กรมควบคุมมลพิษตรวจโกดังระยอง

กรณี กรมควบคุมมลพิษตรวจโกดังระยอง กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังหน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่ตรวจสอบโกดังให้เช่าในอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง בעקבותได้รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการขนส่งตู้สินค้าและวัตถุต้องสงสัยเข้ามากองเก็บภายในพื้นที่ การตรวจสอบครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว การประกอบกิจการคัดแยกหรือบดย่อยวัสดุ และการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

จากข้อมูลการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบวัสดุรีไซเคิลหลายประเภทกองรวมกันอยู่ในโกดัง เช่น สายไฟ พลาสติก เศษอะลูมิเนียม เศษกระดาษ เศษไม้ และเศษเหล็ก นอกจากนี้ยังพบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่กับวัสดุเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากแผงวงจรอาจมีส่วนประกอบหรือสารบางชนิดที่จำเป็นต้องจัดเก็บและกำจัดอย่างถูกวิธี

กรมควบคุมมลพิษตรวจโกดังระยอง พบอะไรบ้าง

การลงพื้นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม โดยกรมควบคุมมลพิษผ่านศูนย์ควบคุมมลพิษจังหวัดระยองและกองตรวจมลพิษ ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง ศูนย์ดำรงธรรม และหน่วยงานท้องถิ่น เข้าตรวจสอบโกดังให้เช่าของบริษัท ระยอง อินดัสเทรียล จำกัด ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง

พื้นที่ดังกล่าวมีโกดังทั้งหมด 15 แห่ง แต่ในวันตรวจสอบเจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจได้ 5 แห่ง ได้แก่ โกดังหมายเลข 7, 8, 10, 12 และ 14 ผลการตรวจพบการกองเก็บวัสดุหลายชนิด รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้สำหรับคัดแยกและแปรรูปวัสดุ ได้แก่ เครื่องร่อนแยกขนาด เครื่องบดย่อย และเครื่องร่อนแยกทองแดงแบบใช้น้ำ

กรมควบคุมมลพิษตรวจโกดังระยอง ตรวจใบอนุญาตและตัวอย่างของเสีย

เครื่องจักรและลักษณะการดำเนินงานที่พบอาจเข้าข่ายการประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน อย่างไรก็ตาม ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ผู้ดูแลพื้นที่ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือใบอนุญาต รง.4 ได้ ประเด็นนี้จึงอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างกากของเสียภายในโกดังหมายเลข 14 จำนวน 14 ตัวอย่าง รวมถึงเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งจากบ่อบริเวณด้านหน้าโกดังอีก 1 ตัวอย่าง ตัวอย่างทั้งหมดจะถูกนำไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อดูคุณสมบัติและประเมินว่ามีสารหรือองค์ประกอบที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่

การเก็บตัวอย่างถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะวัสดุที่มองเห็นภายนอกอาจไม่เพียงพอต่อการสรุปผล เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ผลวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการประกอบกับข้อมูลด้านเอกสาร แหล่งที่มา ปริมาณวัสดุ และวิธีการจัดเก็บ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักวิชาการและข้อกฎหมาย

การอายัดของกลางและการตรวจสอบแหล่งที่มา

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองได้อายัดสิ่งของที่พบภายในโกดังทั้ง 5 แห่งไว้แล้ว เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนแปลงสภาพของวัสดุระหว่างการตรวจสอบ การอายัดดังกล่าวจะช่วยรักษาพยานหลักฐาน และทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

อีกหนึ่งเบาะแสสำคัญคือป้ายกำกับกองกากของเสียภายในโกดังหมายเลข 8 ซึ่งระบุหมายเลขตู้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศและน้ำหนักสินค้า ข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้หน่วยงานสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังบริษัทเจ้าของสินค้า บริษัทผู้รับขนส่ง และแหล่งที่มาของตู้สินค้าได้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรวบรวมเอกสารและข้อมูลจากหลายฝ่าย เพื่อขยายผลหาผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ก็จะนำพยานหลักฐานไปประกอบการดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ การตรวจสอบยังต้องอาศัยผลวิเคราะห์ตัวอย่างและเอกสารประกอบ จึงควรรอข้อสรุปจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ

ทำไมการจัดการวัสดุรีไซเคิลจึงต้องมีมาตรฐาน

วัสดุรีไซเคิลมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและช่วยลดปริมาณขยะได้ หากมีการคัดแยก ขนส่ง และแปรรูปอย่างถูกต้อง แต่หากนำวัสดุต่างชนิดมากองรวมกันโดยไม่มีระบบควบคุม อาจเกิดปัญหาฝุ่น กลิ่น น้ำชะขยะ น้ำเสีย หรือการปนเปื้อนของสารที่ไม่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะวัสดุจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ควรมีการจัดการเฉพาะทาง

  • ผู้ประกอบการควรตรวจสอบใบอนุญาตและขอบเขตการประกอบกิจการให้ถูกต้อง
  • ควรแยกประเภทวัสดุและติดป้ายกำกับอย่างชัดเจน
  • ควรจัดเก็บวัสดุในพื้นที่ที่เหมาะสม มีระบบป้องกันน้ำฝนและน้ำไหลปนเปื้อน
  • ควรเก็บข้อมูลการรับเข้าและส่งออกวัสดุ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ควรแจ้งหน่วยงานทันทีเมื่อพบวัสดุต้องสงสัยหรือของเสียที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลวัสดุเหลือใช้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการนำกลับมาใช้ใหม่เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของชุมชน และความรับผิดชอบของผู้ประกอบการทุกฝ่าย การที่หน่วยงานลงพื้นที่ร่วมกันหลายหน่วยงานจะช่วยให้การตรวจสอบครอบคลุมทั้งด้านใบอนุญาต คุณภาพของเสีย แหล่งที่มา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชน หากพบการขนย้ายหรือกองเก็บวัสดุที่มีลักษณะผิดปกติ ควรบันทึกข้อมูลเท่าที่ทำได้โดยไม่เข้าไปในพื้นที่อันตราย และแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้าตรวจสอบอย่างเป็นทางการ การเฝ้าระวังจากชุมชนควรดำเนินควบคู่กับการทำงานของภาครัฐ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ท้ายที่สุด ผลวิเคราะห์ตัวอย่างและการตรวจสอบเอกสารจะเป็นข้อมูลสำคัญในการยืนยันข้อเท็จจริง ขอให้ทุกฝ่ายติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการจัดการวัสดุรีไซเคิลที่โปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้

ที่มา – ‘กรมควบคุมมลพิษ’ ตรวจโกดังต้องสงสัย จ.ระยอง พบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนวัสดุรีไซเคิล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *