จับตาเกาะสมุย! ตม.สุราษฎร์ธานี แจ้งข้อหา ‘นอมินี’ บริษัทบาร์เกิร์ลอังกฤษ 17 ล้าน

เกาะสมุยกลับมาเป็น焦点อีกครั้ง หลังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดโปงกรณีอื้อฉาวของการใช้ชาวไทยเป็น นอมินี เพื่อครอบครองธุรกิจบาร์เกิร์ลบนเกาะท่องเที่ยวยอดนิยม โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 17 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อย่างชัดเจน

จับตาเกาะสมุย! ตม.สุราษฎร์ธานี แจ้งข้อหา ‘นอมินี’ บริษัทบาร์เกิร์ลอังกฤษ 17 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยื่นสำนวนการสืบสวนและร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด อำเภอเกาะสมุย เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี นอมินี บริษัทบาร์เกิร์ลชื่อดัง ‘ซิน บาย ไนท์’ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหาดเฉวง แหล่งบันเทิงชื่อดังของเกาะสมุย

ผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ นางแม็กซีน ลิซ่า ชวนเดอร์ อายุ 60 ปี สัญชาติอังกฤษ พร้อมด้วย น.ส.ลัดดา และ น.ส.จีริชุฎา สัญชาติไทย และนิติบุคคลบริษัท ซิน บาย ไนท์ จำกัด ในข้อหา “นอมินี” ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เนื่องจากมีพฤติกรรมใช้คนไทยเป็นบุคคลหน้าฉากในการถือหุ้น เพื่ออำพรางการควบคุมธุรกิจของชาวต่างชาติ

ที่มาของคดีนอมินีบาร์เกิร์ล 17 ล้าน

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เมื่อชุดสืบสวน ตม.จ.สุราษฎร์ธานี จับกุมชาวอังกฤษ 2 ราย ได้แก่ นายเบน แอช อายุ 37 ปี และนายเคียแรล ดาเนียล อายุ 38 ปี ในข้อหาปล้นทรัพย์และหลบหนีเข้ามาพำนักในประเทศไทย illegally ทั้งสองถูกจับได้ที่ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย ก่อนถูกส่งตัวให้พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศดำเนินคดีตามกฎหมาย

แต่ในการขยายผลสืบสวน พบว่า ระหว่างที่ทั้งสองหลบซ่อนตัวอยู่บนเกาะสมุย พวกเขากลับลักลอบเปิดและบริหารธุรกิจสถานบันเทิงในลักษณะบาร์เกิร์ลเต้นโชว์ ภายใต้ชื่อร้าน “ซิน บาย ไนท์” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโปงเครือข่าย นอมินี ครั้งใหญ่นี้

เส้นทางการเงินเผยความผิด

จากการตรวจสอบบริษัท ซิน บาย ไนท์ จำกัด พบว่า แม้จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมบริการบาร์เกิร์ลเต้นโชว์ แต่การถือหุ้นกลับมีพิรุธ

นางแม็กซีน แม่ของนายเบน ถือหุ้นร้อยละ 49 ในขณะที่คนไทย 2 ราย คือ น.ส.ลัดดา และ น.ส.จีริชุฎา ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 51 แต่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัททั้งหมด ซึ่งขัดกับหลักการถือหุ้นปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท พบว่า บัญชีบริษัท 2 บัญชี ถูกโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวของนางแม็กซีน ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือนมีนาคม 2568 รวมยอดกว่า 17 ล้านบาท

จากการสอบปากคำพยาน ทั้ง น.ส.ลัดดา และ น.ส.จีริชุฎา ให้การ一致ว่า ตนเองไม่ได้นำเงินมาลงทุนแต่อย่างใด แต่ถูกชักชวนให้เข้ามาถือหุ้นและรับเงินเดือนจากการทำงานในร้านเท่านั้น ทำให้ชัดเจนว่านางแม็กซีนคือผู้ควบคุมและบริหารบริษัท ซิน บาย ไนท์ จำกัด ทั้งหมด

นอมินี: รูปแบบการหลีกเลี่ยงกฎหมายของต่างชาติ

คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของพฤติกรรมการใช้ นอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งห้ามชาวต่างชาติทำธุรกิจในกิจการที่คนไทยยังมีความพร้อมในการแข่งขัน เช่น ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และสถานบันเทิง

การใช้คนไทยเป็นบุคคลหน้าฉาก ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะสมุย ซึ่งควรเป็นพื้นที่ทำกินของคนไทยเป็นหลัก

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือพิจารณาจะร่วมลงทุนกับชาวต่างชาติ ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าการถือหุ้นและการบริหารงานเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือผู้ร่วมกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว

การปราบปรามคดี นอมินี ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานภาครัฐมีความเข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบการลงทุนของชาวต่างชาติ และพร้อมจะดำเนินคดีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “จับตาเกาะสมุย! ตม.สุราษฎร์ธานี แจ้งข้อหา ‘นอมินี’ บริษัทบาร์เกิร์ลอังกฤษ 17 ล้าน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *