นายกฯ ไม่ได้สั่งคำนวณ GDP ใหม่ จริงหรือ?

ประเด็นเศรษฐกิจไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีอาจสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปคำนวณตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ใหม่ จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศไปก่อนหน้านี้มีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ออกมายืนยันว่า นายกฯ ไม่ได้สั่งคำนวณ GDP ใหม่ แต่ต้องการให้หน่วยงานตรวจสอบข้อมูลที่ใช้สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยให้ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. อธิบายว่า ในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา สศช. ได้เข้าพบและรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจยังเติบโตไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น ความแตกต่างระหว่างข้อมูลบางส่วนจึงเป็นเหตุผลให้ต้องกลับไปตรวจสอบรายละเอียดของฐานข้อมูลและวิธีการคำนวณ

นายกฯ ไม่ได้สั่งคำนวณ GDP ใหม่

สาระสำคัญของเรื่องนี้คือ นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งให้แก้ไขตัวเลข GDP เพื่อทำให้เศรษฐกิจดูเติบโตขึ้น และไม่ได้มีคำสั่งให้ปรับตัวเลขตามความต้องการทางการเมือง แต่ต้องการให้ข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจมีความถูกต้อง รอบด้าน และสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง การมีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตัวเลข GDP ถูกนำไปใช้ทั้งในการวางแผนนโยบาย การจัดทำงบประมาณ การประเมินความสามารถในการแข่งขัน และการกำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนกับภาคธุรกิจ

นายกฯ ไม่ได้สั่งคำนวณ GDP ใหม่ แต่ให้ตรวจสอบข้อมูล

ข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลข GDP ของไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและนักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามมาตั้งแต่ปี 2567 หลังพบว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขยับขึ้นตามตัวชี้วัดบางประเภท โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวได้ดี ขณะเดียวกัน ประเทศอื่นในภูมิภาคซึ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลับมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนกว่าไทย

สถาบันวิเคราะห์จากต่างประเทศ รวมถึงธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เคยตั้งข้อสังเกตว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ของไทย อาจยังไม่สามารถสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ครบถ้วน ปัจจุบันภาคการผลิตมีรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น มีโรงงานบางกลุ่มผลิตสินค้าเพื่อส่งออกโดยใช้ห่วงโซ่อุปทานและระบบการจัดการที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมแบบเดิม หากระบบเก็บข้อมูลยังไม่ครอบคลุม ก็อาจทำให้ภาพรวมที่ปรากฏในสถิติต่ำกว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง

จากการทำงานร่วมกันระหว่าง สศช. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีโรงงานผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออกรายใหญ่ประมาณ 4–5 กลุ่ม ซึ่งมีมูลค่าการผลิตรวมสูงถึง 800,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ถูกนับรวมเข้าสู่ระบบดัชนีการคำนวณอย่างครบถ้วน ประเด็นนี้จึงเป็นหัวใจของการปรับปรุงข้อมูลภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่การแก้ตัวเลขย้อนหลังเพื่อสร้างภาพเศรษฐกิจที่ดีเกินจริง

  • ตรวจสอบฐานข้อมูล: หน่วยงานต้องพิจารณาว่าข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมครอบคลุมกิจกรรมการผลิตจริงหรือไม่
  • ปรับปรุงดัชนี MPI: การปรับปรุงวิธีเก็บและประมวลผลข้อมูลจะช่วยให้เห็นโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้ชัดเจนขึ้น
  • เชื่อมโยงกับ GDP: ข้อมูลการผลิตที่ครบถ้วนจะช่วยให้การประเมินมูลค่าเศรษฐกิจมีความแม่นยำมากขึ้น
  • ใช้วางแผนนโยบาย: ภาครัฐจะสามารถกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุน การส่งออก และการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ตรงจุด

สศช. คาดว่าจะเริ่มเห็นผลจากการปรับปรุงดัชนีข้อมูลภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 3 และเชื่อว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการประเมิน GDP ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงข้อมูลควรดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าเปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บข้อมูลส่วนใด ใช้หลักเกณฑ์อะไร และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างจากข้อมูลเดิมมากน้อยเพียงใด ความชัดเจนเหล่านี้จะช่วยลดความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และผู้ประกอบการ

นอกจากประเด็น GDP แล้ว เศรษฐกิจไทยยังต้องติดตามราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เลขาธิการ สศช. ประเมินว่าราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง หรืออาจปรับเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มยุติลงในระยะสั้น ราคาพลังงานที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้า แม้เบื้องต้นจะประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมาย 3% ได้ในปีนี้ก็ตาม

อีกเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังคือดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น และอาจสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีที่เคยขาดดุลในไตรมาสก่อนหน้า ภาครัฐจึงพยายามบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันจากหลายพื้นที่ รวมถึงชะลอการเร่งนำเข้าเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 แนวทางดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และทำให้การบริหารต้นทุนพลังงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

โดยสรุป ข่าวนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลต้องการเปลี่ยนตัวเลข GDP ให้สูงขึ้น แต่สะท้อนความพยายามปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ AI สำหรับประชาชน การติดตามตัวเลขเศรษฐกิจควรดูหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การลงทุน การจ้างงาน การบริโภค เงินเฟ้อ และรายได้ของครัวเรือน เพราะ GDP เพียงตัวเดียวอาจไม่สามารถอธิบายความเป็นอยู่ของคนไทยได้ทั้งหมด ในมุมมองของผู้เขียน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและเปิดเผยตรวจสอบได้ย่อมเป็นรากฐานสำคัญของการวางนโยบาย หากทุกหน่วยงานทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน ประเทศไทยก็จะมีโอกาสกำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้แม่นยำและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

ที่มา – เลขาฯสภาพัฒน์ ยันนายกไม่ได้สั่งรื้อคำนวณ GDP ใหม่ แค่ให้ดูข้อมูลสะท้อนตัวเลขจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *