นายกฯเดินหน้าปราบนอมินีถือครองที่ดิน

รัฐบาลประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาการถือครองที่ดินโดยมิชอบอย่างจริงจัง โดยเน้นตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่อาจทำหน้าที่เป็นนอมินีให้ผู้มีอำนาจควบคุมหรือรับผลประโยชน์ที่แท้จริง แม้เอกสารบนโฉนดหรือรายชื่อผู้ถือหุ้นจะปรากฏเป็นชื่อบุคคลอื่นก็ตาม ประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับสิทธิในทรัพยากรของประเทศ ความเป็นธรรมในการใช้ที่ดิน และความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมาย

ในการแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการปราบนอมินี บังคับจำหน่าย และตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์จากที่ดินไทย

นายกฯเดินหน้าปราบนอมินีถือครองที่ดิน

แนวทางของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจชื่อผู้ถือครองบนหลังโฉนด หรือการตรวจรายชื่อผู้ถือหุ้นในเอกสารบริษัทเท่านั้น แต่จะขยายไปถึงการตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง เส้นทางการเงิน การโอนทรัพย์สิน และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงได้อย่างถูกต้อง หากพบความเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ก็จะส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการขยายผลต่อไป

นายกฯเดินหน้าปราบนอมินีถือครองที่ดินอย่างเป็นระบบ

ภารกิจนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขต่าง ๆ ครบถ้วนมากที่สุด การทำงานร่วมกันจะช่วยลดปัญหาข้อมูลไม่เชื่อมโยง และทำให้การดำเนินคดีมีความชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ

รัฐบาลกำหนดแนวทางสำคัญไว้ 3 ประการ ประการแรกคือเร่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติเป็นรายกรณี โดยต้องจัดลำดับความสำคัญ กำหนดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการทำงาน และกรอบเวลาอย่างชัดเจน เป้าหมายคือการตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 หากพบพฤติการณ์ผิดกฎหมายก็จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิหรือขยายผลไปยังบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ประการที่สองคือการบังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบให้เกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงตรวจพบแล้วจบเรื่อง เจ้าหน้าที่ต้องติดตามการรับโอนและพฤติกรรมภายหลังการดำเนินการด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปลี่ยนตัวนอมินีจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เพราะหากไม่มีการตรวจสอบต่อเนื่อง ปัญหาเดิมก็อาจกลับมาเกิดซ้ำและทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เกิดผลอย่างแท้จริง

ประการที่สามคือการปิดช่องว่างเพื่อป้องกันนอมินีรายใหม่ โดยนำแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” มาใช้ในการตรวจสอบ กล่าวคือ เจ้าหน้าที่จะไม่ตัดสินจากชื่อหรือตำแหน่งของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาจากพฤติกรรม การควบคุมกิจการ การใช้ประโยชน์จากที่ดิน และเส้นทางผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง วิธีนี้จะช่วยให้การตรวจสอบมุ่งไปยังข้อเท็จจริงมากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก

นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่ควรหวั่นเกรงอิทธิพลของผู้ใด หากการดำเนินการอยู่ภายใต้กฎหมายและมีพยานหลักฐานรองรับ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและคุ้มครองการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ จุดยืนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นใจให้หน่วยงานในพื้นที่ เพราะการปราบปรามเครือข่ายที่มีอิทธิพลจำเป็นต้องอาศัยความกล้า ความเป็นมืออาชีพ และการสนับสนุนจากส่วนกลาง

นอกจากปัญหานอมินีแล้ว รัฐบาลยังระบุว่าจะเดินหน้าจัดการกับปัญหาอื่นที่กระทบความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น ยาเสพติด บ่อนการพนัน สถานบันเทิงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ทุนสีเทา สแกมเมอร์ และการทุจริต การทำงานในลักษณะบูรณาการจะช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการกับเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลที่ประชาชนคาดหวังจากมาตรการตรวจสอบที่ดิน

ประชาชนคาดหวังว่าการปฏิบัติการครั้งนี้จะช่วยทำให้ตลาดที่ดินมีความโปร่งใส และลดการใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย หากการบังคับจำหน่ายที่ดินทำได้ตามเป้าหมาย อาจทำให้มีเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจคือการยืนยันว่าที่ดินของประเทศต้องถูกใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายควรดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ควรแยกแยะระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้ถือครองที่สุจริต เพื่อไม่ให้มาตรการปราบปรามสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการหรือประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและการรายงานผลเป็นระยะจะช่วยให้สังคมตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างเหมาะสม

โดยสรุป นายกฯเดินหน้าปราบนอมินีถือครองที่ดิน ด้วยการเน้นตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พร้อมกำหนดกรอบเวลาการทำงานและมาตรการป้องกันระยะยาว หากทุกหน่วยงานทำงานอย่างจริงจังและยึดหลักกฎหมาย ภารกิจนี้จะช่วยปกป้องทรัพยากรของชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในระยะยาว

มุมมอง: การปราบนอมินีจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่เพียงจากการตรวจพบคดีจำนวนมาก แต่ต้องทำให้เกิดบทสรุปที่ชัดเจน ดำเนินคดีได้จริง และสร้างระบบป้องกันไม่ให้ปัญหากลับมาเกิดซ้ำ ประชาชนจึงควรติดตามผลการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้กฎหมายเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกฯไม่ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรหม ปราบนอมินีถือครองที่ดิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *