นโยบายปัจจุบันดันโลกอุ่นขึ้น 2.8 องศาในทศวรรษหน้า

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลับมาเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น หลังรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นอีพี ระบุว่า นโยบายปัจจุบันดันโลกอุ่นขึ้น 2.8 องศาในทศวรรษหน้า หากหลายประเทศยังเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยมาตรการในระดับเดิม โดยไม่มีการยกระดับความเข้มข้นอย่างเร่งด่วน

แม้โลกจะเห็นการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และเทคโนโลยีสะอาดรูปแบบต่าง ๆ แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง และการใช้ที่ดินได้ทั้งหมด ประเทศต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างจริงจังและต่อเนื่องมากกว่าเดิม

นโยบายปัจจุบันดันโลกอุ่นขึ้น 2.8 องศาในทศวรรษหน้า

รายงานของยูเอ็นอีพีชี้ว่า หากทุกประเทศดำเนินนโยบายตามแผนปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 หรือประมาณช่วงปลายศตวรรษนี้ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าระดับที่นักวิทยาศาสตร์พยายามควบคุมไว้ และอาจส่งผลต่อความมั่นคงของผู้คน เศรษฐกิจ และระบบนิเวศทั่วโลก

เป้าหมายที่จำเป็นต้องทำให้ได้คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 18% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับปี 2568 จากนั้นต้องลดลง 45% ภายในปี 2578 และลดลง 69% ภายในปี 2583 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการลดการปล่อยก๊าซแบบค่อยเป็นค่อยไปอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

นโยบายปัจจุบันดันโลกอุ่นขึ้น 2.8 องศาในทศวรรษหน้า เพราะอะไร

สาเหตุสำคัญมาจากช่องว่างระหว่างเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศกับการลงมือทำจริง แผนการดำเนินงานระดับชาติในปัจจุบันคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้เพียง 5-8% ภายในปี 2573 และลดได้ประมาณ 11-15% ภายในปี 2578 ซึ่งยังห่างไกลจากระดับที่จำเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ หลายประเทศยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้จะมีการลงทุนในพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น แต่การเปลี่ยนผ่านยังใช้เวลาและต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน เทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ หากการลงทุนเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นเร็วพอ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะยังอยู่ในระดับสูง

  • ภาคพลังงาน: การใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก
  • ภาคอุตสาหกรรม: การผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก และสินค้าอุตสาหกรรมยังต้องใช้พลังงานจำนวนมาก
  • ภาคการขนส่ง: รถยนต์ เครื่องบิน และเรือยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง
  • การใช้ที่ดิน: การตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติทำให้โลกสูญเสียแหล่งดูดซับคาร์บอน

รายงานยังประเมินว่า แม้ประเทศต่าง ๆ จะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่ทั้งหมด อุณหภูมิโลกก็อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6 องศาเซลเซียส แสดงให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องประกาศเป้าหมายใหม่ที่ชัดเจน วัดผลได้ และมีกรอบเวลาที่แน่นอน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้คนทั่วโลก

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงเพียงอากาศร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับภัยพิบัติหลายรูปแบบ เช่น คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุที่รุนแรงขึ้น เมื่อสภาพอากาศแปรปรวนมากกว่าเดิม ภาคเกษตรกรรมอาจได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของฤดูกาลเพาะปลูก

เมืองขนาดใหญ่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งซึ่งอาจเผชิญระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง และน้ำเค็มรุกล้ำแหล่งน้ำจืด ขณะเดียวกัน ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง จะได้รับผลกระทบจากอากาศร้อนและมลพิษมากกว่ากลุ่มอื่น

ด้านเศรษฐกิจ ความเสียหายจากสภาพอากาศสุดขั้วอาจเพิ่มภาระให้รัฐบาลและภาคธุรกิจ ทั้งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ดังนั้น การลงทุนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้จึงอาจคุ้มค่ากว่าการรอรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในอนาคต

ทางออกที่ควรเร่งดำเนินการ

ประเทศต่าง ๆ ควรเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พร้อมพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การยกระดับมาตรฐานอาคาร ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ และสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นแนวทางสำคัญในการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอน

ภาคธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซตลอดห่วงโซ่อุปทาน ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส ส่วนประชาชนอาจเริ่มจากการประหยัดพลังงาน ลดการใช้สินค้าที่สร้างขยะมาก เลือกเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และสนับสนุนสินค้าหรือบริการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ตัวเลขจากรายงานของยูเอ็นอีพีเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า การดำเนินงานในปัจจุบันยังไม่ทันต่อความรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซจำเป็นต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับรัฐบาล ธุรกิจ และครัวเรือน โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นเร็วและเป็นธรรมมากที่สุด

บทสรุป: นโยบายปัจจุบันดันโลกอุ่นขึ้น 2.8 องศาในทศวรรษหน้า หากไม่มีการยกระดับมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องเปลี่ยนความกังวลให้เป็นการลงมือทำ เพื่อรักษาโลกและคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป

ติดตามข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมและร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ เพราะทุกการลงมือทำมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้

ที่มา – ยูเอ็นชี้ นโยบายปัจจุบันอาจทำอุณภูมิโลกสูงขึ้น 2.8 องศาเซลเซียส ภายในทศวรรษหน้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *