DSI จับมือกรมควบคุมมลพิษรับคดีขยะพิษภาคตะวันออก

DSI จับมือกรมควบคุมมลพิษรับคดีขยะพิษภาคตะวันออก หลังทั้งสองหน่วยงานประชุมหารือแนวทางทำงานร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตรายและขยะพิษจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางของขยะอันตรายข้ามชาติ รวมถึงคุ้มครองประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI มอบหมายให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุมกับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อวางกรอบการปฏิบัติงานร่วมกัน ทั้งด้านการรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบสถานประกอบการ และการจัดเตรียมเอกสารสำหรับเสนอรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ

DSI จับมือกรมควบคุมมลพิษรับคดีขยะพิษภาคตะวันออก

ประเด็นสำคัญอยู่ที่คดีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตรายซึ่งเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยข้อมูลจากสำนวนสืบสวนที่ 27/2569 แบ่งแนวทางการดำเนินคดีออกเป็น 2 กลุ่มพื้นที่ กลุ่มแรกครอบคลุมจังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี ส่วนกลุ่มที่สองครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว รวมทั้งหมด 5 จังหวัดในภาคตะวันออก

รายละเอียดคดีขยะพิษ 5 จังหวัดที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม

คดีที่อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารเพื่อเสนอให้ DSI พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ เกี่ยวข้องกับการนำเข้าวัตถุอันตรายในช่วงปี 2567–2569 จากนั้นมีการนำวัตถุดังกล่าวไปใช้หรือก่อเหตุในพื้นที่ต่าง ๆ การดำเนินงานจึงต้องตรวจสอบทั้งเส้นทางการนำเข้า ผู้เกี่ยวข้อง สถานที่เก็บหรือกำจัด และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

สำหรับจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานและกิจกรรมอุตสาหกรรมจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลของสถานประกอบการอย่างละเอียด ขณะเดียวกันจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ก็เป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามเส้นทางการขนส่ง การนำเข้า และการกระจายวัตถุอันตราย เพื่อให้เห็นภาพรวมของเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

  • จังหวัดระยองและชลบุรี: อยู่ในกลุ่มพื้นที่ของคดีที่ 1 ตามแนวทางการจัดเตรียมเอกสาร
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว: อยู่ในกลุ่มพื้นที่ของคดีที่ 2
  • ช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง: ระหว่างปี 2567–2569
  • ลักษณะการกระทำผิด: ลักลอบนำเข้าวัตถุอันตรายที่เป็นของต้องห้าม

ขั้นตอนตรวจสอบและเก็บหลักฐานในพื้นที่

หากมีการรับเป็นคดีพิเศษแล้ว DSI และกรมควบคุมมลพิษจะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการ โรงงาน หรือสถานที่ที่อาจเป็นแหล่งก่อมลพิษร่วมกัน การทำงานจะให้ความสำคัญกับหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่การเก็บตัวอย่างวัตถุอันตราย การตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอในจุดเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่จะต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณวัตถุอันตรายที่พบ รวมถึงประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและการดำเนินคดี เพราะช่วยให้เห็นทั้งลักษณะของสารหรือขยะพิษ ปริมาณที่เกี่ยวข้อง วิธีการเก็บหรือกำจัด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อดิน น้ำ อากาศ และสุขภาพของประชาชน

นอกจากการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีแนวทางเรียกค่าใช้จ่ายในการบำบัดและกำจัดของเสียจากผู้กระทำผิด รวมถึงการคำนวณค่าเสียหายที่รัฐต้องรับภาระ หากพบว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็อาจพิจารณายึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ความร่วมมือระหว่าง DSI และกรมควบคุมมลพิษ

ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานสะท้อนถึงการทำงานแบบบูรณาการ โดย DSI มีบทบาทด้านการสืบสวนและดำเนินคดีที่มีความซับซ้อน ส่วนกรมควบคุมมลพิษมีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบมลพิษ วัตถุอันตราย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อนำความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาทำงานร่วมกัน จะช่วยให้การตรวจสอบมีความรอบด้านและมีน้ำหนักมากขึ้น

การทำงานดังกล่าวสอดคล้องกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 401/2569 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ สารเคมี และขยะอันตรายจากต่างประเทศ รวมถึงขยายผลไปยังผู้กระทำผิดและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคตะวันออก การติดตามคดีนี้มีความสำคัญ เพราะปัญหาขยะพิษไม่ได้กระทบเฉพาะบริเวณที่พบของเสียเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อคุณภาพน้ำ แหล่งอาหาร อากาศ และสุขภาพของคนในชุมชน หากมีการจัดเก็บหรือกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง สารอันตรายอาจแพร่กระจายและสร้างภาระในการฟื้นฟูพื้นที่เป็นเวลานาน

DSI จับมือกรมควบคุมมลพิษรับคดีขยะพิษภาคตะวันออก จึงเป็นอีกก้าวของการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่สำคัญจะอยู่ที่การตรวจสอบอย่างโปร่งใส การติดตามผู้เกี่ยวข้องให้ถึงต้นทาง และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐ และร่วมแจ้งเบาะแสเมื่อพบการลักลอบทิ้งหรือขนส่งวัตถุอันตราย เพื่อช่วยกันปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อมของไทย

ที่มา – DSI จับมือกรมควบคุมมลพิษ จ่อรับคดีขยะพิษ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเป็นคดีพิเศษ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *