FTA ไทย–EU ยังไม่จบ! แจงปม UPOV 1991 ข้อกังวลเกษตรกร

FTA ไทย–EU ยังไม่จบ! แจงปม UPOV 1991 ข้อกังวลเกษตรกร เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกร ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพราะเกี่ยวข้องทั้งการค้าระหว่างประเทศ การคุ้มครองพันธุ์พืช ต้นทุนการผลิต และความมั่นคงทางอาหารของไทย หลายคนอาจกังวลว่าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU จะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้เหมือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในขณะนี้คือ FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา และประเด็น UPOV 1991 ยังไม่ได้ข้อยุติ ข้อเสนอของสหภาพยุโรปจึงยังเป็นเพียงเอกสารที่ใช้ประกอบการเจรจา ไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้ายที่ประเทศไทยยอมรับแล้ว การสื่อสารเรื่องนี้จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างกฎหมายไทยที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน กับข้อเสนอที่อาจมีการหารือและปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต

FTA ไทย–EU ยังไม่จบ! แจงปม UPOV 1991 ข้อกังวลเกษตรกร

รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับข้อกังวลของเกษตรกรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะประเด็นสิทธิในการเก็บและใช้ส่วนขยายพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุ์พืชพื้นเมือง และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้พันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง การเจรจาจะต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน ไม่ใช่มองเฉพาะประโยชน์ด้านการส่งออกหรือการดึงดูดนวัตกรรมเท่านั้น

FTA ไทย–EU ยังไม่จบ และ UPOV 1991 ยังเป็นข้อเสนอในการเจรจา

ประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ การที่ฝ่ายสหภาพยุโรปเสนอให้คู่เจรจาคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตามหลักการของ UPOV 1991 ไม่ได้หมายความว่าไทยได้เข้าร่วมอนุสัญญาดังกล่าวแล้ว หรือกฎหมายไทยได้เปลี่ยนแปลงไปโดยอัตโนมัติ การเจรจายังสามารถมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ปรับถ้อยคำ และกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

ดังนั้น การกล่าวว่าไทยตกลงเข้าร่วม UPOV 1991 แล้ว หรือเกษตรกรจะหมดสิทธิ์เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในทุกกรณี จึงไม่สอดคล้องกับสถานะการเจรจาในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าสิทธิของเกษตรกรจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย หากในอนาคตมีข้อผูกพันใหม่ เพราะรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาขั้นสุดท้ายและกฎหมายภายในที่ต้องจัดทำให้สอดคล้องกัน

สิทธิของเกษตรกรภายใต้กฎหมายไทยในปัจจุบัน

ปัจจุบันประเทศไทยใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 33 กำหนดข้อยกเว้นบางประการให้เกษตรกรสามารถใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองผลิตขึ้นเพื่อเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นสำหรับการศึกษา การทดลอง การวิจัย การปรับปรุงพันธุ์ และการกระทำที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางการค้า ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ การเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่เกษตรกรผลิตขึ้นเองไว้ใช้ในแปลงของตนเอง ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการผลิตหรือจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เกษตรกรจึงควรตรวจสอบประเภทของพันธุ์พืช วัตถุประสงค์ในการใช้ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการเชิงพาณิชย์

  • เกษตรกรยังอยู่ภายใต้สิทธิและข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
  • การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ได้ผิดกฎหมายในทุกกรณี
  • การผลิตหรือจำหน่ายพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองอาจต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
  • เงื่อนไขการใช้พันธุ์พืชอาจแตกต่างกันตามประเภทและวัตถุประสงค์
  • การเจรจา FTA ไม่ทำให้กฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงทันที

UPOV 1991 เปิดช่องให้กำหนดข้อยกเว้นได้

UPOV 1991 เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช โดยกำหนดขอบเขตสิทธิเกี่ยวกับพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองในกิจกรรมบางประเภท อย่างไรก็ตาม ข้อ 15 (2) เปิดทางให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นไว้ในกฎหมายภายในได้ เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งปลูกในแปลงของตนเองกลับมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในแปลงของตนเอง ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด

สาระสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าไทยจะเข้าร่วม UPOV 1991 หรือไม่ แต่ยังรวมถึงรายละเอียดของกฎหมายไทยในอนาคตด้วย เช่น จะคุ้มครองพันธุ์พืชประเภทใด จะกำหนดข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรอย่างไร จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยหรือไม่ และจะดูแลพันธุ์พืชพื้นเมืองกับความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร

ผลกระทบที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

การคุ้มครองพันธุ์พืชมีทั้งด้านบวกและประเด็นที่ต้องระวัง ด้านหนึ่ง ระบบคุ้มครองที่ชัดเจนอาจช่วยส่งเสริมการวิจัย การลงทุน และการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์มีแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สภาพอากาศและตลาดมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง หากกำหนดเงื่อนไขเข้มงวดเกินไป เกษตรกรอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์มากขึ้น

ประเด็นที่เกี่ยวข้องยังครอบคลุมถึงการรักษาพันธุ์พืชท้องถิ่น การส่งต่อความรู้ของชุมชน และความสามารถของเกษตรกรในการปรับตัวต่อภัยแล้ง โรคพืช และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากการเข้าถึงพันธุ์พืชมีข้อจำกัดมากเกินไป อาจกระทบต่อความหลากหลายของระบบเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรร่วมกันประเมินผลกระทบอย่างเป็นระบบ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงตัวแทนเกษตรกร นักวิชาการ และภาคประชาสังคม การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะช่วยให้การกำหนดท่าทีของไทยไม่ยึดติดกับมุมมองด้านการค้าเพียงด้านเดียว

FTA ไทย–EU ยังไม่จบ ต้องติดตามขั้นตอนต่อไป

หากการเจรจา FTA ไทย–EU ในอนาคตมีข้อผูกพันที่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนด และหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายใน ก็ต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้อง การเจรจาระหว่างประเทศจึงไม่ได้ทำให้กฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงได้ทันทีโดยไม่มีการพิจารณา

สำหรับประชาชนและเกษตรกร สิ่งที่ควรทำในช่วงนี้คือ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ อ่านรายละเอียดของข้อเสนออย่างรอบคอบ และแยกข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงออกจากการสรุปเกินจริง FTA ไทย–EU ยังไม่จบ! แจงปม UPOV 1991 ข้อกังวลเกษตรกร จึงเป็นเรื่องที่ควรติดตามต่อไปด้วยเหตุผลและข้อมูลที่รอบด้าน ไม่ควรตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรละเลยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ท้ายที่สุด จุดสมดุลที่เหมาะสมควรทำให้ประเทศไทยสามารถส่งเสริมนวัตกรรมและการค้าระหว่างประเทศได้ พร้อมกับรักษาสิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารไว้ การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ข้อตกลงในอนาคตตอบโจทย์สังคมไทยได้มากที่สุด

ที่มา – FTA ไทย–EU ยังไม่จบ! แจงปม UPOV 1991 ข้อกังวลเกษตรกร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *