SMR กับพลังงานสะอาดสำหรับท่าเรือไทย
การขนส่งทางทะเลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง ท่าเรือพาณิชย์ทั่วโลกต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากการติดตั้งเครนไฟฟ้า ระบบคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ และการจ่ายไฟฟ้าจากฝั่งให้เรือขณะจอดเทียบท่า เพื่อลดการเดินเครื่องยนต์และลดมลพิษในพื้นที่ชายฝั่ง หนึ่งในแนวทางที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หรือ ปส. เสนอให้ศึกษา คือการนำเครื่องปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก หรือ SMR มาใช้สนับสนุนกิจการท่าเรือ
แนวคิด SMR กับพลังงานสะอาดสำหรับท่าเรือไทย ไม่ได้หมายถึงการเร่งก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทันที แต่เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ เทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย ต้นทุน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของประเทศ
SMR กับพลังงานสะอาดสำหรับท่าเรือไทย
รายงานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงในพื้นที่ท่าเรือเสนอการใช้พลังงานนิวเคลียร์ไว้หลายรูปแบบ รูปแบบแรกคือการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ขนาดกะทัดรัดบนเรือบรรทุกสินค้าหรือเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ เรือประเภทนี้สามารถเดินทางต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ท่าเรือปลายทางจำเป็นต้องมีระบบตรวจวัดรังสี พื้นที่รองรับเรือ และมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
รูปแบบที่สองคือการติดตั้ง SMR หรือไมโครรีแอกเตอร์บนบกในเขตอุตสาหกรรมท่าเรือ โดย SMR อาจมีกำลังผลิตตั้งแต่ประมาณ 5-300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า ส่วนไมโครรีแอกเตอร์มีกำลังผลิตประมาณ 1-20 เมกะวัตต์ไฟฟ้า พลังงานที่ผลิตได้สามารถใช้กับเครน ระบบคลังสินค้า ระบบบำบัดน้ำ และการจ่ายไฟฟ้าจากฝั่งให้เรือขณะจอดเทียบท่าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากผลิตไฟฟ้าแล้ว เครื่องปฏิกรณ์ยังอาจนำความร้อนไปใช้ผลิตไฮโดรเจนสีชมพู รวมถึงเชื้อเพลิงสังเคราะห์ เช่น แอมโมเนียและเมทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับเรือพาณิชย์ในอนาคต ส่วนรูปแบบที่สามคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำ ซึ่งสามารถนำไปจอดใกล้ท่าเรือเพื่อจ่ายไฟฟ้าและผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยใช้พื้นที่บนบกน้อยกว่าโรงไฟฟ้าทั่วไป
SMR กับพลังงานสะอาดสำหรับท่าเรือไทยต้องเริ่มจากความปลอดภัย
แม้เทคโนโลยี SMR จะมีศักยภาพช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การนำมาใช้ในพื้นที่ท่าเรือต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ท่าเรือเป็นพื้นที่ที่มีผู้คน สินค้าอันตราย เรือขนาดใหญ่ และกิจกรรมขนส่งหนาแน่น การประเมินความเสี่ยงจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบสถานที่ การควบคุมวัสดุนิวเคลียร์ การป้องกันการก่อการร้าย ไปจนถึงแผนรับมืออุบัติเหตุและภัยธรรมชาติ
การกำกับดูแลยังต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเลขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO บทที่ 8 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรือนิวเคลียร์ รวมถึงมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA นอกจากนี้ โครงการ ATLAS ยังเป็นความร่วมมือที่มุ่งพัฒนากรอบด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และการอนุญาตใช้เครื่องปฏิกรณ์ลอยน้ำกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางทะเล
อีกประเด็นที่ต้องวางแผนอย่างชัดเจนคือความรับผิดทางแพ่งและการประกันภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม หรือประเทศอื่น ไทยจำเป็นต้องกำหนดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบและมีหลักเกณฑ์ชดเชยอย่างไร กฎหมายภายในประเทศควรสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ และประเทศคู่ค้า
แนวทางเตรียมท่าเรือไทยให้พร้อม
การเตรียมความพร้อมสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับตามแนวทางของผู้เชี่ยวชาญด้านท่าเรือและการจัดชั้นเรือ ระดับแรกคือการสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์และรังสีให้แก่บุคลากร ระดับที่สองคือการจัดทำแผนฉุกเฉินและเตรียมพื้นที่รองรับเรือหรือระบบพลังงานนิวเคลียร์ ระดับที่สามคือการพัฒนาบริการเฉพาะทางสำหรับตรวจสอบ บำรุงรักษา และสนับสนุนระบบ และระดับที่สี่คือการยกระดับท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางผลิตและจ่ายพลังงานนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ
- ศึกษาความเป็นไปได้: ประสานกระทรวงคมนาคม การท่าเรือแห่งประเทศไทย สำนักงาน EEC และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อประเมินความคุ้มค่าของ SMR ขนาดประมาณ 300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า
- จัดทำกฎหมายรองรับ: กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับเรือนิวเคลียร์ การอนุญาตให้เข้ามาในน่านน้ำไทย การเทียบท่า และความรับผิดทางแพ่ง
- พัฒนาระบบฉุกเฉิน: จัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉินทางรังสีในเขตท่าเรือ พร้อมฝึกซ้อมร่วมกับหน่วยงานทางทะเลและหน่วยงานท้องถิ่นเป็นประจำ
- สร้างความเข้าใจแก่สังคม: ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ท่าเรือ ศุลกากร ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างโปร่งใส
ปัจจุบัน ปส. มีสถานีตรวจวัดรังสีอัตโนมัติในพื้นที่ด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือสำคัญทั่วประเทศ ระบบดังกล่าวช่วยเฝ้าระวังและป้องกันการลักลอบขนย้ายวัสดุนิวเคลียร์หรือสารกัมมันตรังสี ถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระบบกำกับดูแลในอนาคต
สำหรับประเทศไทย การศึกษา SMR กับพลังงานสะอาดสำหรับท่าเรือไทย ควรเดินหน้าอย่างรอบคอบและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แม้ SMR อาจช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด แต่การตัดสินใจต้องพิจารณาต้นทุน ความพร้อมของบุคลากร ความปลอดภัย ผลกระทบต่อชุมชน และความคุ้มค่าในระยะยาวควบคู่กันไป หากไทยวางกฎหมายและระบบความปลอดภัยได้ตั้งแต่วันนี้ เทคโนโลยีใหม่ก็อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับท่าเรือไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำของภูมิภาค
ที่มา – ปส. ชงศึกษา SMR หนุนท่าเรือไทยใช้พลังงานสะอาด เร่งวางกฎหมายรองรับ