กสทช. คุมเข้ม! ซิมบ๊อกซ์ต้องขออนุญาต
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ กสทช. เรื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 (ฉบับที่ 3) โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ต.ค.68 โดยสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ กำหนดให้ผู้ที่ถือครอง ซิมบ๊อกซ์ (SIM BOX) หรืออุปกรณ์เกตเวย์ (Gateway) ที่ใส่ซิมการ์ด ตั้งแต่ 4 ซิมขึ้นไป ไว้ในครอบครองอยู่แล้วก่อนวันที่ประกาศบังคับใช้ ให้มาขอรับใบอนุญาตให้มี ใช้ นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม หรือใบอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคม แล้วแต่กรณีกับ สำนักงาน กสทช. ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ หากไม่ดำเนินการ มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งก่อนหน้านี้ สำนักงาน กสทช. ได้มีประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนด 8 มาตรการ เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนและป้องกันยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งมาตรการที่สำนักงาน กสทช. กำชับกับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามข้อสั่งการของที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
นายไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับประกาศ สำนักงาน กสทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ ได้กำหนด ห้ามมิให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอนุญาตให้อุปกรณ์ ซิมบ๊อกซ์ ที่ไม่ได้ลงทะเบียนกับสำนักงาน กสทช. เชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ให้บริการฯ หากไม่ดำเนินการต้องมีส่วนร่วมรับผิดตามมาตรา 4/1 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่อป้องกัน สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นำอุปกรณ์ไปใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์หลอกประชาชน
กสทช. คุมเข้ม! ซิมบ๊อกซ์ต้องขออนุญาต
จากกรณีที่ กสทช. ออกประกาศควบคุมการใช้งาน ซิมบ๊อกซ์ นั้น มีรายละเอียดที่ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องควรทราบ เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างไม่ถูกต้อง
ทำไม กสทช. ต้องคุมเข้ม ซิมบ๊อกซ์?
เหตุผลหลักที่ กสทช. ต้องออกมาตรการควบคุมการใช้งานซิมบ๊อกซ์อย่างเข้มงวดนั้น เนื่องมาจากปัญหาการนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อหลอกลวงประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และความเดือดร้อนในวงกว้าง
ซิมบ๊อกซ์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโทรออกและรับสายผ่านหมายเลขโทรศัพท์จำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นเครื่องมือในการโทรหาเหยื่อจำนวนมาก พร้อมทั้งปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ให้ดูน่าเชื่อถือ เพื่อหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงิน หรือให้ข้อมูลส่วนตัว
ใครที่ต้องขออนุญาต?
ผู้ที่ต้องขออนุญาตคือผู้ที่ถือครองซิมบ๊อกซ์ (SIM BOX) หรืออุปกรณ์เกตเวย์ (Gateway) ที่ใส่ซิมการ์ด ตั้งแต่ 4 ซิมขึ้นไป ที่มีไว้ในครอบครองอยู่แล้วก่อนวันที่ประกาศบังคับใช้ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ผู้ที่เข้าข่ายจะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตให้มี ใช้ นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม หรือใบอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคม แล้วแต่กรณี กับ สำนักงาน กสทช. ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ
หากไม่ขออนุญาต จะมีโทษอย่างไร?
สำหรับผู้ที่ไม่ดำเนินการขออนุญาตตามที่กำหนด จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น ผู้ที่มีอุปกรณ์ซิมบ๊อกซ์อยู่ในครอบครองจึงควรตรวจสอบและดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย
มาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากมาตรการควบคุมซิมบ๊อกซ์แล้ว กสทช. ยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอีกมากมาย เช่น การห้ามผู้ให้บริการโทรคมนาคมอนุญาตให้อุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ที่ไม่ได้ลงทะเบียนกับสำนักงาน กสทช. เชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม หากไม่ดำเนินการต้องมีส่วนร่วมรับผิดตามมาตรา 4/1 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
การที่ กสทช. ออกมาตรการคุมเข้ม ซิมบ๊อกซ์ นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของ กสทช. จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความร่วมมือ เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
ที่มา – “กสทช.”คุมเข้มซิมบ๊อกซ์ต้องขออนุญาต สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์นำไปหลอก “ปชช.”