ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ฮุน เซน โต้ ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ไร้ค่า ทิ้งไปนาน

สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงต่อกรณีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาประกาศเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้กับท่านในอดีต โดยระบุว่า “ผมทิ้งมันไปนานแล้ว มันไม่มีคุณค่าอะไรที่ผมจะต้องเก็บไว้”

ฮุน เซน โต้ ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ไร้ค่า ทิ้งไปนาน

ฮุนเซนกล่าวว่า วันนี้เมื่อได้เห็นข่าวว่าสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งของไทยได้ประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรที่เคยมอบให้กับตนเองนั้น เขาไม่รู้สึกประหม่าหรือเสียใจแต่อย่างใด เพราะปริญญาบัตรทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เขาไม่ได้ให้ความสำคัญตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่กับมือแล้ว

ท่านกล่าวอีกว่า “ปริญญาฉบับแรกได้รับในปี 2001 ฉบับที่สองในปี 2006 และฉบับที่สามในปี 2019 ผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไรกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่มาจากพวกคุณเลย” นี่เป็นคำชี้แจงที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ชัดเจนต่อการประนามพฤติกรรมของมหาวิทยาลัยดังกล่าว

ปริญญาไม่ได้สร้างความสำเร็จให้ฮุนเซน

ฮุนเซนย้ำว่า สติปัญญาและความรู้ของเขานั้นไม่ได้เกิดจากปริญญาของสถาบันการศึกษาในไทย หรือโรงเรียนใด ๆ ในประเทศไทย แต่กลับได้รับจากการใช้ชีวิตและการเรียนรู้จากคนกัมพูชาและโรงเรียนในประเทศของเขาเอง

ท่านเผยว่าความสำเร็จที่มีในช่วงอายุหนุ่ม ๆ คือหลักฐานว่าไม่ได้พึ่งพาปริญญาที่ได้รับในภายหลัง เช่น ในปี 1979 ตอนอายุ 27 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปี 1981 ตอนอายุ 29 ปี ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และในปี 1985 เมื่ออายุ 32 ปี ก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

“ปริญญาเหล่านั้นมอบให้ผม ‘หลังจาก’ ที่ผมประสบความสำเร็จแล้ว ผมคิดว่าพวกคุณควรจะรู้สึกละอายใจ หากได้กลับไปทบทวนการประเมินคุณสมบัติของผมในตอนที่พวกคุณเสนอให้ผมรับปริญญาเหล่านั้น” ฮุนเซนกล่าว

  • ปี 1979: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วัย 27 ปี
  • ปี 1981: รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วัย 29 ปี
  • ปี 1985: นายกรัฐมนตรี วัย 32 ปี

ท่านยืนยันว่าไม่เคยร้องขอหรือคาดหวังให้ถวายปริญญาใด ๆ มาก่อน และการตัดสินใจในครั้งนี้ก็ถือเป็นการยืนยันถึงความไม่สำคัญของกระดาษใบเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อชีวิตการเมืองและการนำของท่าน

ฮุนเซนได้กล่าวสรุปอย่างชัดเจนว่า “อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และผมขอย้ำว่า คนที่มาขอให้ผมรับปริญญาเหล่านั้นก็คือ ‘พวกคุณ’ พร้อมด้วยคำชื่นชมต่าง ๆ การตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ขึ้นอยู่กับตัวผมเอง และผมก็ไม่เคยเป็นคนที่รับอะไรโดยไม่คิด”

การตอบโต้ของท่านยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองส่วนตัวที่ชัดเจนเกี่ยวกับการศึกษา ความสำเร็จ และศักดิ์ศรีของบุคคล โดยไม่นำวาระการเพิกถอนปริญญาไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์หรือถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป แม้จะมีความเข้มข้นทางการเมืองแฝงอยู่เบื้องหลังก็ตาม

คุณคิดอย่างไรกับมุมมองของสุภาพบุรุษผู้นี้? ลองแบ่งปันความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้นะครับ

ที่มา – “ฮุน เซน” โต้เดือด! ปม ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ชี้ไร้ค่า-ทิ้งไปนานแล้ว

“นูโน” ขึ้นตัวเต็งโดนเด้งคนแรก “แอนจ์” ลุ้นเสียบคุม “เจ้าป่า”

“นูโน” เอสปิริโต ซานโต กลายเป็นชื่อที่ถูกจับตามองอย่างหนักหลังขึ้นแท่นเป็น “ตัวเต็ง” ในการโดนปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม “เจ้าป่า” น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยทันทีหลังเริ่มฤดูกาลได้ไม่นาน นูโน ก็ถูกวางอัตราต่อรองว่าจะเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่ถูกถอดจากตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของผลงานและภาพรวมในทีม

“นูโน” เสี่ยงถูกปลดในช่วงต้นฤดูกาล

จากการรายงานของสื่อบริติช นูโน เอสปิริโต ซานโต ตกเป็นเป้าหมายของเจ้าของสโมสรน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ หลังจากผลงานที่ไม่สู้ดีและข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในสโมสร ทั้งกับเจ้าของทีมอย่าง อีวานเจลอส มารินาคิส และ เอดู ผู้อำนวยการฟุตบอลที่ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการซื้อขายนักเตะ

เมื่อถูกสื่อถามถึงเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับการถูกปลด นูโน ไม่ได้ปฏิเสธ ของเขาใช้คำพูดว่า “ถ้าไม่มีไฟ ก็ไม่มีควัน ผมรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นยังไง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ภายในทีม โดยเฉพาะหลังจากเขาแสดงความไม่พอใจกับการบริหารทีมในเรื่องตลาดซื้อขายนักเตะ โดยเฉพาะในช่วงปิดซัมเมอร์

นูโน เอสปิริโต ซานโต ถูกจับตามองว่าจะเป็นผู้จัดการทีมแรกที่ถูกปลดในฤดูกาลนี้

“แอนจ์” ลุ้นเข้าเสียบตำแหน่ง

ชื่อของ “แอนจ์” ปอสเตโคกลู อดีตผู้จัดการทีมทอตแนม ฮอทสเปอร์ เปิดตัวเป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาคุมทีมต่อ โดยได้รับโอกาสในการแสดงตัวใหม่หลังจากตกงานไม่นาน ปอสเตโคกลู เคยมีผลงานพาทอตแนมคว้าแชมป์ยูโรปาลีก แม้ตอนนั้นจะถูกถอดจากตำแหน่งโดยเร็ว ทำให้คำว่า “แอนจ์” ยังคงเป็นที่จับตามองของเสาร์สายฟุตบอล

ขณะนี้แอนจ์ ได้รับการพิจารณาเป็นอัตราต่อรอง 6-4 ทำให้อยู่ในอันดับถัดมาหลังจากนูโน ที่อันดับรองลงมาก็มี โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ (อัตรา 8-1) และ อันโดนี อิราโอลา (อัตรา 10-1) เป็นตัวเลือกอื่น ๆ ที่อาจได้รับโอกาสในเร็ววัน

  • นูโน เอสปิริโต ซานโต: 4-5 ต่อรอง
  • แอนจ์ ปอสเตโคกลู: 6-4 ต่อรอง
  • โอลิเวอร์ กลาสเนอร์: 8-1 ต่อรอง
  • อันโดนี อิราโอลา: 10-1 ต่อรอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ “นูโน” เท่านั้นที่ตกเป็นเป้าของการถูกถอด เกรแฮม พอตเตอร์ ที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็ตกเป็นอีกหนึ่งผู้จัดการทีมที่ได้รับแรงกดดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลงานที่ทิ้งท้ายแย่มาก โดยภายใต้การคุมทีมของเขานั้นเวสต์แฮมได้แต้มรวมไม่ถึงสองหลักจากการแข่งขันในบ้านตัวเองถึง 10 เกมแรก เป็นผลงานที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ในขณะที่แฟนบอลหลายฝ่ายเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะกับนูโน หรือ พอตเตอร์ การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ทั้งสองตำแหน่งนี้เปิดโอกาสให้อดีตกุนซือมีประสบการณ์ เช่น “แอนจ์” ได้แสดงฝีมือใหม่อีกครั้ง

บทสรุป: สถานการณ์ของ “นูโน” คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของผู้จัดการทีมในยุคปัจจุบันที่การปลดเป็นเรื่องปกติหากไม่มีผลงานตอบรับ ส่วน “แอนจ์” ก็ลุ้นโอกาสกลับมานั่งแท่นผู้จัดการทีมในลีกสูงสุดอีกครั้ง หากความไม่มั่นคงของเจ้าป่ายังดำเนินต่อ

ที่มา – “นูโน” ขึ้นตัวเต็งโดนเด้งคนแรก “แอนจ์” ลุ้นเสียบคุม “เจ้าป่า”

ศน. รวม 5 ศาสนา จัดมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร

จากความร่วมมือของกรมการศาสนา (ศน.) และองค์กรทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนา ได้แก่ พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภาคกลาง เครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวร จัดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร” ระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพฯ

มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนภายใต้พลังบวรที่มาจากความเชื่อทางศาสนา โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศาสนาต่างๆ การแสดงสัญลักษณ์สำคัญของแต่ละศาสนา เช่น พระบรมสารีริกธาตุ คัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ไบเบิล ไม้กางเขน เครื่องประกอบพิธีอารตี และการบูชาองค์เทพประจำวัดต่างๆ พร้อมทั้งแสดงสินค้าชุมชนที่สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสถึงคุณค่าทางศรัทธาและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ความเคลื่อนไหวทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การจัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร ไม่ได้จัดเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ขยายออกไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละภาคจะมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและศาสนาของระดับท้องถิ่น โดยมีทีมงานร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและเครือข่ายภาคเอกชนในการขับเคลื่อนโครงการฯ

ภาคตะวันออก: จัดกิจกรรมมหกรรมฯ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง.

ภาคใต้: จัดงานในวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 16.00 น. ณ สุราษฎร์ธานีฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพล่าซ่าสุราษฎร์ธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน: The Power of “บวร” มหกรรมชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนา (ระดับภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดร จ.อุดรธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง: จัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร และการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ณ อุบลฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซ่าอุบลราชธานี

ภาคเหนือ: จัดมหกรรมฯ ในวันที่ 8 กันยายน เวลา 17.00 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัล พิษณุโลก

กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความร่วมมือในเชิงบูรณาการระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืนและคุณภาพ ทั้งยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่องกับแนวทางการใช้ศรัทธาสร้างพลังบวรของสังคมไทย

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้สนใจเรื่องศาสนาผสมผสานกับการพัฒนาชุมชน ฉันเชื่อว่างานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร จะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ศน.- 5 ศาสนา’ จัด ‘มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร’ ทั่วประเทศ

โอลิมปิกกัมพูชา ยืนยันยังไม่ตัดสินใจจำนวนนักกีฬาส่งซีเกมส์

วัธ จำเริญ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกัมพูชา ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่จะส่งไปแข่งขันในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในเดือนธันวาคมนี้

โอลิมปิกกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีคำสั่งลดจำนวนผู้เข้าร่วม

ล่าสุด มีข่าวออกมาว่านายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ประธานมนตรีซีเกมส์ ได้เสนอให้ประเทศกัมพูชาลดจำนวนผู้เข้าร่วมไม่เกิน 200 คน เพื่อความปลอดภัย โดยอ้างจากข้อกำหนดด้านความมั่นคงของไทย แต่ทางด้าน กัมพูชา ได้ออกมาโต้กลับว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

วัธ จำเริญ ได้ระบุชัดเจนว่า “ข่าวลือเกี่ยวกับการลดจำนวนนักกีฬาเหลือเพียง 57 คนนั้น ไม่属实 และไม่มีพื้นฐานที่เชื่อถือได้เลย ที่สำคัญ ยังไม่มีการออกประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดงาน ดังนั้นขอให้ประชาชนกัมพูชาอย่าเชื่อข่าวลือจากสื่อฝั่งไทย หากไม่มีเอกสารยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

รอดูคำสั่งจากรัฐบาลกัมพูชา

ขณะนี้จำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่กัมพูชาจะส่งไปร่วมแข่งขันยังอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจจากรัฐบาลด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มีการแจ้งข้อมูลเบื้องต้นว่าจะส่งคนรวมประมาณ 800 คน ทั้งนี้ การตัดสินใจครั้งนี้จะมีผลต่อภาพลักษณ์และความพร้อมของทีมชาติกัมพูชาในการเดินทางไปแข่งขันในประเทศไทยในเร็วๆ นี้

หนึ่งในประเด็นที่สื่อไทยและกัมพูชาให้ความสนใจคือ ความกดดันด้านความมั่นคงและความพร้อมในการจัดการแข่งขัน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เข้าร่วมมีจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีความชัดเจนในข้อมูล จะเป็นผลให้เกิดความเข้าใจผิดและข่าวลือที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของการแข่งขัน

  • ข่าวลือเกี่ยวกับจำนวนนักกีฬาจากกัมพูชาไม่เป็นจริง
  • ยังไม่ได้มีคำสั่งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการลดจำนวนผู้เดินทาง
  • ประชาชนถูกเตือนให้ไม่เชื่อข่าวจากสื่อไทย หากไม่มีหลักฐาน

การสื่อสารอย่างโปร่งใสและการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรักษาความน่าเชื่อถือของการแข่งขันกีฬาระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งสำคัญนี้

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกีฬาซีเกมส์เป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทั้งจากฝ่ายจัดงานและประเทศผู้เข้าร่วม รับรองได้ว่า จะเกิดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ดังนั้น ก่อนที่จะมีคำสรุปอย่างเป็นทางการ ขอให้ทุกคนอดใจรอ กัมพูชาพร้อมส่งทีมที่ดีที่สุดไปแข่งขันอย่างภาคภูมิ และหวังว่า ข่าวลือต่างๆ จะไม่ไปบดบังความตั้งใจอันดีในการส่งเสริมกีฬาในภูมิภาคนี้

ติดตามข่าวสารใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศต่างๆ และจำนวนนักกีฬาของ โอลิมปิกกัมพูชา ที่จะเดินทางไปร่วมการแข่งขันในซีเกมส์ด้วยนะครับ

ที่มา – ‘โอลิมปิกกัมพูชา’ โวย ‘อย่าเชื่อข่าวฝั่งไทย’ รอรัฐบาลสั่ง ส่งแข่งซีเกมส์

สิงคโปร์กำหนดมาตรฐานใหม่ช่วยลดพลังงานศูนย์ข้อมูล 30%

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สิงคโปร์ได้ออกมาตรฐานใหม่ที่มีชื่อว่า SS 715:2025 ซึ่งมุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพทางพลังงานของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศในศูนย์ข้อมูล เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลลงได้ถึง 30% โดยมาตรฐานนี้จะชี้แนะให้ผู้ใช้งานเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพพลังงานในระดับสากล ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิงคโปร์กำหนดมาตรฐานใหม่ช่วยลดพลังงานศูนย์ข้อมูล 30%

มีรายงานจากสำนักข่าวซินหัวเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า มาตรฐาน SS 715:2025 เน้นส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ไม่ว่าจะเป็นการรวมระบบหรือแพลตฟอร์มการทำงานในอุปกรณ์เดียว และการใช้ระบบเสมือน (Virtualization) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของอุปกรณ์ ลดจำนวนฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น ช่วยให้ลดการใช้พลังงานโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มความยั่งยืน

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังกำหนดให้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยภายใต้อุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูลจากเดิม โดยผู้ดำเนินงานศูนย์ข้อมูลสามารถยื่นขอเงินสนับสนุนจากรัฐ (IMDA) เพื่ออัปเกรดอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ทำให้ทั้งลดค่าใช้จ่าย และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรได้ในระยะยาว

รายงานจาก IMDA ยังระบุเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูลทั่วไปใช้พลังงานถึงประมาณ60% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล และคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ ความต้องการพลังงานในศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของการประยุกต์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรม

  • ลดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลได้สูงสุด 30%
  • ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • รองรับการเติบโตของ AI และระบบดิจิทัลในอนาคต

การออกมาตรฐาน SS 715:2025 ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่เพียงแต่เน้น “ความเร็ว” และ “ประสิทธิภาพ” ของเทคโนโลยี แต่ยังใส่ใจกับ “การใช้พลังงานอย่างมีความรับผิดชอบ” อีกด้วย

ในเมืองไทยที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เราควรเรียนรู้และหันมาใส่ใจกับมาตรฐานเหล่านี้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา – สิงคโปร์ออกมาตรฐานใหม่ เพื่อช่วยศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานลดลง 30%

mgk ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อม MV เพลงใหม่

แฟนเพลงทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดกับการกลับมาของศิลปินร็อคชื่อดัง mgk กับผลงานอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า lost americana ซึ่งเป็นอัลบั้มเต็มลำดับที่ 7 ของเขา โดยอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยเพลงคุณภาพมากถึง 13 เพลงที่ถูกเรียบเรียงออกมาอย่างยอดเยี่ยม

mgk ได้เลือกใช้แนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟป็อปร็อกที่เต็มไปด้วยอารมณ์และพลัง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘American Dream’ ที่เขาต้องการบอกเล่า การเดินทางตามหาสิ่งที่หายไปนั้นถูกถ่ายทอดผ่านเสียงกีตาร์อันซับซ้อนและทำนองที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

mgk ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อม MV เพลงใหม่

การทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ชื่อดังหลายคน เช่น SlimXX, BazeXX, Nick Long และ Travis Barker จากวง blink-182 ได้ช่วยเสริมพลังให้กับผลงานในอัลบั้มนี้ให้เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและแรงบันดาลใจ จนทำให้ lost americana เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้

มิวสิควิดีโอเพลง “outlaw overture”

นอกจากเพลงในอัลบั้มแล้ว mgk ยังเปิดตัวมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ที่มีชื่อว่า “outlaw overture” ซึ่งกำกับโดย Sam Cahill และ Hunter Simmons โดยเพลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้ม lost americana อย่างเป็นทางการ และเป็นการบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางของเขานอกจากเสียงเพลงที่ฟังเพลิน ยังเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม

จากประสบการณ์และความสำเร็จในอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Tickets To My Downfall และ mainstream sellout ทำให้ mgk มีความมั่นใจในการนำเสนอเสียงเพลงที่แท้จริงของตัวเองให้กับแฟนๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ อัลบั้ม lost americana จึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต โดยแม้เส้นทางบางช่วงจะเบลอไปบ้าง แต่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาในอัลบั้มนี้กลับดูสดใสและมากไปด้วยแรงบันดาลใจ

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของศิลปินเจน Z หรือชอบแนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อค ต้องห้ามพลาดการติดตามผลงานชุดใหม่จาก mgk ให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเสียงเพลงที่กำลังกลับมาเปลี่ยนโลกฟังเพลงในตอนนี้

ที่มา – “mgk” ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อมเอ็มวีเพลงใหม่ “outlaw overture” ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟป็อปร็อก

ชวนเที่ยว “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” มหกรรมตลาดสินค้าเกษตร

หากคุณเป็นคนรักสินค้าเกษตร หรือต้องการสัมผัสบรรยากาศของการตลาดแบบชุมชน งาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” คือคำตอบสำหรับคุณ! งานมหกรรมตลาดสินค้าเกษตรที่รวบรวมของดีจากไร่ทั่วทั้งจังหวัดเพชรบุรีไว้ในที่เดียว “ของดีจากไร่ สดใหม่ถึงมือคุณ” ระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 นี้ ณ บริเวณ Food Park ชั้น 1 ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เพชรบุรี

สำหรับงาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” นี้ นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีนายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนเข้าร่วมแบบคึกคัก แสดงถึงความสนใจในการส่งเสริมสินค้าเกษตรคุณภาพของจังหวัดอย่างเต็มตัว

เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025 คืออะไร?

งาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ถือเป็นเวทีสำคัญที่จะนำเสนอผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ สับปะรดเพชรบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ข้อความเชื่อมโยงของจังหวัด สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภค และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อให้ใกล้ชิดมากขึ้น

กิจกรรมภายในงาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025”

ภายในงานนี้ มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านขายสินค้าสดใหม่จากเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปคุณภาพเยี่ยม อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลายประเภทให้ผู้เข้าร่วมเพลิดเพลิน เช่น

  • การสาธิตทำอาหารจากสินค้าเกษตรท้องถิ่น
  • การประกวดกินของเด่นเมืองเพชร
  • กิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม
  • การแสดงดนตรีและกิจกรรมสันทนาการที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายตลอดวัน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารมีคุณภาพ หรืออยากรู้จักเกษตรกรในท้องถิ่นมากขึ้น กิจกรรมในงานเป็นโอกาสที่ดีในการสัมผัสประสบการณ์ตรงจากแหล่งผลิต พร้อมเพียงสนับสนุนวิถีเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ไปพร้อมกับโอกาสในการช้อปปิ้งสินค้าคุณภาพราคาดีจากชาวบ้านโดยตรง

ถ้ามีโอกาส อย่าพลาด! มาเที่ยวกับงาน เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025 เพราะนอกจากจะได้ลิ้มรสจากธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนไมโครอีโคโนมี่ของประเทศไทยอีกด้วย

ที่มา – ชวนเที่ยว “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” มหกรรมตลาดสินค้าเกษตร

มาเรสกาชื่นชมลูกทีมบุกถล่มเวสต์แฮม 5-1

เอ็นโซ มาเรสกา ผู้จัดการทีม “สิงห์สำอาง” เชลซี แชมป์สโมสรโลก ออกมาชื่นชมลูกทีมอย่างเต็มที่หลังจากที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการบุกถล่ม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 5-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะตกเป็นฝ่ายตาม 0-1 ตั้งแต่ช่วงต้นเกมก็ตาม

มาเรสกาชื่นชมลูกทีมหลังบุกถล่มเวสต์แฮม

แม้ว่าในเกมนี้ เชลซี จะต้องเสีย โคล พาล์มเมอร์ จากการบาดเจ็บก่อนเกมจะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากเขารู้สึกไม่ค่อยสบายบริเวณขาหนีบ และก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าพร้อมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ มาเรสกา ตัดสินใจไม่เสี่ยงส่งเขาลงสนาม และแน่นอนว่าการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากบอลเริ่มเด้ง ก็มีข่าวลือว่าเขาบาดเจ็บหายตัวไม่รู้เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในช่วงนาทีที่ 5 ที่ทำให้ถิ่นลอนดอนใต้ที่มาจากนักเตะเจ้าถิ่นได้ประตูขึ้นนำไปก่อน

ทีมมีความเชื่อมั่นและมั่นคงแม้ตาม

แต่จังหวะที่ตามมาไม่ใช่บทจบของเกม แต่เป็นจังหวะสร้างสรรค์ที่ลุ้นทั้งเจ้าบ้านและทีมเยือน ซึ่งผลปรากฏว่าทีมเยือนอย่าง เชลซี กลับเป็นฝ่ายแสดงพลังและงานรุกทำให้เจ้าถิ่นหลังจากได้ต่อยอดได้สวยผ่านการเปลี่ยนแปลงในเกมยิงสามารถกวาดผลชนะได้ด้วยสกอร์รวด 5-1 แม้จะหลับใหลไว้ก่อนแล้วก็ตาม

หลังเกม มาเรสกา เป็นผู้จัดการทีมรายนี้กล่าวว่า ตนรู้สึกประทับใจกับการพัฒนาและการตอบสนองของลูกทีมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่พวกเขาเริ่มต้นเกมไม่ค่อยดีนัก โดยถูกตาม 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ห้า แต่พวกเขากลับสามารถกลับมาปรับชุดแนวคิดและกลับมามาตามไล่ยิงได้ต่อเนื่องจนนำไปสู่ผลชนะที่ขาดลอย

ทีมนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวิเคราะห์และการใช้จังหวะ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ได้แค่มีพลังทางร่างกายเฉย ๆ แต่มีการตั้งใจวางแผนดี zarównoในและไม่มีบอล โดยเขายังกล่าวว่ามันคือสิ่งที่เขาเห็นแล้วรู้สึกประทับใจและมั่นใจมาก ๆ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่า เอสเตเวา มิดฟิลด์รุ่นเยาว์วัย 18 ปี จะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในเกมนี้ แต่ มาเรสกา เผยว่าเด็กหนุ่มยังต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับลีกนี้มากขึ้น โดยเฉพาะความเร็วของเกมและจังหวะการเติมเกม นอกจากนี้ เจมี กิตเทนส์ และจอร์เรล ฮาโต ก็ต้องปรับตัวในลักษณะเดียวกัน ในขณะที่ ชูเอา เปโดร และเลียม ดีแลป ที่มีประสบการณ์สูงในพรีเมียร์ลีก ก็มีบทบาทช่วยให้ทีมสำคัญมากในเกมนี้

หากต้องสรุปในประโยคสั้น ๆ คำว่า มาเรสกาชื่นชมลูกทีมบุกถล่มเวสต์แฮม ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะผลงานของทีม เชลซี นั้นสามารถบ่งบอกถึงความมั่นคง ความกลายทีม และประสบการณ์ของผู้เล่นแต่ละคนรวมถึงฟอร์มการเล่นระดับโลกอีกด้วย

ที่มา – “มาเรสกา” ชมแข้ง “สิงห์” แซงถล่ม “ขุนค้อน”

เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ยิงเตือนอย่างยั่วยุบนชายแดน

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้กลับมาอีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่าทหารจากทั้งสองฝ่ายเกิดการเผชิญหน้าบนแนวชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนสูง โดยสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า กองทัพเกาหลีเหนือออกมาประณามต่อพฤติกรรมของทหารเกาหลีใต้ที่ ยิงเตือนอย่างยั่วยุ ขณะที่ทหารของพวกเขาดำเนินการเสริมความแข็งแกร่งให้กับรั้วถาวรในพื้นที่

เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ยิงเตือนอย่างยั่วยุ

จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม กองทัพเกาหลีเหนือมีแถลงการณ์ผ่านนายพลโก จอง-ชอล รองเสนาธิการใหญ่แห่งกองทัพ โดยระบุว่าทหารเกาหลีใต้ได้ใช้อาวุธปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตร ยิงเตือนมากกว่า 10 นัด ไปยังทิศทางที่มีทหารเกาหลีเหนืออยู่ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาปลุกปั่น โดย เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ยิงเตือนอย่างยั่วยุ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารที่ไม่คาดคิดได้ อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือได้ระบุว่าตนได้แจ้งแผนการติดตั้งรั้วถาวรให้กองทัพสหรัฐในเกาหลีใต้ทราบล่วงหน้าทั้งในวันที่ 25 มิถุนายน และ 18 กรกฎาคม เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

การซ้อมรบสหรัฐ-เกาหลีใต้กับการเผชิญหน้าบนชายแดน

ข้อกล่าวหาของเกาหลีเหนือชี้ไปที่การร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ที่กำลังจัดการซ้อมรบที่มีขนาดใหญ่เป็นประจำทุกปี ขณะที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า การยิงเตือนของเกาหลีใต้นั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระตุ้น局势ทางทหาร อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือยืนยันว่าจะ ยิงเตือนอย่างยั่วยุ เพื่อเผชิญหน้ากับแนวคิดทางทหารของเกาหลีใต้ แต่หากการกระทำดังกล่าวยังคงเกิดขึ้น กองทัพเปียงยางจะตอบโต้ตามที่เหมาะสม

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนได้ยิงเตือนทหารเกาหลีเหนือจริง เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามพุ่งทะลุเข้ามายังเส้นแบ่งเขตแดนทางทหาร (MDL) ซึ่งเป็นพื้นที่ห้ามเข้าถึง หลังได้ยินเสียงปืนเตือน ทหารเกาหลีเหนือได้ล่าถอยออกไป

การเผชิญหน้าครั้งนี้ส่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่ตลอดเวลาระหว่างสองเกาหลี และสนับสนุนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีการสื่อสารช่องทางทางการที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะลุกลามของสถานการณ์ใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงที่ไม่อาจควบคุมได้

หากคุณติดตามสถานการณ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องติดตามพัฒนาการในภูมิภาคร่วมกับความเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ในเกาหลีมีความเชื่อมโยงต่อการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา – เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ “ยิงเตือนอย่างยั่วยุ” ระหว่างทหารเผชิญหน้าบนชายแดน

กีฬาเชื่อมความสามัคคีภาคประชาชน เทศบาลเมืองสระบุรี ปี 68

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม บริเวณสนามฟุตบอลภายใน บก.พัน ชุมชน ม.พัน 11 รอ. ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี ดร.ภาณุพงศ์ ทิพยเศวต นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี หรือ “นายกคล้าย” ได้เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาภาคประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสระบุรี ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีผู้ร่วมงานจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสระบุรีทั้ง 29 ชุมชน

กีฬาเชื่อมความสามัคคีภาคประชาชนในเทศบาลเมืองสระบุรี

นางกัญญารัตน์ ผาผง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองสระบุรี เปิดเผยว่า การจัดการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อกิจกรรมกีฬาภาคประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย เล่นกีฬา และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งเพื่อสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีในชุมชน

แบ่งกลุ่มแข่งขัน 29 ชุมชน

การแข่งขันกีฬาภาคประชาชนในครั้งนี้มีการแบ่งกลุ่มเพื่อความสะดวกในการจัดการแข่งขัน โดยมีทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่ 1 (สีม่วง) ชุมชนศูนย์การทหารม้า, ชุมชนแก่งขนุน 1, ชุมชนเชิงเขา 1, ชุมชนบ้านอ้อย 1, ชุมชนหลังวัดทองพุ่มพวง, ชุมชนหลังเกษมราษฏ์ และ ชุมชนประปา
  • กลุ่มที่ 2 (สีฟ้า) ชุมชนทหารบกที่ 18, ชุมชนแก่งขนุน 2, ชุมชนเชิงเขา 2, ชุมชนดาวเสด็จ, ชุมชนเขาตะกร้า, ชุมชนบ้านบึง และ ชุมชนซอยวีนั
  • กลุ่มที่ 3 (สีเขียว) ชุมชน ม.พัน 11 รอ., ชุมชนเสือขบ, ชุมชนเขาคูบา 1, ชุมชนบ้านอ้อย 2, ชุมชนดาวเรือง, ชุมชนวัดศรีบุรีรตนาราม และ ชุมชนโรงน้ำปลา
  • กลุ่มที่ 4 (สีชมพู) ชุมชนกองเครื่องช่วยฝึก, ชุมชนเขายิงเป้า, ชุมชนป่าสัก, ชุมชนเขาคูบา 2, ชุมชนหมู่บ้านการเคหะ, ชุมชนหลัง บ.ข.ส. และ ชุมชนหลังอาชรวะ

กีฬาสุดสนุก เสริมสร้างอภิวัฒน์ชุมชน

กีฬาเชื่อมความสามัคคีภาคประชาชนในครั้งนี้มีการจัดการแข่งขันกีฬาหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 8 ชนิดกีฬา ได้แก่ ชักเย่อ, เก้าอี้ดนตรี, ตีหม้อ, กระโดดเชือกหมู่, โยนห่วง, วิ่งเปี่ยว, วิ่งอุ้มแตง และ กินวิบาก

ผู้เข้าร่วมยังได้รับรางวัล ทั้งในระดับหมู่บ้านและกลุ่ม เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี ความร่วมมือ และความสนุกสนานตลอดการแข่งขัน

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า การจัดกีฬาเชื่อมความสามัคคีภาคประชาชน เป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ให้ประชาชนได้ออกกำลังกายมีสุขภาพแข็งแรง และยิ่งสำคัญคือ การรวมกลุ่มอย่างเป็นระบบก่อให้เกิดความรักสามัคคี ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพชุมชนโดยรวม

กิจกรรมเช่นนี้จึงเป็นเครื่องชี้ว่า กีฬาไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ แต่ยังเป็นพันธะของชุมชน ที่สามารถเชื่อมความห่างไกลให้ใกล้ชิด สงบสุข ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างร่วมใจ

กิจกรรมเช่นนี้ยังควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตในเขตเทศบาลเมืองสระบุรี และสามารถขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ของประเทศไทย

ที่มา – “กีฬาเชื่อมความสามัคคีภาคประชาชน” เทศบาลเมืองสระบุรี ปี 68”