พงศกรขอทบทวนประมูลเรือฟริเกต 1.7 หมื่นล้าน
ประเด็นการจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือ มูลค่าประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท กำลังได้รับความสนใจจากสังคมอีกครั้ง หลังนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมทบทวนกระบวนการประมูล โดยชี้ว่าการดำเนินโครงการควรคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการจัดหาเรือให้ทันตามกรอบเวลาเท่านั้น
พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ หากการจัดซื้อดังกล่าวมีความจำเป็นต่อภารกิจด้านความมั่นคง และดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงสามารถสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมไทยได้จริง อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะเงื่อนไขการต่อเรือภายในประเทศ และจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกในการประมูล
พงศกรขอทบทวนประมูลเรือฟริเกต 1.7 หมื่นล้าน
นายพงศกรระบุว่า ก่อนหน้านี้กองทัพเรือเคยให้คำมั่นในชั้นพิจารณางบประมาณว่า โครงการจัดซื้อเรือฟริเกตครั้งนี้จะกำหนดให้มีการต่อเรือภายในประเทศไทย 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่อเรือไทย แต่เมื่อมีการจัดทำข้อกำหนดขอบเขตของงาน หรือ TOR กลับกำหนดสัดส่วนการต่อเรือในประเทศไว้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ความแตกต่างระหว่างคำมั่นเดิมกับเงื่อนไขใน TOR ทำให้เกิดคำถามว่า ประเทศไทยกำลังเสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธปัจจัยหรือไม่ เพราะหากสามารถต่อเรือได้ภายในประเทศทั้งหมด ไทยจะมีโอกาสสะสมความรู้ พัฒนาบุคลากร และสร้างห่วงโซ่อุปทานให้กับผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตชิ้นส่วน การติดตั้งระบบ ไปจนถึงการซ่อมบำรุงในอนาคต
พงศกรขอทบทวนประมูลเรือฟริเกต 1.7 หมื่นล้าน หลังเหลือผู้ผ่านเกณฑ์รายเดียว
อีกประเด็นสำคัญคือ มีอู่เรือและบริษัทเอกชนในประเทศจำนวน 4 รายที่ยืนยันว่ามีความพร้อมต่อเรือในไทยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีก 1 รายระบุว่าสามารถดำเนินการได้อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ แต่จากผู้เข้าร่วมการประมูลทั้งหมด 6 ราย กลับมีบริษัทที่มีศักยภาพด้านการต่อเรือในประเทศถูกตัดสิทธิ์ถึง 5 ราย ส่งผลให้เหลือผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อเปิดซองเพียงรายเดียว
เมื่อเหลือผู้ผ่านเกณฑ์เพียงรายเดียว ย่อมทำให้การแข่งขันด้านราคา คุณภาพ เทคโนโลยี และข้อเสนอชดเชยทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก นายพงศกรจึงเห็นว่ารัฐบาลควรพิจารณาใช้ช่องทางตามระเบียบกระทรวงการคลัง เพื่อยกเลิกการประมูลครั้งนี้และเปิดประมูลใหม่ การดำเนินการดังกล่าวอาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่เดือน แต่สามารถเพิ่มทางเลือกให้รัฐ และทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมมากกว่าเดิม
ข้อเรียกร้องนี้ไม่ได้มองเฉพาะราคาซื้อเรือเท่านั้น แต่ยังมองถึงผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับตลอดอายุโครงการ หากบริษัทที่ชนะการประมูลสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีและสนับสนุนการผลิตในไทยได้จริง ประเทศก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติ และมีความพร้อมในการดูแลรักษาเรือด้วยบุคลากรภายในประเทศมากขึ้น
เหตุผลที่ควรพิจารณาเปิดประมูลใหม่
- เพิ่มการแข่งขัน: การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหลายรายเข้าร่วม จะช่วยให้รัฐเปรียบเทียบราคา คุณภาพ และข้อเสนอได้รอบด้าน
- รักษาผลประโยชน์ของประเทศ: รัฐสามารถกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศไทย
- พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ: การต่อเรือในประเทศช่วยสร้างทักษะให้วิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานไทย รวมถึงสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
- ลดความเสี่ยงระยะยาว: เมื่อมีขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงภายในประเทศ จะลดปัญหาการรอชิ้นส่วนหรือการพึ่งพาผู้ผลิตต่างชาติ
- สร้างความเชื่อมั่น: กระบวนการที่โปร่งใสและมีการแข่งขันจะช่วยให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อการใช้งบประมาณก้อนใหญ่
นายพงศกรยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวเลข 20 เปอร์เซ็นต์ใน TOR ซึ่งตรงกับสัดส่วนขั้นต่ำที่บริษัทเอกชนเพียงรายเดียวเสนอได้พอดี จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงที่มาและเหตุผลของการกำหนดเงื่อนไขอย่างละเอียด นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงประวัติการส่งมอบเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเคยมีข้อกังวลเกี่ยวกับเครื่องยนต์และระบบยุทโธปกรณ์ จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งใหม่
สำหรับกองทัพเรือ ความมั่นคงถือเป็นเหตุผลสำคัญในการจัดหาเรือฟริเกต แต่ความเร่งด่วนไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการลดทอนการแข่งขันหรือทำให้การตรวจสอบทำได้ยากขึ้น การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงควรเดินหน้าไปพร้อมกับหลักธรรมาภิบาล เพราะเรือหนึ่งลำไม่ได้มีเพียงต้นทุนการจัดซื้อ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการฝึก การบำรุงรักษา อะไหล่ ระบบอาวุธ และการใช้งานตลอดหลายทศวรรษ
ในมุมของประชาชน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นผู้ชนะการประมูล แต่คือประเทศไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดหรือไม่ ได้เรือที่มีคุณภาพตามความต้องการหรือไม่ และจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศได้มากเพียงใด การทบทวนโครงการจึงควรเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน
โดยสรุป ข้อเสนอของนายพงศกรสะท้อนว่าการจัดซื้อเรือฟริเกตควรพิจารณาทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และความโปร่งใสควบคู่กัน การใช้เวลาเพิ่มอีกไม่กี่เดือนเพื่อเปิดประมูลใหม่ อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ประเทศได้ข้อเสนอที่ดีกว่า และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมต่อเรือไทยเติบโตในระยะยาว ความเห็นส่วนตัวคือ รัฐบาลควรชี้แจงข้อมูลทุกขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมา และทบทวนเงื่อนไขที่มีข้อสงสัยก่อนตัดสินใจ เพื่อให้เรือที่จัดซื้อเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศอย่างแท้จริง
ที่มา – ‘พงศกร’ ขอ รัฐบาล-กลาโหม ทบทวนประมูลเรือฟริเกต 1.7หมื่นล้าน