นายกฯสั่งเคลียร์ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน
โครงการ ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง หลังนายกรัฐมนตรีสั่งการให้เตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. ในการประชุมช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อพิจารณาทิศทางของโครงการให้มีความชัดเจนมากขึ้น
โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา โดยถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนทางการเงิน และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน
ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ต้องพิจารณารอบด้าน
เลขาธิการอีอีซีเปิดเผยว่า การประชุม กพอ. ครั้งล่าสุดยังไม่ได้หารือรายละเอียดของ ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน โดยตรง แต่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอในรอบถัดไป การพิจารณาครั้งใหม่จึงมีความสำคัญ เพราะจะเป็นขั้นตอนที่ช่วยกำหนดว่าโครงการควรเดินหน้าต่อ ปรับรูปแบบ หรือยุติสัญญาเดิม
โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้สัญญา PPP ตามกฎหมายอีอีซี การแก้ไขหรือยุติสัญญาจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านกฎหมาย การเงิน และผลกระทบต่อประโยชน์ของรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบรายละเอียดของสัญญา รวมถึงความรับผิดชอบของคู่สัญญา ก่อนเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการนโยบายอีอีซีและคณะรัฐมนตรี
เหตุผลที่โครงการเดิมเดินหน้าต่อได้ยาก
จากการประเมินในทางปฏิบัติ โครงการมีแนวโน้มเดินหน้าต่อได้ยาก เนื่องจากเงื่อนไขหลายอย่างไม่เหมือนช่วงเริ่มต้นโครงการ ผลการศึกษาทางการเงินระบุว่าโครงการอาจไม่คุ้มทุน ทำให้สถาบันการเงินยังไม่มั่นใจและไม่อนุมัติสินเชื่อให้แก่เอกชน การขาดแหล่งเงินทุนจึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการก่อสร้างและการบริหารโครงการ
แม้สำนักงานอัยการสูงสุดจะพิจารณาร่างสัญญาและเห็นว่าสามารถแก้ไขสัญญาได้ตามกฎหมาย แต่การแก้ไขเอกสารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่สามารถจัดหาเงินกู้ได้จริง โครงการก็ยังไม่สามารถเริ่มต้นหรือเดินหน้าตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ผลการศึกษาทางการเงินสะท้อนว่าโครงการไม่คุ้มทุนในเงื่อนไขปัจจุบัน
- สถาบันการเงินยังไม่ปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มเอกชน
- สัญญา PPP ยังมีผลผูกพันและยังไม่สิ้นสุดอย่างเป็นทางการ
- ภาครัฐต้องพิจารณาความเสียหายและความรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างละเอียด
ประเด็นสัญญาและหนี้แอร์พอร์ตเรลลิงก์
ปัจจุบันกลุ่มเอกชนคู่สัญญาได้ทำหนังสือแจ้งขอสิ้นสุดสัญญาต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. แล้ว แต่ รฟท. ยังไม่ได้รับรองว่าการแจ้งดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องจึงอยู่ระหว่างการเจรจาและกระบวนการระงับข้อพิพาท
ขณะเดียวกัน รฟท. ยังต้องเร่งดำเนินคดีเพื่อเรียกเก็บหนี้ค้างชำระจากค่าใช้สิทธิบริหารโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท การเร่งดำเนินการมีความจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องอายุความ และรักษาผลประโยชน์ของรัฐอย่างเต็มที่
หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ เรื่องอาจต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล โดยภาครัฐอาจใช้สิทธิบังคับหลักประกันสัญญาได้ หากพบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้ การตัดสินใจทุกขั้นตอนต้องยึดหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และการคุ้มครองทรัพย์สินของประชาชน
ทางเลือกใหม่หลังไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน
แม้โครงการเดิมจะมีอุปสรรค แต่ทุกฝ่ายยังเห็นตรงกันว่า อีอีซียังจำเป็นต้องมีระบบรถไฟที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ สนามบินอู่ตะเภา และจังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ การยุติสัญญาเดิมจึงไม่ได้หมายความว่าการพัฒนาระบบรางจะสิ้นสุดลง
แนวทางในอนาคตอาจมีทั้งการให้ภาครัฐลงทุนเอง หรือเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านรูปแบบ PPP ใหม่ โดยต้องออกแบบเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งความเสี่ยง การสนับสนุนด้านการเงิน หรือการกำหนดผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุน
สำหรับประชาชน สิ่งที่ควรติดตามคือผลการประชุมในเดือนพฤศจิกายน 2569 รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะสัญญา หนี้ค้างชำระ และรูปแบบการลงทุนในอนาคต การตัดสินใจที่รอบคอบจะช่วยลดความเสียหายและทำให้โครงการรถไฟเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
มุมมองต่อโครงการ: การทบทวนครั้งนี้ควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นทั้งต้นทุน ความเสี่ยง และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ หากมีการปรับรูปแบบใหม่ให้เหมาะกับความเป็นจริง โครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินก็ยังมีโอกาสเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอีอีซีในระยะยาว
ที่มา – นายกฯสั่งเคลียร์ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน เสนอเข้าบอร์ดอีอีซี พ.ย.นี้