PPWR เพิ่มโจทย์ส่งออกไทย ธุรกิจต้องรับมืออย่างไร

กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรปกำลังเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจของผู้ส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่ต้องการรักษาตลาดยุโรปเอาไว้ PPWR เพิ่มโจทย์ส่งออกไทย เพราะสินค้าไม่ได้ถูกพิจารณาเฉพาะคุณภาพหรือราคาอีกต่อไป แต่ต้องผ่านเกณฑ์ด้านการออกแบบ วัสดุ การรีไซเคิล การใช้ซ้ำ และการจัดการขยะหลังการบริโภคด้วย

PPWR หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation เป็นกฎระเบียบที่สหภาพยุโรปจัดทำขึ้นเพื่อควบคุมปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์และสร้างมาตรฐานเดียวกันในประเทศสมาชิก โดยเริ่มมีผลบังคับใช้โดยทั่วไปตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ส่วนรายละเอียดสำคัญจะทยอยบังคับใช้ในช่วงเวลาต่อมา ผู้ส่งออกไทยจึงควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอจนถึงวันที่ลูกค้าหรือผู้นำเข้าในยุโรปแจ้งให้แก้ไขบรรจุภัณฑ์

PPWR เพิ่มโจทย์ส่งออกไทย กระทบธุรกิจอย่างไร

สาเหตุที่ EU ต้องยกระดับกฎระเบียบมาจากปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2564 ประเทศสมาชิก EU มีขยะบรรจุภัณฑ์รวมกว่า 84 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 24% จากปี 2553 หรือเฉลี่ยมากกว่า 188 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ปริมาณดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอีก 19% ภายในปี 2573 ขณะที่ปริมาณขยะกับปริมาณที่นำไปรีไซเคิลยังมีช่องว่างสูง

กฎใหม่นี้ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเลือกวัสดุ การลดน้ำหนักและปริมาตร การจำกัดพื้นที่ว่างที่ไม่จำเป็น การแสดงข้อมูลบนฉลาก ไปจนถึงการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ นอกจากนี้ ผู้ผลิตและผู้นำเข้ายังต้องมีความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะผ่านระบบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ EPR

PPWR เพิ่มโจทย์ส่งออกไทยใน 4 กลุ่มธุรกิจ

ผลกระทบจาก PPWR ไม่ได้เท่ากันทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมาก ใช้วัสดุหลายชนิด หรือพึ่งพาตลาด EU สูง จะมีความเสี่ยงมากกว่า โดยมีกลุ่มธุรกิจที่ควรจับตาเป็นพิเศษดังนี้

  • สินค้าไลฟ์สไตล์และสันทนาการ เช่น ของเล่นและอุปกรณ์กีฬา ซึ่งมักใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างความโดดเด่นและป้องกันสินค้า จึงอาจต้องลดวัสดุส่วนเกินและปรับรูปแบบให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น
  • อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่าส่งออกไป EU เฉลี่ยประมาณ 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้ากลุ่มนี้มักใช้โฟม พลาสติกห่อชิ้นส่วน กระดาษ และวัสดุกันกระแทกหลายประเภท ทำให้การแยกวัสดุและการรีไซเคิลทำได้ยาก
  • อาหารและเครื่องดื่ม มีมูลค่าส่งออกไป EU มากกว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบความปลอดภัยของวัสดุที่สัมผัสอาหาร รวมถึงสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลในขวดและภาชนะประเภทต่าง ๆ
  • ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเกณฑ์การรีไซเคิลและการเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล โดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกคิดเป็นสัดส่วนสูงของการส่งออกบรรจุภัณฑ์ไทยไป EU

นอกจาก 4 กลุ่มหลักแล้ว ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในบ้าน เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลก็ควรติดตามกฎอย่างใกล้ชิด เพราะสินค้ากลุ่มนี้มักใช้วัสดุกันกระแทกหรือบรรจุภัณฑ์หลายชั้น ซึ่งอาจต้องปรับทั้งโครงสร้างและข้อมูลบนฉลาก

ข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียม

ในปี 2569 จะเริ่มมีข้อกำหนดด้าน EPR ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าลงทะเบียนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมีข้อจำกัดการใช้สารเคมีอันตรายบางชนิด เช่น PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร ผู้ประกอบการจึงต้องรวบรวมข้อมูลวัสดุและปริมาณบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแต่ละรายการให้ครบถ้วน

ปี 2571 จะมีข้อกำหนดเรื่องฉลาก เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าบรรจุภัณฑ์ทำจากวัสดุใดและควรคัดแยกอย่างไร พร้อมกำหนดให้ลดบรรจุภัณฑ์ส่วนเกิน ทั้งน้ำหนัก ปริมาตร และพื้นที่ว่างภายในกล่อง ผู้ผลิตจึงควรทบทวนขนาดกล่อง ถุง ขวด และวัสดุห่อหุ้มให้เหมาะสมกับสินค้ามากที่สุด

ในปี 2573 บรรจุภัณฑ์จะต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้ และบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะต้องมีวัสดุรีไซเคิลตามสัดส่วนที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีการจำกัดบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวบางประเภทและส่งเสริมการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ ต่อมาในปี 2578 และ 2583 เกณฑ์การรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลจะเข้มงวดมากขึ้น

ต้นทุนที่ธุรกิจต้องวางแผนรับมือ

การปรับตัวตาม PPWR อาจทำให้ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ ค่าเก็บข้อมูลและตรวจสอบมาตรฐาน ค่าออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ค่าวัสดุรีไซเคิล และค่าธรรมเนียมจัดการขยะผ่านระบบ EPR ต้นทุนเหล่านี้อาจรวมถึงค่าปรับเครื่องจักร การทำแม่พิมพ์ใหม่ ค่าทดสอบในห้องปฏิบัติการ และค่าผู้แทนในประเทศปลายทาง

วัสดุรีไซเคิลบางประเภทมีราคาสูงกว่าวัสดุใหม่ โดยเฉพาะพลาสติกรีไซเคิลที่อาจมีราคาสูงขึ้นประมาณ 10-30% ธุรกิจเครื่องดื่มจึงอาจต้องรับภาระมากขึ้น เมื่อข้อกำหนดกำหนดให้ขวดพลาสติกใช้ครั้งเดียวมีวัสดุรีไซเคิลตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอาจเสียเปรียบ เพราะมีปริมาณการผลิตน้อยและไม่สามารถกระจายต้นทุนต่อหน่วยได้มากเท่าผู้ผลิตรายใหญ่

แนวทางเตรียมตัวก่อนกฎเข้มข้นขึ้น

ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการจัดทำบัญชีบรรจุภัณฑ์ของสินค้าทุกประเภท โดยระบุชนิดวัสดุ น้ำหนัก จำนวนชิ้นส่วน สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล และความสามารถในการรีไซเคิล จากนั้นจัดลำดับความสำคัญของสินค้าที่ส่งออกไป EU มาก ใช้บรรจุภัณฑ์ซับซ้อน หรือมีโอกาสถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูง

  • หารือกับผู้จัดหาวัตถุดิบเพื่อประเมินแหล่งผลิต ปริมาณสำรอง ระยะเวลาส่งมอบ และราคา
  • ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้วัสดุน้อยลง แต่ยังปกป้องสินค้าได้เพียงพอ
  • ลดการใช้วัสดุหลายชั้นและเลือกวัสดุที่แยกประเภทได้ง่าย
  • ทดสอบสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและตรวจสอบให้เหมาะกับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า
  • เตรียมระบบเก็บเอกสารและข้อมูลเพื่อรองรับการตรวจสอบจากลูกค้าหรือหน่วยงานปลายทาง

การปรับบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการส่งออก ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และเพิ่มโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ ผู้ประกอบการควรมอง PPWR ไม่ใช่เพียงต้นทุนใหม่ แต่เป็นแรงผลักดันให้พัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตให้แข่งขันได้ในตลาดโลกมากขึ้น หากเริ่มสำรวจข้อมูลและทดลองปรับทีละขั้นตอนตั้งแต่วันนี้ ธุรกิจไทยจะมีโอกาสรับมือกฎใหม่ได้มั่นคงกว่าเดิม

ที่มา – ‘PPWR’ เพิ่มโจทย์ส่งออกไทย จับตา 4 กลุ่มธุรกิจเสี่ยงแบกต้นทุนบรรจุภัณฑ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *