ศุภจีดันเอฟทีเอไทย–EFTA ดึง SMEs สู่ตลาดโลก
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้การต้อนรับ นางเฮเลอเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส หรือ SECO พร้อมคณะผู้แทนจากภาคธุรกิจชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์
การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จาก ความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ โดยตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2570
ศุภจีดันเอฟทีเอไทย–EFTA
นางศุภจีให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน เพราะการเปิดตลาดภายใต้เอฟทีเอจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อผู้ประกอบการรู้จักใช้สิทธิและปรับตัวได้ทัน ความร่วมมือกับคณะธุรกิจสวิสจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดภาษีนำเข้า แต่ยังครอบคลุมมาตรฐานสินค้า เทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
ศุภจีดันเอฟทีเอไทย–EFTA เปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ
จุดเด่นของความตกลงครั้งนี้คือการเปิดประตูให้สินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคไทยก็จะมีโอกาสเข้าถึงสินค้าคุณภาพจากกลุ่ม EFTA ในราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรติดตามรายละเอียดของความตกลงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ ภาษีศุลกากร และเงื่อนไขถิ่นกำเนิดสินค้า
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ความตกลงไทย–EFTA อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาดไปไกลกว่าการขายสินค้าในประเทศ ผู้ประกอบการที่มีสินค้าคุณภาพและสามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล จะมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วน การรับจ้างผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วม หรือการส่งออกผ่านพันธมิตรในต่างประเทศ
โอกาสของ SMEs จากความตกลงไทย–EFTA
- เพิ่มช่องทางส่งออก: ผู้ประกอบการไทยสามารถมองหาตลาดใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์และประเทศสมาชิก EFTA ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
- สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ: การพบปะกับบริษัทต่างประเทศช่วยเปิดโอกาสด้านการร่วมทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาสินค้า
- ยกระดับมาตรฐาน: SMEs จะได้รับแรงผลักดันให้ปรับปรุงคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ ความปลอดภัย และระบบตรวจสอบย้อนกลับ
- เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก: ธุรกิจไทยมีโอกาสเป็นผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทระดับนานาชาติ
- ขยายธุรกิจบริการ: กลุ่มดิจิทัล สุขภาพ การท่องเที่ยว การเงิน และบริการสร้างสรรค์อาจได้รับประโยชน์จากความร่วมมือที่กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องเตรียมข้อมูลและวางแผนล่วงหน้า เริ่มจากการตรวจสอบว่าสินค้าของตนอยู่ในรายการที่ได้รับสิทธิหรือไม่ ศึกษากฎถิ่นกำเนิดสินค้า และเตรียมเอกสารการส่งออกให้ครบถ้วน นอกจากนี้ควรสำรวจความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เพราะตลาดยุโรปให้ความสำคัญกับความยั่งยืน แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงข้อมูล เงินทุน ผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การอบรมเชิงปฏิบัติการและการให้คำปรึกษาเฉพาะรายจะช่วยลดอุปสรรคของธุรกิจรายเล็ก ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเองก็ควรพัฒนาทักษะด้านภาษา การตลาดดิจิทัล และการเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มความพร้อมก่อนความตกลงมีผลบังคับใช้
การต้อนรับคณะผู้แทนธุรกิจสวิสของนางศุภจีจึงสะท้อนทิศทางการทำงานที่ต้องการเชื่อมโยงนโยบายการค้ากับโอกาสของภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม หากทุกฝ่ายเดินหน้าไปพร้อมกัน ความตกลงไทย–EFTA จะไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดภาษี แต่จะเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทย
มุมมองที่น่าสนใจคือ SMEs ไทยควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอให้ความตกลงมีผลแล้วจึงค่อยวางแผน เพราะผู้ที่พร้อมก่อนย่อมมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าและคว้าตลาดใหม่ได้เร็วกว่า ศุภจีดันเอฟทีเอไทย–EFTA จึงเป็นสัญญาณสำคัญให้ผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้าและใช้โอกาสจากการค้าเสรีเพื่อก้าวสู่เวทีโลก
CTA: ผู้ประกอบการ SMEs ควรติดตามประกาศจากกระทรวงพาณิชย์และเตรียมแผนส่งออกล่วงหน้า เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากเอฟทีเอไทย–EFTA ให้กลายเป็นการเติบโตที่จับต้องได้
ที่มา – ศุภจี ต้อนรับทัพธุรกิจสวิส ดันเอฟทีเอ ไทย–EFTA ดึง SMEs สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก