ตลาดโปรตีนทางเลือกไทยโตแผ่ว นมพืชโตต่อ-กลุ่มอาหารโตต่ำ

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยหันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาแหล่งโปรตีนที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนมจากพืช อาหารที่ทำจากโปรตีนพืช หรือผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบใหม่อย่างเห็ด ถั่วเขียว และไข่ผำ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมธุรกิจยังไม่ได้เติบโตอย่างร้อนแรง เพราะต้องเผชิญทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่สูง และการแข่งขันจากสินค้าโปรตีนแบบดั้งเดิม

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยสะท้อนภาพว่า ตลาดโปรตีนทางเลือกไทยโตแผ่ว นมพืชโตต่อ-กลุ่มอาหารโตต่ำ โดยตลาดโปรตีนทางเลือกจากนวัตกรรมอาหารใหม่ของไทยคาดว่าจะมีมูลค่า 10,200 ล้านบาทในปี 2569 และเพิ่มเป็น 10,400 ล้านบาทในปี 2570 แม้มูลค่าจะเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตลดลงจาก 2.4% ในปี 2569 เหลือ 2.0% ในปี 2570

ตลาดโปรตีนทางเลือกไทยโตแผ่ว นมพืชโตต่อ-กลุ่มอาหารโตต่ำ

สาเหตุสำคัญมาจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องแข่งขันกับโปรตีนหลายประเภท ทั้งเนื้อสัตว์ โปรตีนจากพืชแบบดั้งเดิม และสินค้าทางเลือกแบรนด์ใหม่ นอกจากนี้ น้ำท่วมในบางพื้นที่ยังอาจกระทบการผลิต การขนส่ง และยอดขายในช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สินค้ากลุ่มนี้มักได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

นมพืชยังเป็นดาวเด่นของตลาดโปรตีนทางเลือก

ตลาดโปรตีนทางเลือกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอาหารที่มีสัดส่วนประมาณ 59% และกลุ่มนมจากพืชทางเลือกที่มีสัดส่วน 41% แม้กลุ่มนมพืชจะมีส่วนแบ่งน้อยกว่า แต่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่า โดยคาดว่าในปี 2569 จะเติบโต 5.0% และปี 2570 เติบโต 4.0%

ปัจจัยหนุนของนมพืชมาจากราคาต่อหน่วยที่เริ่มเข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงการนำไปใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชา สมูทตี้ หรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผู้บริโภคยังมองว่านมพืชเป็นทางเลือกที่เหมาะกับหลายกลุ่ม ทั้งคนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่มีข้อจำกัดในการดื่มนมวัวหรือนมถั่วเหลือง

ด้านรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ต่าง ๆ เพิ่มสูตรน้ำตาลน้อย สูตรโปรตีนสูง สูตรเสริมแคลเซียม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ธัญพืชและถั่วหลายชนิด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและสามารถเลือกสินค้าให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

กลุ่มอาหารทางเลือกโตช้า เพราะผู้บริโภคมีตัวเลือกมาก

สำหรับกลุ่มอาหารทางเลือก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะเติบโตเพียง 0.7% ในปี 2569 และ 0.5% ในปี 2570 แม้ราคาสินค้าจะปรับลดลง แต่ผู้บริโภคยังสามารถเลือกโปรตีนจากพืชแบบดั้งเดิมหรือเนื้อสัตว์ทั่วไปที่มีราคาถูกกว่าและหาซื้อได้สะดวก

อีกประเด็นที่ทำให้ผู้บริโภคลังเลคืออาหารทางเลือกบางชนิดผ่านกระบวนการแปรรูปหลายขั้นตอน หรือที่เรียกว่า Ultra-processed food กลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพจึงอาจไม่ได้ซื้อรับประทานเป็นประจำ แต่เลือกซื้อเฉพาะบางโอกาส ขณะที่เครื่องดื่มจากพืชมีจุดแข็งด้านความสะดวก รสชาติ และการนำไปใช้ในเมนูต่าง ๆ จึงเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่า

เทศกาลกินเจยังเป็นโอกาส แต่ต้องรับมือน้ำท่วม

โดยทั่วไปเทศกาลกินเจช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าโปรตีนทางเลือกได้ประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ผู้ประกอบการจึงมักวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมในปี 2569 อาจกระทบตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก โรงงานผลิต คลังสินค้า ไปจนถึงเส้นทางขนส่ง

นอกจากปัญหาด้านโลจิสติกส์แล้ว กำลังซื้อของผู้บริโภคก็เป็นอีกความท้าทาย ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางอาจลดการซื้อสินค้าราคาแพง และหันไปเลือกโปรตีนทางเลือกแบบดั้งเดิม เช่น เต้าหู้ เห็ด หรือถั่ว ซึ่งมีราคาถูกกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมสินค้าให้มีหลายระดับราคา พร้อมกระจายช่องทางขายทั้งหน้าร้าน ซูเปอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มออนไลน์ และร้านอาหาร

คนงดเนื้อและสายสุขภาพช่วยพยุงความต้องการ

แม้ตลาดจะโตช้าลง แต่ยังมีปัจจัยบวกจากจำนวนผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ช่วงปี 2558-2568 จำนวนคนกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี และปัจจุบันมีประมาณ 7.5 ล้านคน คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจเพิ่มเป็น 9 ล้านคน

คนไทยยังหันมาออกกำลังกายและทำกิจกรรมทางกายมากขึ้น สัดส่วนผู้ที่ออกแรงทำงาน เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายเพิ่มจาก 57.5% ในปี 2564 เป็น 68.2% ในปี 2568 กลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.5-2.5 เท่า จึงเป็นฐานลูกค้าสำคัญของอาหารและเครื่องดื่มโปรตีนทางเลือก

ต้นทุนและการแข่งขันคือโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการ

ปัจจุบันมีสินค้าโปรตีนทางเลือกในตลาดมากกว่า 100 แบรนด์ ตั้งแต่สินค้านำเข้าระดับพรีเมียม ไปจนถึงสินค้าที่ผลิตในประเทศ แบรนด์ระดับโลกหลายรายยังขยายฐานการผลิตในไทย ทำให้ตลาดมีการแข่งขันเข้มข้นขึ้น ขณะเดียวกัน วัตถุดิบใหม่อย่างไข่ผำ เห็ด และถั่วเขียวก็เริ่มถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้สินค้า แต่ก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องสร้างความแตกต่างให้ชัดเจน

วัตถุดิบคิดเป็นประมาณ 50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และไทยยังพึ่งพาการนำเข้าสูง โดยเฉพาะถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ และพิสตาชีโอ เมื่อรวมกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและค่าขนส่งที่ไม่แน่นอน ต้นทุนจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้น ขณะที่การขึ้นราคาสินค้าอาจทำได้จำกัด เพราะผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า

  • ควบคุมต้นทุนด้วยการจัดหาวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น
  • พัฒนาสินค้าหลายระดับราคาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกว้างขึ้น
  • สื่อสารคุณค่าด้านโภชนาการและรสชาติให้เข้าใจง่าย
  • ขยายตลาด B2B ไปยังโรงงานอาหาร ร้านอาหาร และร้านเครื่องดื่ม
  • พัฒนาสูตรเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ นักกีฬา เด็ก และผู้ควบคุมน้ำหนัก

โดยสรุป ตลาดโปรตีนทางเลือกไทยโตแผ่ว นมพืชโตต่อ-กลุ่มอาหารโตต่ำ เป็นภาพสะท้อนว่าตลาดยังมีอนาคต แต่การเติบโตต่อจากนี้จะไม่ได้พึ่งกระแสรักสุขภาพเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการต้องทำสินค้าให้มีรสชาติดี ราคาเหมาะสม และตอบโจทย์โภชนาการเฉพาะกลุ่ม หากแบรนด์ใดควบคุมต้นทุนได้ พร้อมสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน ก็ยังมีโอกาสเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น ผู้บริโภคเองควรเลือกผลิตภัณฑ์โดยอ่านฉลากโภชนาการ เปรียบเทียบราคา และรับประทานให้หลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

ที่มา – วิจัยคาด ตลาดโปรตีนทางเลือกไทยโตแผ่ว นมพืชโตต่อ-กลุ่มอาหารโตต่ำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *