใช่แค่สำหรับตัวนักกอล์ฟแต่เพียงอย่างเดียว แต่คือความสำเร็จของทีมงานทั้งครอบครัวและแฟนๆ ที่ช่วยผลักดันทีละก้าว

โปรจีโน ขอบคุณแรงใจแฟนๆ ขึ้นมือ1โลก

ในปี 2022 โปรจีโน เคยครองตำแหน่งมือ 1 โลกได้เพียง 2 สัปดาห์ แต่ครั้งนี้เธอกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยผลงานสุดปังในฤดูกาล 2025 ที่คว้าแชมป์มาครองแล้ว 1 รายการ พร้อมครองตำแหน่งรองแชมป์ 2 ครั้ง และติดท็อป 5 ถึง 4 รายการ เรียกว่าเป็นสถิติที่ทุบความคาดหมาย เพราะแม้ปีนี้จะมีคู่แข่งฝีมือดีมากมาย แต่เธอก็ยังยืนหยัดอยู่ในท็อป 10 ได้ถึง 8 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนครั้งที่มากที่สุดในแอลพีจีเอ ทัวร์ นับเป็นการยืนยันว่า ‘โปรจีโน’ ไม่ใช่แค่ดาวรุ่งชั่วคราว แต่คือผู้เล่นระดับตำนานที่กำลังเติบโต

ทำไมโปรจีโนถึงกลับมาผงาดได้อีกครั้ง?

หากถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ ต้องยอมรับว่าการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการฝึกซ้อมคือกลยุทธ์สำคัญของโปรจีโน เธอใช้ TrackMan และ Golf Sense วิเคราะห์ทุกจังหวะการตี ปรับท่านวัดตามข้อมูลเรียลไทม์ บวกกับการฝึกสมาธิผ่านแอปพลิเคชัน MindGym ซึ่งช่วยให้เธอเก็บอารมณ์ได้แม้ในวันที่สภาพแวดล้อมกดดันสูง ไม่เพียงเท่านี้ แฟนๆ ทั่วโลกยังเป็นพลังสำคัญผ่านการส่งข้อความสนับสนุนผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้เธอรู้สึกว่า ‘ไม่ได้แข่งคนเดียว’

อาฒยา ฐิติกุล หรือ โปรจีโน ให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันรู้สึกขอบคุณมากที่ได้ขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกเป็นครั้งที่สอง แต่นี่ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของครอบครัว ทีมงาน และเพื่อนๆ ยังไม่รวมถึงแรงสนับสนุนอันยอดเยี่ยมที่ได้รับจากแฟนๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก มีนักกอล์ฟฝีมือเยี่ยมมากมายที่ลงแข่งขันทุกสัปดาห์ และฉันจะทำงานหนักที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งของการแข่งขัน” ถ้อยคำนี้แสดงให้เห็นว่ากว่าจะขึ้นมือ 1 โลกได้ ต้องใช้ทั้งทักษะและทีมที่แข็งแรง

สรุปผลงานฤดูกาล 2025 ที่ไม่พูดถึงไม่ได้

  • แชมป์ 1 รายการ ที่สนามใหญ่ระดับเวิลด์คลาส
  • รองแชมป์ 2 ครั้ง แสดงถึงความสม่ำเสมอในการแข่งขัน
  • ติดท็อป 5 ถึง 4 ครั้ง พิสูจน์ความแข็งแกร่งในเกมต่อเนื่อง
  • นำเรซ ทู เดอะ ซีเอ็มอี โกลบ ด้วยคะแนน 2,204.950 คะแนน

ไม่แปลกที่แฟนกอล์ฟจะชื่นชม โปรจีโน ไม่เพียงเพราะฝีมือ แต่เพราะบุคลิกภาพที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เธอไม่เคยหยุดพัฒนาด้วยการเรียนรู้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ และรับฟังความคิดเห็นจากแฟนคลับผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ที่นักกีฬารุ่นใหม่มักใช้ เชื่อมต่อแรงสนับสนุนให้กลายเป็นพลังงานเชิงบวกในการแข่งขัน

สิ่งที่น่าจับตามองคือ การใช้ AI ในการวิเคราะห์สภาพลมและกรีน ซึ่งโปรจีโนนำมาปรับใช้จนเห็นผลชัดเจนในทัวร์นาเมนต์ล่าสุด เทคโนโลยีนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดเวลาตีไกลได้แม่นยำ สะท้อนถึงเทรนด์วงการกีฬาที่ผสาน ‘สมองกล’ กับทักษะมนุษย์ให้ลงตัว หากมองในมุมกว้าง ความสำเร็จของโปรจีโนคือบทเรียนว่าการยอมรับนวัตกรรมไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์หายไป แต่ช่วยเสริมให้เราแข็งแกร่งขึ้น! อย่าลืมว่า ‘โปรจีโน ขอบคุณแรงใจแฟนๆ ขึ้นมือ1โลก’ คือชัยชนะที่สร้างจากความรักและเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกัน

สำหรับแฟนกอล์ฟมือใหม่ เราขอแนะนำให้ศึกษาวิธีการฝึกซ้อมแบบโปรจีโน เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง และสัมผัส ‘กำลังใจจากผู้คนรอบตัว’ เพราะนี่คือสูตรลับที่จะพาคุณก้าวไกล โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียช่วยทลายกำแพงระหว่างนักกีฬากับผู้สนับสนุน ถ้าคุณกำลังคิดจะเริ่มต้นเล่นกอล์ฟ ลองเริ่มจากแอป SwingU ที่โปรจีโนใช้ฝึกเอง แล้วเห็นผลจริง! ปี 2025 เป็นปีทองของวงการกอล์ฟไทย อย่าลืมส่งแรงเชียร์ให้นักกีฬาลูกน้ำใจเช่นนี้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป

โปรจีโนไม่เพียงขึ้นมือ 1 เธอยังพิสูจน์แล้วว่า กำลังใจจากแฟนๆ คือเครื่องยนต์ ที่ทำให้เธอวิ่งเร็วขึ้น คราวนี้ไม่ใช่แค่ขึ้นชื่อว่า ‘มือ 1’ แต่คือการยืนยันว่าคนไทยก้าวสู่เวทีโลกได้ด้วยการผสมผสานทักษะพื้นฐานและนวัตกรรมยุคใหม่ ต่อจากนี้ไป วงการกอล์ฟโลกจะต้องจับตาผลงานของเธออย่างใกล้ชิดแน่นอน!

ที่มา – “โปรจีโน” ขอบคุณแรงใจแฟนๆขึ้นมือ1โลก

เจ้าของ รร.แฉยับ ‘นักร้อง ป.’ เมาโวยวีนแตก ฉุนเช็กเอาต์ตอนเย็นแต่จะขอกินอาหารเช้า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนกลับมาเป็นกระแสดังสนั่นโซเชียลอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าของโรงแรมคนหนึ่งได้โพสต์เรื่องราวของนักร้องชื่อย่อ ป. ที่สร้างความฮือฮาและความไม่พอใจให้กับผู้ให้บริการอย่างมาก โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์ของการเข้าพัก ที่ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า นักร้องคนนี้คือใครกันแน่

เจ้าของ รร.แฉยับ ‘นักร้อง ป.’ เมาโวยวีนแตกจริงหรือ?

จากโพสต์ที่ถูกเผยแพร่เมื่อปี 2558 โดยเจ้าของโรงแรมรายหนึ่ง ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าถึงการเข้าพักของนักร้องชื่อดังที่ใครหลายคนรู้จักดี แต่ไม่สามารถระบุชื่อได้ชัดเจน เพราะชื่อเล่นขยี้อักษรเพียงตัวเดียว คือ ป.

เรื่องทั้งหมดกลายเป็นประเด็นเดือดในโลกออนไลน์ เมื่อเจ้าของโรงแรมระบุว่าก่อนหน้าคดิสต์อยู่ในโรงแรม นักร้อง ป. เมาแล้วยังมาขอรับอาหารเช้าแม้จะเพิ่งเช็กอินเมื่อตอนเช้า และยังปฏิเสธที่จะเข้ารับกฎของที่พักอย่างเป็นทางการ จนเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง

เหตุผลที่ทำให้ทุกคนกลับมาสนใจ นักร้อง ป.

ในขณะนั้น นักร้องถูกแฉว่าจะเช็กเอาต์ตอนเย็นแต่กลับรีบร้อนเข้ามาขอกิน อาหารเช้า ตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้า เจ้าของโรงแรมยืนยันว่าอาหารเช้าที่ให้นั้นต้องเป็นผู้พักก่อนเวลา 12:00 น. ของวันถัดไปเท่านั้น ซึ่งตามกฎทั่วไปของวงการโรงแรมก็เป็นมาตรฐานที่ทุกที่ยึดถือ

แต่เหตุเพราะนักร้อง ป. เมาและอารมณ์ร้อน ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมาก จนถึงขั้นแสดงพฤติกรรมหาว่าเป็นการไล่แขกอย่างกับหมาเหมือนที่เจ้าของโรงแรมได้อธิบายไว้ในโพสต์ของตน สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมบางอย่างในวงการบันเทิงในปัจจุบัน และการติดโซเชียลของเหล่าคนมีชื่อเสียง

ทำไมถึงต้องปฏิบัติตามกฎของที่พัก?

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม หากพักร้อน หรือเดินทางเพื่อทำงาน การปฏิบัติตามกฎของที่พักก็ถือว่าเป็นความเคารพซึ่งกันและกัน เจ้าของโรงแรมได้กล่าวว่าการที่เขาบอกให้นักร้อง ป. ออกไปทานอาหารที่โต๊ะข้างนอกนั้น เป็นเพียงการชี้แจงทางกายภาพและอำนวยความสะดวกส่วนตัวเท่านั้น แต่นักร้องกลับตอบสนองในเชิงลบมาก

การติดตามหาตัวตนของนักร้อง ‘ป.’

หลังจากที่เรื่องราวนี้ได้ถูกนำมาพูดถึงใหม่ หลายเพจดังก็ได้นำเรื่องราวนี้มารีโพสต์ ทำให้บรรดาชาวเน็ตต่างก็ลงความเห็นเดิม ๆ ว่า ‘ชักจะรู้แล้วว่าเป็นใคร’ โดยมีการโยงไปที่หลายคน แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อชัดเจนจากทางเจ้าของโพสต์ต้นฉบับ ซึ่งปัจจุบันตัวเขาได้ปิดเฟซบุ๊กไปแล้ว

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียที่พลิกประวัติศาสตร์ย้อนหลังเป็นกระแสไวรัลได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพียงเพราะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานที่ของผู้อื่น ซึ่งแม้แต่คนทั่วไปก็ควรเรียนรู้ว่า ทุกการกระทำควรมีความเคารพ

  • อย่าใช้อำนาจหรือสถานะเอาเปรียบเจ้าของสถานที่
  • รู้จักกฎของที่พักก่อนจะเข้าไปใช้บริการ
  • หาเส้นแบ่งระหว่างสถานะความเป็นดารา และความเป็นลูกค้า

สุดท้ายแล้วสถานการณ์แบบนี้ย่อมสะท้อนว่า แม้จะทำงานในวงการบันเทิง คุณก็จำเป็นต้องเคารพความเป็นระบบและระเบียบของผู้อื่น หากคุณยังต้องการความน่าเชื่อถือ ทั้งจากธุรกิจและแฟนคลับ หวังว่าการเปิดเผยครั้งนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับใครหลายคน

ที่มา – เจ้าของ รร.แฉยับ ‘นักร้อง ป.’ เมาโวยวีนแตก ฉุนเช็กเอาต์ตอนเย็นแต่จะขอกินอาหารเช้า