โฆษกรัฐบาลโต้ระบอบน้ำเงินกินรวบ
ประเด็นการเมืองร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังโฆษกรัฐบาลออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านใช้คำว่า ระบอบน้ำเงินกินรวบสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตั้งคำถามถึงการทำงานของคณะกรรมาธิการ หรือ กมธ. ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นเวทีทางการเมืองมากกว่าการพิจารณาปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชน
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเรื่องใครกินรวบใครเป็นเพียงการกล่าวหาทางการเมือง และมองว่าปรากฏการณ์ในปัจจุบันสะท้อนการนำกรรมาธิการไปใช้เพื่อสร้างความขัดแย้งมากขึ้น แทนที่จะใช้กลไกดังกล่าวตรวจสอบข้อมูลและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
โฆษกรัฐบาลโต้ระบอบน้ำเงินกินรวบ
โฆษกรัฐบาลโต้ระบอบน้ำเงินกินรวบ โดยระบุว่า ประธานกรรมาธิการบางคณะอาจใช้อำนาจเกินขอบเขต รวมถึงมีกรณีลงมติโดยที่องค์ประชุมอาจไม่ครบถ้วน เรื่องนี้ทำให้การทำงานที่ควรมุ่งเน้นเนื้อหาและประโยชน์สาธารณะเกิดปัญหา อีกทั้งยังทำให้บรรยากาศการทำงานในรัฐสภาตึงเครียดขึ้น
รัฐบาลยืนยันว่าได้เปิดโอกาสและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการตามหน้าที่ พร้อมย้ำว่าการทำงานของฝ่ายบริหารไม่ควรมุ่งไปที่การทะเลาะหรือโต้เถียงกันรายวัน เพราะประชาชนต้องการเห็นการแก้ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศมากกว่าการตอบโต้ทางการเมือง
ประเด็นองค์ประชุมและการลงมติของกรรมาธิการ
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือมติของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีมติให้นายกรัฐมนตรีไปชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โฆษกรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่ามติดังกล่าวอาจมีจำนวนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่ควรใช้ในการลงมติ
นายเอกภพอธิบายว่า การเปิดประชุมอาจต้องมีองค์ประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ขณะที่การลงมติจะต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จึงควรตรวจสอบตัวเลขและขั้นตอนให้ชัดเจนก่อนนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะหากคำนวณผิดพลาด อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและกระทบความน่าเชื่อถือของกระบวนการรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบจากข้อบังคับการประชุมและเอกสารอย่างเป็นทางการ ไม่ควรตัดสินจากคำให้สัมภาษณ์เพียงด้านเดียว การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจว่า มติของกรรมาธิการมีผลอย่างไร และทุกฝ่ายปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนหรือไม่
ข้อถกเถียงเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจและเงินบริจาค
นอกจากเรื่องการทำงานของกรรมาธิการแล้ว โฆษกรัฐบาลยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการเลื่อนกำหนดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และความเชื่อมโยงกับการรับบริจาคของพรรคการเมือง โดยมองว่าพรรคการเมืองควรชี้แจงให้ประชาชนเห็นอย่างโปร่งใสว่า เงินที่ได้รับมาจากใคร และนำไปใช้ในกิจกรรมใดบ้าง
โฆษกรัฐบาลโต้ระบอบน้ำเงินกินรวบ พร้อมย้ำว่าความโปร่งใสด้านการเงินไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่พรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกพรรคการเมือง รวมถึงเงินสนับสนุนจากกองทุนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดสรรให้พรรคต่าง ๆ ด้วย การเปิดบัญชีและข้อมูลรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบจะช่วยลดข้อสงสัยและทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการรับเงินผ่านช่องทางออนไลน์หรือ Payment Gateway รวมถึงกรณีบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรืออดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งบริจาคเงินให้พรรค ประเด็นเหล่านี้ควรดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหาทางการเมือง เพื่อไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องถูกตัดสินจากกระแสข่าวก่อนมีผลการตรวจสอบ
ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหลายด้าน
การเมืองในช่วงที่มีความขัดแย้งสูงมักเต็มไปด้วยคำพูดที่สร้างกระแส เช่น ระบอบน้ำเงินกินรวบ หรือการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายใช้กลไกรัฐสภาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง สิ่งที่ประชาชนควรทำคือรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ตรวจสอบเอกสาร และติดตามผลจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย
โฆษกรัฐบาลโต้ระบอบน้ำเงินกินรวบในครั้งนี้จึงเป็นอีกเหตุการณ์ที่สะท้อนว่า กลไกกรรมาธิการ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการเงินของพรรคการเมืองยังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก แม้แต่ละฝ่ายจะมีมุมมองแตกต่างกัน แต่เป้าหมายสำคัญควรอยู่ที่การทำงานอย่างสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้
ท้ายที่สุด การตรวจสอบทางการเมืองจะมีคุณค่าเมื่อยึดข้อเท็จจริงและกติกา ไม่ใช่การใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อเอาชนะกันเพียงชั่วคราว ประชาชนจึงควรติดตามความคืบหน้าอย่างมีวิจารณญาณ และเรียกร้องให้ทุกพรรคเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าอย่างรับผิดชอบมากขึ้น
ที่มา – โฆษกรัฐบาลโต้วาทกรรม ‘ระบอบน้ำเงินกินรวบ’ อัด’ฝ่ายค้าน‘ใช้กมธ.เล่นการเมือง