LINE Call เพิ่มขึ้น 14% ช่วงน้ำท่วม

เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การสื่อสารที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะผู้คนต้องติดต่อครอบครัว ตรวจสอบความปลอดภัย ขอความช่วยเหลือ และติดตามประกาศจากหน่วยงานต่าง ๆ ล่าสุด LINE ประเทศไทยเปิดเผยข้อมูลการใช้งานในช่วงวิกฤต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะการโทร การแจ้งสถานะความปลอดภัย และการแลกเปลี่ยนข้อมูลในชุมชนออนไลน์

ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยให้เห็นภาพการใช้งานจริงในช่วงเวลาที่มีความกังวลสูง และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการพัฒนาบริการรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคต

LINE Call เพิ่มขึ้น 14% ช่วงน้ำท่วม

ระหว่างวันที่ 25 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569 ปริมาณการใช้งาน LINE Call ในช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุดเพิ่มขึ้นประมาณ 14% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดน้ำท่วม ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนใช้การโทรผ่าน LINE เพื่อติดต่อคนใกล้ตัวและประสานงานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามว่าครอบครัวปลอดภัยหรือไม่ การแจ้งสถานการณ์ในพื้นที่ หรือการขอความช่วยเหลือในช่วงที่การเดินทางทำได้ยาก

แม้มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ระบบยังสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะในช่วงเกิดภัยพิบัติ ช่องทางสื่อสารอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับพูดคุยทั่วไปเท่านั้น

LINE Call เพิ่มขึ้น 14% ช่วงน้ำท่วม สะท้อนพฤติกรรมผู้ใช้

ตัวเลขการโทรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าผู้คนต้องการสื่อสารแบบทันทีในช่วงวิกฤต การส่งข้อความอาจเหมาะกับการแจ้งข้อมูลสั้น ๆ แต่การโทรช่วยให้ผู้ติดต่อสามารถสอบถามรายละเอียด ประเมินสถานการณ์ และตัดสินใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วย หรือสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ต่างพื้นที่

นอกจาก LINE Call แล้ว LINE Safety Check ยังมีบทบาทในการช่วยให้ผู้ใช้แจ้งสถานะความปลอดภัยของตนเองให้เพื่อนและครอบครัวรับทราบ ในช่วงน้ำท่วมเดือนกันยายน มีการรายงานสถานะผ่านฟีเจอร์นี้ประมาณ 1.6 ล้านครั้ง ฟีเจอร์ดังกล่าวช่วยลดความกังวลของคนที่อยู่ห่างกัน และทำให้การติดตามความปลอดภัยมีระบบมากขึ้น

ข้อมูลเตือนภัยและชุมชนออนไลน์ช่วยคนในพื้นที่

ในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือพายุ การได้รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม LINE ALERT ทำหน้าที่ส่งต่อประกาศเตือนภัยจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. รวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยา ผ่านบัญชีทางการ เพื่อให้ผู้ติดตามได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การมีช่องทางแจ้งเตือนที่เข้าถึงง่ายช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวได้เร็วขึ้น เช่น ย้ายรถไปยังพื้นที่ปลอดภัย เตรียมสิ่งของจำเป็น ปิดระบบไฟฟ้าบางส่วน หรือวางแผนการเดินทางที่หลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรตรวจสอบประกาศจากหน่วยงานต้นทางทุกครั้งก่อนแชร์ต่อ เพราะข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลต่อความปลอดภัย

อีกพื้นที่หนึ่งที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นคือ LINE OpenChat โดยเฉพาะคอมมูนิตี้เกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัย ผู้คนใช้พื้นที่นี้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำ จุดจอดรถที่ปลอดภัย เส้นทางที่ยังสัญจรได้ และการประสานความช่วยเหลือในชุมชน ในช่วงน้ำท่วม คอมมูนิตี้กลุ่มนี้มียอดเข้าชมรวมประมาณ 3 ล้านเพจวิว และมีผู้ใช้งานช่วงพีกประมาณ 241,000 ราย

เมื่อรวมทุกหมวดหมู่ของ LINE OpenChat ปริมาณการส่งข้อความสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 5.1 ล้านข้อความต่อวัน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนออนไลน์ในการแบ่งปันข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนให้ผู้ใช้ระมัดระวังข่าวลือ ข้อมูลเก่า และข้อความที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

บทเรียนจากน้ำท่วมเพื่อพัฒนาบริการฉุกเฉิน

สถานการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า LINE ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับส่งข้อความในชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการความช่วยเหลือและข้อมูลที่รวดเร็ว การที่ LINE Call เพิ่มขึ้น 14% ช่วงน้ำท่วม จึงเป็นข้อมูลที่ช่วยสะท้อนความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน

ข้อมูลจากการใช้งานจริงสามารถนำไปต่อยอดได้หลายด้าน เช่น

  • การเพิ่มความพร้อมของระบบ: รองรับปริมาณการโทรและข้อความที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงวิกฤต
  • การแจ้งเตือนที่รวดเร็ว: เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่าย
  • การยืนยันข้อมูล: ช่วยให้ผู้ใช้งานแยกแยะประกาศทางการออกจากข้อมูลที่ยังไม่มีแหล่งอ้างอิง
  • การประสานงานในชุมชน: สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลในพื้นที่และการขอความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ
  • การออกแบบบริการเพื่อเหตุฉุกเฉิน: พัฒนาฟีเจอร์ให้เหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์ที่ผู้คนมีเวลาตัดสินใจจำกัด

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้ผู้ใช้รู้ว่าจะตรวจสอบข้อมูลจากที่ใด ควรติดต่อใคร และต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อเกิดเหตุจริง การสื่อสารที่ดีจึงควรเชื่อมโยงทั้งประชาชน หน่วยงานรัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน

LIFELINE ชวนเตรียมพร้อมก่อนเกิดวิกฤต

LINE ยังเดินหน้าโครงการ LIFELINE พร้อมก่อนวิกฤต โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจคือ LIFELINE: ซ้อมท่วม ซึ่งจัดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทดลองรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมจำลอง ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การอ่านประกาศเตือนภัย การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน การดูแลบ้าน ไปจนถึงการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรืออพยพ การฝึกซ้อมในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพว่าควรทำอะไรเมื่อต้องตัดสินใจภายใต้เวลาจำกัด

การเตรียมพร้อมไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเริ่มเรียนรู้ ทุกครอบครัวสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการจัดทำรายชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉิน เตรียมยาและเอกสารสำคัญ วางแผนเส้นทางอพยพ ติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการ และพูดคุยกับสมาชิกในบ้านเกี่ยวกับจุดนัดพบ หากทุกคนมีแผนที่ชัดเจน การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดก็จะทำได้อย่างมีสติยิ่งขึ้น

โดยสรุป ข้อมูลการใช้งานในช่วงน้ำท่วมเป็นทั้งภาพสะท้อนพฤติกรรมของผู้คนและแนวทางพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์เหตุฉุกเฉินมากขึ้น ผู้ใช้งานเองก็ควรใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบ ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า เพราะการสื่อสารที่รวดเร็วจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อมาพร้อมข้อมูลที่ถูกต้องและการเตรียมตัวที่ดี

หากเกิดเหตุฉุกเฉินครั้งต่อไป ลองเริ่มจากการติดตามประกาศทางการ เตรียมช่องทางติดต่อสำรอง และชวนคนในครอบครัวซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติไว้ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – “ไลน์ “เผยวิกฤตน้ำท่วมยอดโทร LINE Call เพิ่มขึ้น 14% นำข้อมูลต่อยอดพัฒนาบริการรับมือเหตุฉุกเฉิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *