ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เฌอปราง เปิดใจปม นางรำหน้าบูด ไม่คิดว่าจะมีดราม่า ยอมรับแอบเกร็ง ยันทำดีที่สุดแล้ว

เฌอปราง ออกมาชี้แจงปม นางรำหน้าบูด

หลังจากที่ประเด็นของ เฌอปราง อารีย์กุล กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในโลกโซเชียล เมื่อเธอได้ไปร่วมรำบวงสรวงที่ จ.นครพนม แล้วถูกชาวเน็ตวิจารณ์ว่า “หน้าบูด” จนดูเหมือนว่าเธอไม่เต็มใจเข้าร่วมพิธี ล่าสุด เฌอปรางได้มาพูดถึงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการในงานบวงสรวงภาพยนตร์เรื่อง พนอ2 และได้เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า เธอไม่คิดมาก่อนว่าเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นดราม่า!

เฌอปรางเผยว่า “ตอนนั้นหนูไม่รู้ตัวเลยว่าหนูไม่ได้ยิ้ม ไม่คิดว่าจะมีประเด็นนี้เกิดขึ้น ทางจังหวัดเชิญมา แล้วแฟนคลับที่นครพนมก็เสนอว่าอยากให้หนูรำบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช หนูรู้สึกว่าเป็นเกียรติและอยากให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจ” สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธอยอมรับคำเชิญ และพยายามทำให้ดีที่สุด แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยกับพิธีกรรมยิ่งใหญ่เช่นนี้

ความรู้สึกเมื่อทำหน้าไม่ยิ้มจนกลายเป็นดราม่า

เฌอปรางกล่าวถึงประเด็นที่เธอถูกเปรียบเทียบว่าผิดสไตล์การรำแบบคลาสสิก ว่า “ตั้งแต่เรียนการแสดงในละครบุษบาลุยไฟ เฌอก็ได้ฝึกท่าทางพื้นฐานในการรำมาแล้ว ถึงจะไปขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม แต่ก็ซ้อมเองมากกว่า 90% เวร์ท่าในการรำสำคัญมาก หนูต้องโฟกัสไม่ให้พลาด ความพยายามจะยิ้มอาจกระทบจังหวะโดยรวม ทำให้ภาพรวมเพี้ยนได้ค่ะ”

นอกจากนี้เธอยังเล่าถึงความประทับใจสภาพอากาศที่เกิดขึ้นโดยน่าประหลาดใจมาก เวลาที่เธอกำลังรำอยู่ จู่ๆฝนก็ปรอย แต่เมื่อเพลงจบ ฝนกลับหยุด สร้างความประทับใจและสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่และพิธีอย่างแท้จริง เฌอปรางรู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่เธอได้ทำบุญให้ความสุขกับพ่อแม่ นั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอ

เธอยืนยันว่าทำดีที่สุดแล้ว!

เมื่อถูกถามถึงประเด็น นางรำหน้าบูด ว่าเธอรู้สึกอย่างไร เฌอปรางตอบอย่างน้อมถ้อยว่า “ดราม่าที่เกิดขึ้น เฌอไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากไปรำให้ด้วยใจ ยังคิดว่าใครจะเห็นก็คงรู้สึกดีด้วย ยอมรับว่าเห็นคอมเมนต์บ้างแต่ไม่โกรธนะคะ เพราะหนูเชื่อว่าทุกการตัดสินใจของเราก็มาจากความตั้งใจ และพยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว”

  • ได้ไปรำตามคำเชิญของจังหวัดและแฟนคลับ
  • ต้องการสร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่
  • ฝนปรอยเฉพาะระหว่างรำ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกและอเมซิ่งมาก
  • ฝึกฝนและเตรียมตัวเองจริงจัง เพื่อไม่ให้ผิดจังหวะ

เฌอปรางยังเสริมว่าเธอเข้าใจว่าการเปรียบเทียบกับนักแสดงหรือนักแดนซ์คนอื่นอาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่เธอไม่ได้ซีเรียส เพราะรู้ว่าตำแหน่งและบทบาทในการรำครั้งนี้ คือการแสดงเพื่อสื่อถึงความเคารพและความศรัทธา ในเมื่อเธอตั้งใจแล้วและได้ทำได้ดีที่สุดในเวลานั้น เธอก็พร้อมชนเสนอมุมมองต่างๆด้วยความเข้าใจ

เฌอปราง นางรำหน้าบูดจริงไหม?

หากมองภาพช่วงที่เธอกำลังรำ พี่ๆกลุ่มงานควรให้ความสำคัญกับลีลาและท่าทางที่ถูกต้องมากกว่าอารมณ์ของใบหน้า เพราะความสัมพันธ์กับการรำต้องอาศัยสมาธิสูงมาก ไม่ใช่แค่การแสดงเหมือนงานบรรเลงสด การเข้าใจในวัตถุประสงค์ของพิธีเป็นเรื่องสำคัญ

เฌอปรางได้แจงว่ารำอยู่ในชมรมสมัยเรียน ทำให้เธอมีพื้นฐานและการมีส่วนร่วมกับกระแสสง่างามทางวัฒนธรรมไทย แม้ว่าอาจผ่านการพัฒนาจากละครเท่านั้น แต่ก็เพียงพอให้เธอรำแบบมีสมาธิและราบรื่น ในทุกสถานการณ์

บทบาทของเฌอปรางในผลงานใหม่ “พนอ2”

ในขณะเดียวกันเฌอกำลังมีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง “พนอ2” ซึ่งเป็นผลงานที่แฟนๆรอคอยอย่างมาก เธอได้เตรียมตัวมาดีเป็นพิเศษ โดยนักแสดงแจงว่าเธอพร้อมแสดงความเต็มใจในทุกการเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดในพิธีบวงสรวงล่าสุด

ประเด็นรอบตัวไม่เปลี่ยนความตั้งใจของเฌอปราง

ชีวิตในแวดวงศ์บันเทิงไม่ได้ง่ายเลยสำหรับ เฌอปราง อารีย์กุล งานดราม่าใดๆที่มาพร้อมความสนใจจากแฟนๆ ก็มักนำมาซึ่งความกดดันทั้งสิ้น แต่สำหรับเธอแล้ว เธอยืนหยัดด้วยความตั้งใจ ทุ่มเท ด้วยความเชื่อว่าจะเข้าถึงหัวใจของพี่น้องชาวรากนครพนม รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่สนใจรากทางวัฒนธรรมไทยมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เฌอปรางกล่าวว่า “หนูหวังว่าทุกๆคนจะออกเดินทางและเข้าใจพิธีกรรมเหล่านี้ค่ะ อย่างหนึ่งที่เฌอทำคือทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ด้วยความเคารพ หนูพร้อมทำอย่างนี้อีกครั้งถ้ามีโอกาส”

สพฐ. ปลื้มเขตพื้นที่ ปลูกความเติบโตของการศึกษา จุดเริ่มที่ใจ

สพฐ. ปลื้มเขตพื้นที่ ปลูกความเติบโตของการศึกษา จุดเริ่มที่ใจ

วันที่ 4 สิงหาคม 2567 เป็นอีกวันสำคัญของวงการศึกษาไทยเมื่อ สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ปลุกกระแสการศึกษาแห่งอนาคตอย่างเต็มตัว ผ่านการจัดงานมหกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชื่อว่า “จุดประกายการเรียนรู้ สู่อนาคตที่ยั่งยืน : SKSS Edu Spark 2025” ซึ่งดำเนินการในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยภายใต้การนำของ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา และการแสดงขึ้นนำโดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง เติมไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียนและคุณครูทุกคน

หัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

ในงานนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการศึกษา และสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งระหว่างโรงเรียนต่าง ๆ สพฐ. ได้วางกรอบแนวคิดภายใต้สโลแกน “จุดประกายการเรียนรู้” เพื่อสะท้อนเจตนารมย์ในการรื้อฟื้นแรงบันดาลใจที่เกิดจากภายในนักเรียนเอง ให้พวกเขาได้มองเห็นศักยภาพ และเริ่มต้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับทิศทางสังคมโลกและการประเมินในระดับสากลของ OECD ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อการต่อยอดและพัฒนาตนเอง

กิจกรรมที่สะท้อนความหลากหลายของ SKSS Edu Spark 2025

ภายในงานมีกิจกรรมที่แสดงศักยภาพของเยาวชนและการศึกษาในรูปแบบที่ครบวงจร เช่น

  • การแสดงกระบี่กระบองจากโรงเรียนกระทุ่มแบน “วิเศษสมุทคุณ”
  • เดี่ยวขิมจากโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ
  • การกล่าวสุนทรพจน์ The Pros and Cons of AI in Everyday Life โดยนักเรียนจากโรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย
  • การแสดงระบำมะพร้าวเสี่ยงทายจากโรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา
  • การแสดงดนตรีจาก Thailand Youth Band และโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ
  • การสาธิตผลงานหุ่นยนต์จากโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย

บทบาทของโรงเรียนใน การปลูกความเติบโตของการศึกษา จุดเริ่มที่ใจ

ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 การศึกษาไม่ใช่เพียงแค่เรื่องวิชาการ แต่ยังต้องเน้นการอบรมบ่มนิสัยควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนเติบโตขึ้นมาด้วยคุณธรรมและทักษะการอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข การทำงานนี้จึงยึดหลัก 8 ประการที่ควรเริ่มต้นในโรงเรียน เป็นแนวทางที่ช่วยให้เด็กนักเรียนเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างลึกซึ้ง พร้อมตอบสนองความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ความเข้มแข็งของเครือข่ายการศึกษาจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม ช่วยเปิดโอกาสให้โรงเรียนเล็กๆ ได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม ทำให้เกิดการถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างคุณครู สร้างความไว้วางใจจากชุมชน และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์

สุดท้ายนี้ ดร.มิน ประจวบวัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเครือข่ายทุกโรงเรียนที่ร่วมกันสร้างสรรค์งานนี้ เป็นต้นแบบที่สำคัญของการพัฒนาเด็กไทย ภายใต้โจทย์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พวกเขาได้เดินไปแล้วกับแนวคิด “จุดประกายการเรียนรู้” ที่ทำให้ทั้งเด็กและครูมีแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง

ที่มา – สพฐ. ปลื้มเขตพื้นที่ ปลูกความเติบโตของการศึกษา จุดเริ่มที่ใจ

ผู้นำเอลซัลวาดอร์ออกหน้า แก้ต่างการปฏิรูปยุติขีดจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง

ผู้นำเอลซัลวาดอร์อภิปรายปฏิรูปยุติขีดจํากัดวาระ

ในปีที่การเมืองโลกเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ผู้นำเอลซัลวาดอร์อย่างประธานาธิบดีนาอิบ บูเคเลได้กลายเป็นประเด็นร้อนจากประกาศปฏิรูปตัดขีดจํากัดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยในโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ บูเคเลชี้แจงว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 90% ไม่จํากัดวาระการเลือกตั้งผู้นํา แต่เมื่อเอลซัลวาดอร์ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ยากจนทำเช่นเดียวกัน กลับถูกวิจารณ์ว่าทําลายประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะเทือนโลก

สภานิติบัญญัติของเอลซัลวาดอร์ซึ่งพรรคนูเอวาส อิเดอาสของบูเคเลครองมากที่สุดได้ลงมติรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเปิดช่องให้การเลือกตั้งในอนาคตไม่มีเงื่อนไข ทั้งยังขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 5 ปีเป็น 6 ปี และยกเลิกระบบทําเสียงรอบสอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเลือกตั้ง

บูเคเลวัย 44 ปี ถือครองอำนาจอย่างเข้มแข็งนับตั้งแต่รับตำแหน่งปี 2562 และเพิ่งชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในปี 2567 โดยปัจจุบันเขามีอิทธิพลควบคุมสถาบันสำคัญของประเทศแทบเบ็ดเสร็จ ทำให้ฝ่ายค้านถึงขั้นจี้ป้ายว่าเขากำลังเปลี่ยนเป็นเผด็จการ

ปฏิรูปหรือปิดปาก?

การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการจับกุมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกลุ่มวิจารณ์รัฐบาล อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บุคลากรด้านสื่อและมนุษยธรรมจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เสียงวิจารณ์จากนานาชาติเพิ่มมากขึ้นกว่าครึ่ง

เหตุผลจากปากผู้นำ

อย่างไรก็ตาม บูเคเลยืนยันว่าการปฏิรูปยุติขีดจํากัดวาระดำรงตำแหน่งไม่ใช่ความพยายามยึดกําลังแบบผู้นําทั่วไป ทว่าเป็นการปรับให้สอดคล้องกับระบบสภานิติบัญญัติหลายประเทศที่นายกรัฐมนตรีสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ตามระยะเวลาที่ประชาชนเลือกไว้ว่าไว้ใจ

ข้อคิดจากกรณีเอลซัลวาดอร์: ความยืดหยุ่นของกฎหมายการดำรงวาระของผู้นำมักเป็นดาบสองคมเสมอ การที่ผู้นำพัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีหรือญี่ปุ่นไม่มีการจํากัดช่วยให้พวกเขาวางนโยบายระยะยาวได้ แต่หากเกิดในประเทศกำลังพัฒนาอาจกระทบการกระจายอำนาหรือสิทธิเสรีภาพของประชาชน การจับตาพัฒนาการของผู้นำเอลซัลวาดอร์จึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการวิเคราะห์อนาคตแนวโน้มประชาธิปไตยในลาตินอเมริกา ที่ขาดไม่ได้

ที่มา – ผู้นำเอลซัลวาดอร์ออกหน้า แก้ต่างการปฏิรูปยุติขีดจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง

บัญชีกลาง อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนส.ค.2568 จ่ายอะไรบ้าง

สวัสดีเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารสวัสดิการแห่งรัฐกันทุกคน! วันนี้เรามีข้อมูลสำคัญจากกรมบัญชีกลางที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ดีขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ได้รับสิทธิ์หลายรายมีโอกาสใช้ประโยชน์จากโครงการ บัญชีกลาง อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนส.ค.2568 จ่ายอะไรบ้าง เพื่อช่วยเหลือผู้มีสิทธิ์ได้อย่างตรงจุด โดยท่านสามารถใช้สิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ผ่านบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด

อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐเดือนสิงหาคม 2568

สำหรับเพื่อนๆ ที่ลงทะเบียนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์ของคุณในเดือนสิงหาคมนี้! ล่าสุดกรมบัญชีกลางได้ประกาศเกี่ยวกับสิทธิ์สวัสดิการที่ผู้ได้รับสิทธิ์หลายรายสามารถใช้ได้ ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นวันที่แตกต่างกันตามประเภทของสวัสดิการ เพื่อให้คุณเตรียมแผนการใช้จ่ายและได้รับประโยชน์สูงสุด

สิทธิ์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568

ในวันที่ 1 สิงหาคม นี้ คุณสามารถใช้สิทธิ์เพื่อรับประโยชน์ดังนี้:

  • วงเงินซื้อสินค้า จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน ใช้ได้เฉพาะกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น และไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ โดยสิทธิ์นี้จะไม่สะสมเข้าเดือนถัดไปหากใช้ไม่หมด
  • วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2568) ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ใช้ก๊าซหุงต้มบ่อยๆ อย่างในช่วงหน้าฝนเช่นนี้
  • วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน เฉพาะในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยสามารถใช้ได้กับบัตรโดยสารที่เกี่ยวข้อง เช่น BTS, MRT, รถเมล์ ขสมก., รถทัวร์ บัญชีกลาง อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนส.ค.2568 จ่ายอะไรบ้าง และรถไฟ

สิทธิ์เพิ่มเติมในวันที่ 20 สิงหาคม 2568

สำหรับผู้ที่มีสิทธิเป็นคนพิการ คุณจะได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการจำนวน 200 บาทเพิ่มเติมจากเบี้ยความพิการประจำ 800 บาท โดยเงินจำนวนนี้จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกไว้กับบริการพร้อมเพย์โดยใช้รหัสบัตรประชาชน 13 หลักของผู้มีสิทธิ์ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจที่เกี่ยวข้อง

การใช้งานและเงื่อนไขสำคัญของสวัสดิการ

อย่าลืมว่า วงเงินซื้อสินค้า 300 บาท และค่าเดินทาง 750 บาท นี้จะหมดอายุในแต่ละเดือนหากไม่ได้ใช้ รวมถึงไม่อนุญาตให้สะสมเข้าเดือนหน้าด้วย ดังนั้น ลองคิดให้ดีและใช้สิทธิ์ให้คุ้มค่า เพื่อไม่ให้ศูนย์เปล่า!

นอกจากนี้ สิทธิในการซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท ต่อ 3 เดือน นั้นเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือน ซึ่งคุณควรประเมินว่าควรใช้สิทธิ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงที่ค่าก๊าซสูงกว่าปกติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

หากคุณต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับสิทธิ์ในโครงการบัญชีกลางอัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐในเดือนสิงหาคม 2568 คุณสามารถติดต่อ Call Center ได้ที่:

  • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: โทร 0 2109 2345
  • Call บัญชีเงินสิทธิ Center กรมบัญชีกลาง: โทร 0 2270 6400

โดยสามารถติดต่อได้ในช่วงวันและเวลาราชการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนที่สุด

สรุปสิ่งที่ควรรู้ก่อนอัปเดตสวัสดิการ

การรับสิทธิจาก บัญชีกลาง อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนส.ค.2568 จ่ายอะไรบ้าง นั้นจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด เพื่อยืนยันตัวตน อย่าลืมเตรียมความพร้อมบัญชีธนาคารที่ผูกไว้กับระบบให้เรียบร้อย และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่คุณลงทะเบียนไว้ในระบบของรัฐเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใดๆ

ความสำคัญของสวัสดิการในอนาคต

โครงการสวัสดิการแห่งรัฐนี้ถือเป็นแนวทางการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงจุดจากภาครัฐที่ควรติดตาม และคาดว่าน่าจะขยายผลต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป หากคุณมีข้อเสนอแนะในรูปแบบการรับสิทธิ์ หรือพบเจอกับปัญหาในการใช้บัตร อย่าลืมแชร์ความเห็นของคุณกับพวกเรา หรือกับทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับสิทธิ์ในปีต่อไปดีขึ้นกว่าเดิม

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและอย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์ของคุณในเดือน สิงหาคม 2568 นี้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ของตัวเอง หรือหากใครมีประสบการณ์ใช้งานสิทธิ์ที่เข้าร่วมโครงการนี้ สามารถแชร์กันได้ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้คนทั่วๆ ไปเข้าใจบริบทของ บัญชีกลาง อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนส.ค.2568 จ่ายอะไรบ้าง ได้ดีขึ้น

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบทความนี้ และอย่าลืมใช้สิทธิ์ต่างๆ ให้เป็นประโยชน์สูงสุดในเดือนสิงหาคมนี้! พร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงเวลาและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – บัญชีกลาง อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนส.ค.2568 จ่ายอะไรบ้าง

พาณิชย์ ปักหมุดดันสินค้าสุขภาพไทยบุก 4 ตลาดศักยภาพโลก ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย ซาอุฯ

ในยุคที่ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อุตสาหกรรมสุขภาพถือเป็นหนึ่งใน ‘เมก้าเทรนด์’ (Megatrend) ที่ได้รับความสนใจระดับโลก และด้วยศักยภาพที่หลากหลายของไทย ทั้งด้านนวัตกรรม การแปรรูป และบริการที่มีคุณภาพ สินค้าเพื่อสุขภาพจากประเทศไทยจึงมีโอกาสเติบโตอย่างมากในตลาดโลก

พาณิชย์เดินหน้าผลักดันสินค้าสุขภาพไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้เล็งเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพ จึงกำหนดให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในต่างประเทศอย่างยั่งยืน

“สินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ ไม่ได้ตอบโจทย์แค่การดูแลสุขภาพ แต่ยังสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)” นางสาวสุนันทา ผู้เชี่ยวชาญจาก DITP กล่าว โดยระบุว่าหน่วยงานกำลังเตรียมแผนผลักดันสินค้าสุขภาพไทยไปยังตลาดโลก 4 แห่งสำคัญ ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย

แนวดนตรีเดียวกันกับนโยบายไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย

แผนการส่งเสริมสินค้าสุขภาพเดินหน้าตามนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ของนายจตุพร บุรษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สร้างการยอมรับในตลาดโลก และเสริมสร้าง Soft Power ของไทย

ในช่วงปี 2568-2569 มีแผนจัดโครงการด้านสุขภาพและความงามในประเทศจีนและญี่ปุ่น เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้า พร้อมเดินสายบุกตลาดในระดับโลก เช่น เข้าร่วม Osaka Expo 2025 และ THAIFEX – Anuga Asia 2025

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมยังคงดำเนินต่อเนื่องผ่านโครงการ The Thai Herbs LEVEL UP ซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย เพื่อก้าวขึ้นไปแข่งขันในตลาดนานาชาติ

โอกาสอันยิ่งใหญ่จากความร่วมมือในพื้นที่

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทีมงาน DITP ได้ลงพื้นที่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานร่วมกับบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย โดยมีการหารือแนวทางการยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยให้เทียบเท่าสากล พร้อมฟังการบรรยายจาก ดร. บังอร เกียรติธนากร ในหัวข้อ ‘การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพสู่ซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืน’

การผสมผสานแรงสนับสนุนระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงเครือข่ายนวัตกรรมไทย จะช่วยให้สินค้าสุขภาพไทยสามารถสร้างการยอมรับและเติบโตในตลาดโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โดยเฉพาะใน 4 ประเทศที่มีศักยภาพสูง

หากคุณกำลังติดตามข่าววงการสุขภาพและเทรนด์สากล สินค้าสุขภาพไทย ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตา และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์วัฒนธรรมสุขภาพไทยที่กำลังเป็นที่รู้จักระดับโลก

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าสุขภาพไทย ผ่านกิจกรรมและงานแสดงสินค้าระดับโลกโดย DITP และร่วมเป็นกำลังใจให้อุตสาหกรรมสุขภาพไทยเดินหน้าสู่ความยั่งยืน

ที่มา – พาณิชย์ ปักหมุดดันสินค้าสุขภาพไทยบุก 4 ตลาดศักยภาพโลก ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย ซาอุฯ

ก่อเหตุจริง! สลดลูกชายฆ่าแม่ยัดอ่างน้ำโบกปูนอำพราง สารภาพรำคาญขี้บ่น

ก่อเหตุจริง! สลดลูกชายฆ่าแม่ยัดอ่างน้ำโบกปูนอำพราง สารภาพรำคาญขี้บ่นที่เกิดขึ้นจริง

ในวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สุดสลดใจที่หลายคนอาจไม่เชื่อสายตา เมื่อเหตุการณ์ ก่อเหตุจริง! สลดลูกชายฆ่าแม่ยัดอ่างน้ำโบกปูนอำพราง สารภาพรำคาญขี้บ่น เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ย่านลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดยหลังจากที่ตำรวจ สน.ร่มเกล้า ได้รับแจ้งจากลูกชายเองซึ่งมีอาการทางจิต ได้เข้าตรวจสอบภายในบ้านทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ก็พบว่ามีกลิ่นเน่าคลุ้งออกมาอย่างรุนแรง

ภายในห้องน้ำชั้นล่างพบว่ามีกองเสื้อผ้าหลายชั้นทับถมไว้จนเกือบเต็มอ่างน้ำ หลังจากตำรวจนำเสื้อผ้าออกมากกว่า 50 ตัว ก็พบศพของ น.ส.วรณัน ผู้เป็นมารดาในสภาพเน่าอืด ถูกคลุมด้วยปูนซีเมนต์บางๆ โดยรอบลำคอมีร่องรอยของการถูกเชือกรัดไว้

เรื่องราวความไม่ปกติของลูกชาย

จากการสอบสวน ผู้ก่อเหตุคือ นายตาณ อายุ 33 ปี ซึ่งอยู่บ้านกับแม่เพียง 2 คน โดยมีอาการทางจิตสมอง มีประวัติรักษาตัวและได้รับยารักษาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งตำรวจในพื้นที่จำเป็นต้องเข้าตรวจสอบและให้ความรู้อยู่บ่อยครั้ง

จากการสอบถามผู้คนรอบข้างและพยานในพื้นที่ พบว่าแม่ของนายตาณมีอาชีพขายลอตเตอรี่เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยเธอต้องคอยดูแลลูกชายที่มีปัญหาด้านจิตเวชตลอดเวลา นอกจากนี้ แม่ยังมีความกังวลอย่างมาก เกรงลูกจะทำเรื่องผิดกฎหมายหรือสร้างปัญหาให้กับผู้อื่น จึงไม่ให้ลูกชายออกไปจากบ้านบ่อยครั้ง

เหตุผลที่เกิดความสลดใจ

ตำรวจเผยว่า ผู้ต้องหาให้การสารภาพว่าลงมือฆ่าแม่เนื่องจาก รำคาญที่แม่บ่นใส่บ่อยๆ ยังผลให้ความเครียดสะสมจนก่อเหตุสะเทือนขวัญขึ้น โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ทีมตำรวจ สน.ร่มเกล้า จำเป็นต้องปลอบประโลมและควบคุมสถานการณ์ของนายตาณอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำและสร้างความ不安ต่อชุมชน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงปัญหาจิตเวชที่ต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง แต่ยังเป็นบทสะท้อนให้เห็นถึง การใช้ชีวิตของคนที่ต้องดูแลครอบครัวอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะกลัวจะถูกตัดสิน สังคมในยุคปัจจุบันนี้จำเป็นต้องมีความเข้าใจและให้ความช่วยเหลือต่อครอบครัวที่มีคนป่วยทางจิตมากขึ้น เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใกล้ชิดได้

ผลกระทบจากความเครียดและความรู้ในจิตเวช

เรื่องการป่วยทางจิตเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากสังเกตว่ามีความผิดปกติทางพฤติกรรมของผู้อยู่ใกล้ชิด ควรพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการบำบัดตั้งแต่ต้นทาง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เหมาะที่จะขับเคลื่อนเป็นกระแสให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพจิต เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชนควรมีนโยบายป้องกันและเสริมภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้มากยิ่งขึ้น

น่าเห็นใจที่แม่ท่านยังคงต่อสู้กับวิกฤตชีวิตเพื่อดูแลลูกชายขนาดนี้ แต่ก็มาจบลงอย่างไม่สมปรารถนาด้วยมือของผู้ที่เธอรักและหวังดีที่สุด

ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อย่าลืม ให้ความใส่ใจกับสุขภาพจิตของคนในบ้าน อย่าละเลย เพราะแม้ว่าจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าสะสมและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นเหตุร้ายแรงจนแก้ไม่ได้ในภายหลัง

ไม่ควรปล่อยให้ดราม่าเรื่องจิตเวชทิ้งไว้แบบนี้ เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่รอคอยดูแลลูก หรือแม้กระทั่งผู้ก่อเหตุที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมายและจิตเวช

ข้อคิดจากเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ: การรู้จักสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงทางจิตใจ สุนทรียภาพของครอบครัว และการยอมเปิดใจรับคำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์ปกติ หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ที่ “ก่อเหตุจริง! สลดลูกชายฆ่าแม่ยัดอ่างน้ำโบกปูนอำพราง สารภาพรำคาญขี้บ่น“

ที่มา – ก่อเหตุจริง! สลดลูกชายฆ่าแม่ยัดอ่างน้ำโบกปูนอำพราง สารภาพรำคาญขี้บ่น

10 สุดยอดเครื่องบินขับไล่ เปิดอันดับแห่งฟากฟ้าปี 2025!

10 สุดยอดเครื่องบินขับไล่ ในปี 2025 ที่คุณห้ามพลาด!

ในปี 2025 ที่สถานการณ์ความขัดแย้งและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเปลี่ยนแปลงไม่มีวันหยุด 10 สุดยอดเครื่องบินขับไล่ นี้ได้ถูกจัดอันดับให้เป็นผู้ครองน่านฟ้าที่ดีที่สุด โดยเว็บไซต์ Aerotime ซึ่งเป็นสื่อข่าวการบินชั้นนำระดับโลก. การจัดอันดับไม่ได้พิจารณาจากความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณสมบัติสำคัญอย่างการพรางตัว (Stealth), ความคล่องตัว, ต้นทุนการผลิต, ความสามารถในการบรรทุกอาวุธ รวมถึงความแพร่หลายในการใช้งานอีกด้วย.

1. Sukhoi Su-57 Felon – เจ้าแห่งการพรางตัวและราคาประหยัด

สำหรับเครื่องบิน Sukhoi Su-57 Felon ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดของรัสเซียนั้น ได้ผงาดขึ้นสู่อันดับหนึ่งในปีนี้ด้วยความสมดุลระหว่างความสามารถในการพรางตัวที่ดีและค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ายังกับเครื่องบินรุ่นท็อป โดยมีราคาต่อเครื่องอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือกว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

จุดเด่นของ Su-57 คือความคล่องตัวอันยอดเยี่ยมที่ได้รับจากการติดตั้งหัวฉีดขับดันแบบ 3D thrust vectoring รวมถึงระบบเซ็นเซอร์ระดับท็อปและอาวุธที่หลากหลาย แม้ว่าเทคโนโลยีพรางตัวจะยังไม่เทียบเท่าฝั่งตะวันตก แต่ก็เพียงพอต่อภารกิจในน่านฟ้าระดับสูง

2. F-35 Lightning II – เครื่องบินอเนกประสงค์ที่ครอบคลุมที่สุด

F-35 ยังคงครองตำแหน่งหนึ่งใน 10 สุดยอดเครื่องบินขับไล่ ของโลกในปี 2025. ปัจจัยที่ทำให้มันยังทรงอิทธิพลคือการถูกนำไปใช้งานกว่า 700 ลำทั่วโลก และเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

F-35 โดดเด่นด้านความสามารถในการพรางตัว (Stealth) ที่ดีกว่า Su-57 โดยมี RCS (Radar Cross Section) เทียบเท่าลูกกอล์ฟ หมายความว่าค่อนข้างยากที่จะถูกตรวจจับโดยระบบเรดาร์

3. Chengdu J-20 ‘Mighty Dragon’ – เจ้ามังกรแห่งเอเชีย

รุ่นล้ำสมัยจากจีนที่ถือเป็นเครื่องบิน fighter jet รุ่นที่ 5 ที่มีการออกแบบเฉพาะทางมาก เป็นเครื่องบินที่เหมาะสำหรับภารกิจโจมตีระยะไกล โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง มัค 2 และยังสามารถบินต่อเนื่องอยู่ในช่วงความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องใช้ระบบเผาไหม้ท้ายเครื่อง

ปัจจุบัน J-20 ยังคงถูกใช้ภายในประเทศจีนเท่านั้น ยังไม่มีการส่งออกไปให้ประเทศอื่นๆ แต่มีความเป็นไปได้ว่าในปี 2025 จะมีความเคลื่อนไหวใหม่เกี่ยวกับการส่งออกเครื่องบินรบรุ่นนี้

4. F-15EX Eagle II – ขับไล่ติดอาวุธหนักที่สุด

ไม่มีขับไล่รุ่นใดเทียบได้ในเรื่องการบรรทุกอาวุธกับ F-15EX Eagle II ที่สามารถบรรทุกอาวุธได้ถึง 30,000 ปอนด์. มันไม่ได้มีคุณสมบัติพรางตัวขั้นสูงอย่าง F-35 แต่มีจุดเด่นที่ ความเร็วสูงมากถึง มัค 2.5 และสามารถติดตั้งขีปนาวุธได้มากกว่า 20 ลูกต่อเที่ยวบิน ซึ่งทำให้มันเหมาะสำหรับการสนับสนุนขับไล่สเตลท์ที่แพงกว่า

5. F-22 Raptor – สุดยอดขับไล่ Stealth ที่แพงที่สุด

F-22 Raptor ถือเป็นขับไล่สเตลท์ที่ดีที่สุดในโลกในแง่การออกแบบและประสิทธิภาพ แต่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 5 เนื่องจากต้นทุนที่สูง และน้ำหนักบรรทุกอาวุธที่ต่ำเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ. ต้นทุนต่อเครื่องอยู่ที่กว่า 143 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไม่มีการผลิตเพิ่มเติมแล้ว แต่มันก็ยังน่าเกรงขามในสมรภูมิอากาศด้วยเรดาร์ที่ต่ำมากเทียบเท่าลูกแก้ว

6. F-16 Fighting Falcon – ขับไล่รุ่นเก่าที่ยังคงใช้งานได้ดีกว่าใคร

แม้จะมีอายุยาวนานตั้งแต่ยุค 70s แต่ F-16 Fighting Falcon ยังคงเป็นเครื่องบินรบที่แพร่หลายที่สุด. ปัจจุบันมีเครื่องบินประจำการกว่า 2,000 ลำ ทั่วโลก โดยรุ่นล่าสุดคือ Block 70/72 ได้พัฒนาประสิทธิภาพทัดเทียม ขับไล่รุ่นท็อปรุ่นที่ 4++

ความเป็นขับไล่หลายวัตถุประสงค์ผสมกับราคาที่คุ้มค่า ทำให้ F-16 ถือเป็นหนึ่งในเครื่องรบคุ้มค่าที่สุดในรายการนี้

7. Sukhoi Su-35 – ขับไล่รุ่นที่ 4 ที่พัฒนาเพื่อความยิ่งใหญ่

แม้ว่าจะเป็นขับไล่รุ่นที่ 4 แต่ Su-35 มีคุณสมบัติและสมรรถนะที่ใกล้เคียงกับรุ่นที่ 5 โดยเฉพาะเรื่องความคล่องตัวที่ได้รับจากระบบขับเคลื่อน thrust vectoring ในสองระนาบ และความเร็วที่สูงถึง มัค 2.25 ทำให้มันเป็นตัวอันตรายในทุกสถานการณ์

รุ่นนี้เหมาะสำหรับภารกิจระยะไกลด้วยความจุเชื้อเพลิงขนาดใหญ่และการติดตั้งระบบเรดาร์ที่ทันสมัย

8. Eurofighter Typhoon – หัวใจแห่งยุโรป

Eurofighter Typhoon ถือเป็นหัวใจของกองทัพอากาศในยุโรป โดยออกแบบมาสำหรับการครองอากาศโดยเฉพาะ แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นขับไล่ แบบ omnirole ที่ใช้งานได้หลากหลาย โดยมีจุดเด่นเรื่องความคล่องตัวและระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัย

9. F/A-18E/F Super Hornet – ความสมบูรณ์แบบบนเรือบรรทุกเครื่องบิน

F/A-18E/F Super Hornet ถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้อย่างยอดเยี่ยม มันสามารถรองรับอาวุธของสหรัฐฯ และ นาโต้ ได้หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีต้นทุนต่ำกว่าทางเลือกอื่นๆ และได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้เข้ากับศตวรรษที่ 21

10. Dassault Rafale – สายลมล่าวาฬ

Dassault Rafale หรือที่รู้จักในชื่อ “สายลมกระโชก” เป็นเครื่องบินที่มีการออกแบบให้สามารถทำภารกิจได้ทุกรูปแบบแบบ omnirole ซึ่งหมายถึงการเตรียมพร้อมรบในทุกลักษณะพร้อมกันทีเดียว

แม้ Rafale จะไม่ใช่ Stealth เต็มตัว แต่ก็ได้รับการออกแบบให้ลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ พร้อมทั้งยังมีระบบเซ็นเซอร์ที่ล้ำสมัย ทำให้มันสามารถตรวจจับเครื่องบินสเตลท์จากระยะไกลได้ดี โดยเฉพาะในตลาดอาวุธต่างประเทศ

ขอบคุณข้อมูลจาก @aertime

หากคุณสนใจเรื่องเทคโนโลยีการบินหรือติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพทั่วโลก อย่าลืมติดตามรายชื่อ 10 สุดยอดเครื่องบินขับไล่ ประจำปี 2025 นี้ เพราะแต่ละลำล้วนเป็นตัวจริงของยุทธศาสตร์ยุคใหม่

ธอส. ออก 3 มาตรการพักหนี้ช่วยลูกค้าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจ หรือมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา คงทราบดีว่ามีผลกระทบต่อชีวิตและอาชีพของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการเงินส่วนบุคคล ล่าสุด ธอส. หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ออกมาตรการพักหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งหมด 3 มาตรการ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งสามารถช่วยลดภาระให้กับลูกค้าได้จริง

ธอส. ออก 3 มาตรการพักหนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากข้อพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการของ ธอส. ได้เปิดเผยว่า ได้มีการออก มาตรการช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากการช่วยเหลือในช่วงก่อนหน้านี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่

มาตราการที่ 1: ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบหนัก

สำหรับลูกค้าที่ เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร หรือทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันได้รับความเสียหายจนไม่สามารถพักอาศัยได้ จะได้รับการช่วยเหลือ ดังนี้:

  • เดือนที่ 1 ถึง 12: ดอกเบี้ย 0% และปลอดการผ่อนชำระ
  • เดือนที่ 13 เป็นต้นไป: สามารถผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ไปจนครบกำหนด

ช่วยให้ลูกค้าที่ประสบปัญหาตั้งแต่ระดับความเสียหายที่รุนแรงสามารถมีเวลาฟื้นฟูชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินในปีแรกทันที

มาตราการที่ 2: สำหรับลูกค้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินได้รับความเสียหายบางส่วน

หากลูกค้า บาดเจ็บสาหัส หรือหลักประกันได้รับความเสียหายโดยยังไม่ถึงขั้นสูญเสียทั้งหมด ธอส. ให้สามารถใช้สิทธิประนอมหนี้ได้นานถึง 5 ปี ด้วยเงื่อนไขเด่น:

  • ปีแรก (1-12) – ดอกเบี้ย 0% พร้อมปลอดงวดผ่อน
  • ช่วงปีที่ 2 ถึง 5 – ดอกเบี้ยเพียง 0.01%
  • เมื่อผ่อนครบกำหนดให้กลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม

มาตราการที่ 3: สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากสถานการณ์

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ที่ต้องประสบกับการ ลดลงของรายได้ จากสถานการณ์ โดยมีระยะเวลาประนอมหนี้ไม่เกิน 1 ปี และได้รับความผ่อนคลายในการจ่ายชำระหนี้:

  • เดือนที่ 1-6: ดอกเบี้ย 0% และผ่อนชำระเพียง 1,000 บาทต่อเดือน โดยทั้งหมดจะถูกตัดเงินต้น
  • เดือนที่ 7-12: ดอกเบี้ย 1% พร้อมผ่อนชำระขั้นต่ำเท่ากับดอกเบี้ยรายเดือน + 100 บาท

มาตรการทั้ง 3 ข้างต้นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 และลูกค้าสามารถยื่นเรื่องขอกับ ธอส. ได้ที่สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ พร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น หลักฐานแสดงว่าได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพหรือธุรกิจ เช่น ใบแจ้งยอดรายได้, หนังสือรับรองจากหน่วยงาน, รูปถ่ายกิจการ หรือเอกสารอื่น ๆ ที่สามารถยืนยันว่าได้รับผลกระทบจริงจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดน

ใครควรใช้มาตรการเหล่านี้บ้าง

หากคุณอยู่ในพื้นที่ ชายแดนไทย – กัมพูชา และกำลังประสบปัญหาเรื่องรายได้หรือสถานการณ์ที่กระทบต่อทรัพย์สินของคุณ มาตรการของ ธอส. เหล่านี้คือทางออกที่ควรตรวจสอบเบื้องต้น โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยสูงในช่วงฟื้นตัว ซึ่งช่วยให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งด้วยความมั่นคงทางการเงินระดับหนึ่ง

สามารถติดต่อได้ถึงสิ้นปี 2568

ลูกค้าสามารถติดต่อสาขาธนาคารตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 โดยนำเอาเอกสารทั้งหมดไปแสดงเพื่อให้ ธอส. พิจารณาอย่างละเอียด และถ้าคุณยังลังเลอยู่ ไม่ควรรอให้ปัญหาเริ่มเลวร้ายก่อน ควรเริ่มวางแผนทางการเงินว่าสามารถใช้สิทธิ์มาตรการใดได้บ้าง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ถือเป็นการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับกำหนดช่วงเวลาผ่อนคลายให้ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้หลังจากได้รับผลกระทบจากปัญหาระดับประเทศ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวอยู่ใน พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวจาก ธอส. เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้ให้คุ้มค่าที่สุด และอย่าเพิกเฉยต่อความช่วยเหลือที่มีอยู่ ช่วยทั้งลดความเครียดทางการเงินและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – ธอส. ออก 3 มาตรการพักหนี้สูงสุด 1 ปี ช่วยลูกค้าในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา

กรมอนามัยออกแนวทางจัดการกลิ่นศพ เพื่อป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมอนามัยออกแนวทางจัดการกลิ่นศพ ป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการจัดการกลิ่นศพ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องสุขอนามัยและโรคระบาดในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มทหารที่ต้องปฏิบัติภารกิจอยู่ในบริเวณนั้น

การจัดการกลิ่นที่เกิดจากศพนั้น กรมอนามัยมีคำแนะนำว่าสามารถใช้ปูนขาว น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือสารฟอกขาวในการโรยศพ เพื่อลดกลิ่นเหม็นและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค อีกทั้งยังมีการเร่งประสานงานกับประเทศกัมพูชาเพื่อจัดการเคลื่อนย้ายศพและจัดพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

ผลกระทบจากกลิ่นศพต่อสุขภาพและจิตใจเป็นอย่างไร?

กลิ่นของศพที่เน่าเสียนั้นไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องความรำคาญ แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพของบุคคล โดยเฉพาะทหารที่อยู่ในพื้นที่ ที่ก่อให้เกิดการสูดดมแก๊สที่เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ ทำให้เกิดความไม่สบายนายทางร่างกาย หรือแม้กระทั่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคผ่านทางสัตว์หรือแมลงพาหะกัดแทะ

นอกจากสุขภาพกาย แล้วกลิ่นศพยังส่งผลต่อจิตใจของทหารที่ปฏิบัติงาน ภาพ เสียง กลิ่น และสิ่งแวดล้อมล้วนสร้างความรู้สึกหวาดกลัว กังวล หรือกระทั่งเกิดเป็นความรู้สึกเชิงลบต่อการเข้ารับราชการทหารในระยะยาว การรับมือกับอบายมนุษย์ในสถานการณ์เช่นนี้จึงต้องมีการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรอบด้าน

วิธีป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากศพ

เพื่อความปลอดภัยในเบื้องต้น การป้องกันควรเริ่มจากผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทางกรมอนามัยแนะนำให้ทหารใช้ยาทากันแมลง สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด รวมถึงใช้หน้ากาก N95 หรือหน้ากากผงถ่านกัมมันต์ เพื่อลดการสัมผัสด้วยเชื้อโรคในอากาศ

สำหรับแหล่งน้ำที่ซากศพอาจปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำใต้ดินหรือน้ำประปาชุมชน แนะนำให้ปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการเติมคลอรีนให้ได้มาตรฐาน 0.2-0.5 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือการต้มน้ำให้ถึงอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อโรคถูกทำลายอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเกิดโรคระบาดจากต้นตอทางธรรมชาติ

ความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อจัดการกับสถานการณ์

กรมอนามัยได้ประสานงานกับกัมพูชาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการเคลื่อนย้ายและจัดการศพอย่างเป็นทางการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของพิธีกรรมทางศาสนา และลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขลักษณะภายในพื้นที่ยุทธปฎิบัติ

ในส่วนของสภาพจิตใจ ของเจ้าหน้าที่ พญ.อัมพรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลทางอารมณ์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ความรู้สึกกลัว หวาดกลัว วิตกกังวล และความทรงจำที่ไม่ดีจากสถานการณ์ความรุนแรง หากไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการรักษาจิตใจที่ดี ก็อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิตระยะยาวได้

กรมอนามัยและทีมงานมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมวิธีการจัดการกากลิ่นศพให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อป้องกันผลกระทบทางลบต่อบุคคลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ

ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ กรมอนามัยและทีมงานทุกคนมีความปรารถนาให้สถานการณ์ชายแดนกลับสู่ภาวะปกติสมบูรณ์โดยเร็ว พร้อมทั้งให้ความห่วงใยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากพวกเขากล้าหาญและเข้มแข็งมากเพียงใด ก็ยังคงต้องการการสนับสนุนทั้งทางร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ

ที่มา – กรมอนามัย ออกแนวทางจัดกากลิ่นศพ กันโรคระบาดพื้นที่ชายแดน

รองนายกเทศบาลอยุธยา ตรวจห้องปฐมพยาบาลโรงเรียนในสังกัดฯ ให้กำลังใจนักเรียนฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรค

รองนายกเทศบาลอยุธยา ตรวจห้องปฐมพยาบาลโรงเรียนในสังกัดฯ ให้กำลังใจนักเรียนฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรค

นาง​รุ่ง​รัศมี​ สรรพโกศลกุล​ รองนายกเทศมนตรี​นครพระนครศรีอยุธยา นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดห้องปฐมพยาบาลของโรงเรียนเทศบาลวัดตองปุและโรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม ตามนโยบาย “เรียนดี มีทักษะ ปลอดภัย มีความสุข” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้และดูแลสุขภาพนักเรียนอย่างสมบูรณ์แบบ

จากการตรวจเยี่ยมพบว่าห้องปฐมพยาบาลทั้งสองแห่งมีการจัดการที่โดดเด่น ในเรื่องการระบายอากาศ ความสะอาด รวมถึงขั้นตอนการจัดเก็บยาที่คำนึงถึงความสะดวกและมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เจ้าหน้าที่ยังเน้นเรื่องการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนและยาทุกชนิด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ทั้งนี้การเยี่ยมชมยังเป็นโอกาสอันดีในการมอบกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานอย่างหนัก

การฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรคในโรงเรียน

รองนายกเทศบาลอยุธยาระบุว่า ได้ตรวจเช็กความพร้อมของวัคซีนหลากหลายชนิด ทั้ง วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก และวัคซีนโปลิโอชนิดกิน พร้อมให้กำลังใจนักเรียนระดับชั้น​ป.1​ ป.5 และ​ป.6​ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง การดูแลเด็กนักเรียนในด้านสาธารณสุขเชิงรุกครั้งนี้สะท้อนถึงการวางแผนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนของเมืองกรุงศรีอยุธยารอบด้าน

โครงการนี้ไม่เพียงสอดรับกับแนวทางการป้องกันโรคระบาดตามปฏิทินการฉีดวัคซีนแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินสุขภาพอีกด้วย ห้องปฐมพยาบาลถูกออกแบบให้เข้าถึงได้ง่ายในกรณีที่นักเรียนบาดเจ็บเล็กน้อยหรือมีอาการผิดปกติระหว่างวัน

  • ระบบจัดเก็บยาที่มีประสิทธิภาพ
  • การอบรมพยาบาลโรงเรียนให้ปฏิบัติการฉุกเฉินได้ทันที
  • การติดตามผลหลังการฉีดวัคซีนแบบเรียลไทม์

ที่มา – รองนายกเทศบาลอยุธยา ตรวจห้องปฐมพยาบาลโรงเรียนในสังกัดฯ ให้กำลังใจนักเรียนฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรค