กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี
กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำและพื้นที่เชื่อมต่อ โดยเฉพาะบริเวณที่แม่น้ำปราจีนบุรีไหลไปบรรจบกับแม่น้ำนครนายก ก่อนรวมกันเป็นแม่น้ำบางปะกงและไหลลงสู่อ่าวไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในหลายพื้นที่ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และสุขภาพของประชาชนในภาพรวม
จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 12 และ 16 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำทั้งหมด 5 จุด ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ไปจนถึงอำเภอบ้านสร้าง ผลวิเคราะห์พบว่า ค่าอะลูมิเนียมบริเวณอำเภอกบินทร์บุรีมีค่าสูงสุด 3.547 มิลลิกรัมต่อลิตร จากนั้นมีแนวโน้มลดลงในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ ขณะที่บริเวณอำเภอเมืองปราจีนบุรีและอำเภอบ้านสร้าง ตรวจพบค่าต่ำกว่า 0.0005 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าขีดจำกัดของวิธีตรวจวัด
กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีอย่างไร
การทำงานของกรมควบคุมมลพิษไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจวัดค่าทางเคมีในน้ำเท่านั้น แต่ยังพิจารณาเส้นทางการไหลของน้ำ ลักษณะพื้นที่ และปัจจัยทางธรรมชาติที่อาจทำให้สารปนเปื้อนเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงได้ สารบางชนิดอาจไหลไปตามกระแสน้ำ ขณะที่บางส่วนอาจจับตัวกับสารแขวนลอยและตกสะสมในตะกอนดิน การตรวจสอบจึงต้องทำอย่างรอบด้าน และควรดำเนินการซ้ำในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนสถานการณ์จริงมากที่สุด
สำหรับเส้นทางน้ำในพื้นที่นี้ แม่น้ำปราจีนบุรีจะไหลมาบรรจบกับแม่น้ำนครนายก ก่อนกลายเป็นแม่น้ำบางปะกงและไหลผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราลงสู่อ่าวไทย แม้ผลตรวจในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำปราจีนบุรีและจุดเชื่อมต่อจะยังไม่พบอะลูมิเนียมในระดับที่สูงกว่าขีดจำกัดการตรวจวัด แต่การติดตามยังมีความจำเป็น เพราะสภาพน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝน กระแสน้ำ การระบายน้ำ และอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง
กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและตะกอนดิน
ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรรู้คือ การตรวจน้ำเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอในการประเมินความเสี่ยงทั้งหมด อะลูมิเนียมและสารอื่นอาจเปลี่ยนรูปตามสภาพความเป็นกรด-ด่างของน้ำ หรือจับตัวกับตะกอนและสะสมอยู่บริเวณท้องน้ำ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน เช่น มีฝนตกหนัก กระแสน้ำแรง หรือเกิดการกวนตะกอน สารเหล่านี้อาจกลับมาอยู่ในน้ำได้อีกครั้ง ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องตรวจทั้งคุณภาพน้ำและตะกอนดินควบคู่กัน
พื้นที่ที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ จุดบรรจบของแม่น้ำปราจีนบุรีกับแม่น้ำนครนายก พื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำบางปะกง และบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลขึ้นลง การเก็บข้อมูลในจุดเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพการกระจายตัวของสารปนเปื้อนชัดเจนขึ้น รวมถึงช่วยแยกแยะว่า ค่าที่ตรวจพบเกิดจากการไหลของน้ำ การสะสมในตะกอน หรือปัจจัยธรรมชาติอื่น ๆ
นอกจากค่าอะลูมิเนียมแล้ว เจ้าหน้าที่จะติดตามตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย เพื่อประเมินผลกระทบต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศอย่างครบถ้วน โดยข้อมูลแต่ละด้านมีความสำคัญแตกต่างกัน การพิจารณาร่วมกันจะช่วยให้การประเมินสถานการณ์มีความแม่นยำ และทำให้หน่วยงานสามารถกำหนดแนวทางป้องกันได้เหมาะสมกับพื้นที่
- ค่าออกซิเจนละลายน้ำ: ใช้ประเมินว่าน้ำมีออกซิเจนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำหรือไม่
- ค่าความเป็นกรด-ด่าง: ช่วยบ่งชี้สภาพทางเคมีของน้ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปและการเคลื่อนที่ของสารบางชนิด
- สารมลพิษอื่น: การตรวจเพิ่มเติมช่วยให้เห็นความเสี่ยงที่อาจไม่ได้เกิดจากอะลูมิเนียมเพียงอย่างเดียว
- คุณภาพตะกอนดิน: ช่วยตรวจสอบการสะสมของสารในท้องน้ำและพื้นที่ริมฝั่ง
- สภาพการไหลของน้ำ: ใช้ประกอบการประเมินทิศทางการเคลื่อนที่ของสารและผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ
ในระหว่างที่ยังมีการติดตาม ประชาชนควรรับข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพราะอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น หากพบความผิดปกติของน้ำ เช่น สีเปลี่ยน กลิ่นผิดปกติ มีคราบลอย หรือพบสัตว์น้ำตายจำนวนมาก ควรแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นหรือหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทันที พร้อมระบุวันเวลาและสถานที่ให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้รวดเร็ว
กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี อย่างต่อเนื่อง และจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งเตือนประชาชนเมื่อพบความเสี่ยง การตรวจสอบทั้งน้ำ ตะกอนดิน และปัจจัยทางนิเวศจะช่วยให้การจัดการมีข้อมูลรองรับมากขึ้น มุมมองที่สำคัญคือ การดูแลแม่น้ำควรทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เกิดเหตุ เพราะข้อมูลระยะยาวจะช่วยป้องกันปัญหาและรักษาทรัพยากรน้ำให้คนในชุมชนใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย