มลพิษปราจีนฯ ไม่รอรัฐมนตรีทำงาน

สถานการณ์ มลพิษปราจีนฯ ไม่รอรัฐมนตรีทำงาน กำลังกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนจับตาอย่างใกล้ชิด หลังนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ออกมาตั้งคำถามถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำจากขยะและกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี

ประเด็นสำคัญเกิดขึ้นหลังนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วน และเตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าการประกาศเขตควบคุมมลพิษอาจทำได้เร็วที่สุดในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน หรือต้นเดือนธันวาคม ทำให้เกิดคำถามว่าการดำเนินการลักษณะนี้สอดคล้องกับคำว่า “เร่งด่วน” หรือไม่

มลพิษปราจีนฯ ไม่รอรัฐมนตรีทำงาน

นายภัทรพงษ์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำจากกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเสนอให้หน่วยงานรัฐจัดทำแผนที่พื้นที่ได้รับผลกระทบ และแผนที่พื้นที่เสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของมลพิษได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาการใช้งบประมาณกลางหรือเงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ข้อเสนออีกประการคือการใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยเฉพาะมาตรา 9 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งการเพื่อควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลกระทบจากภาวะมลพิษที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย และสุขภาพของประชาชนได้ หากสถานการณ์เข้าข่ายเหตุฉุกเฉินต่อสาธารณชน

มลพิษปราจีนฯ ไม่รอรัฐมนตรีทำงาน และต้องใช้มาตรการฉุกเฉิน

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวถึงมาตรา 10 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดทำแผนฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า เพื่อให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อปัญหามลพิษได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุรุนแรง หน่วยงานต่าง ๆ ควรมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ การแจ้งเตือนประชาชน การจำกัดพื้นที่เสี่ยง และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษรายงานต่อสื่อมวลชนว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเร็วที่สุดในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน หรือต้นเดือนธันวาคม จึงทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่ากระบวนการตัดสินใจของภาครัฐอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์จริง เพราะสารพิษสามารถแพร่กระจายผ่านน้ำ ดิน และห่วงโซ่อาหารได้ตลอดเวลา

นายภัทรพงษ์มองว่าการทำงานของกระทรวงยังมีลักษณะตั้งรับมากกว่าการทำงานเชิงรุก แม้หน่วยงานรัฐจะรับรู้ปัญหามลพิษในพื้นที่มาก่อนเกิดน้ำท่วม และเห็นผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่การแก้ปัญหายังต้องรอขั้นตอนการประชุมและการอนุมัติ ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าการช่วยเหลือไม่สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของสถานการณ์

ข้อกังวลต่อการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือการทำงานของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งในปีนี้มีการประชุมเพียงสามครั้ง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว นายภัทรพงษ์ระบุว่าปัญหามลพิษขนาดใหญ่ของประเทศไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง ขณะที่การประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กันยายน มีวาระสำคัญเป็นการอนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA จำนวน 7 โครงการ

ประชาชนกว่า 30,000 รายชื่อได้ยื่นข้อเรียกร้องให้หน่วยงานพิจารณาดำเนินการภายใน 15 วัน แต่กลับได้รับคำตอบว่าการประกาศเขตควบคุมมลพิษจะทำได้เร็วที่สุดในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ความล่าช้านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านเอกสารหรือขั้นตอนราชการเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชนและการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่

  • เร่งตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ: ต้องระบุผู้ก่อมลพิษและเส้นทางการแพร่กระจายอย่างโปร่งใส
  • จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง: ประชาชนควรเข้าถึงข้อมูลพื้นที่ปนเปื้อนและคำแนะนำด้านสุขภาพได้ง่าย
  • เตรียมงบประมาณฉุกเฉิน: การฟื้นฟูและช่วยเหลือไม่ควรรอการจัดสรรงบประมาณรอบปกติ
  • สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง: หน่วยงานต้องแจ้งผลตรวจสอบและมาตรการป้องกันอย่างชัดเจน
  • ใช้กฎหมายอย่างจริงจัง: หากสถานการณ์เข้าข่ายภัยร้ายแรง ควรพิจารณาใช้มาตรการตามมาตรา 9 และมาตรา 10

กรณี มลพิษปราจีนฯ ไม่รอรัฐมนตรีทำงาน จึงสะท้อนความจำเป็นที่รัฐบาลต้องปรับรูปแบบการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมให้รวดเร็วและเชิงรุกมากขึ้น การประกาศเขตควบคุมมลพิษเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีแผนปฏิบัติการ งบประมาณ เจ้าหน้าที่ และตัวชี้วัดที่ชัดเจน ประชาชนควรได้รับคำตอบว่าใครรับผิดชอบ จะดำเนินการเมื่อใด และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการฟื้นฟูอย่างไร

ในมุมมองของประชาชน การแก้ปัญหามลพิษควรยึดความปลอดภัยของคนและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดเฉพาะลำดับขั้นตอนทางราชการ รัฐบาลจึงควรเร่งประกาศแผนฉุกเฉิน เปิดเผยข้อมูลการตรวจวัด และลงมือฟื้นฟูพื้นที่โดยไม่ปล่อยให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องรอจนสถานการณ์รุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – ‘ภัทรพงษ์’ จวก ‘สุชาติ’ สารพิษไม่รอรัฐมนตรีทำงาน หลังบอกเขตควบคุมมลพิษปราจีนฯ ประกาศได้เร็วสุดสิ้น พ.ย.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *