ศุภชัยแจง 5 ข้อ คุมกรอบ กมธ. ตามกฎหมาย
ประเด็นเรื่องการจัดระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการ หรือ กมธ. กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบรัฐบาล ล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ชี้แจงแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการ 35 คณะ หลังมีการตั้งคำถามว่า การกำหนดกรอบการทำงานอาจเป็นการลดทอนอำนาจตรวจสอบรัฐบาลหรือไม่
นายศุภชัยยืนยันว่า ศุภชัยแจง 5 ข้อ คุมกรอบ กมธ. ตามกฎหมาย ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ แต่เป็นการทำให้การใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาอย่างชัดเจน การกำหนดกรอบจึงควรเข้าใจว่าเป็นการสร้างมาตรฐานการทำงาน ไม่ใช่การยกเลิกหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร
ศุภชัยแจง 5 ข้อ คุมกรอบ กมธ. ตามกฎหมาย
ข้อชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนายวัส ติงสมิตร ตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวทางจัดระเบียบสภาและการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ โดยกังวลว่าแนวทางใหม่อาจทำให้การตรวจสอบรัฐบาลทำได้ยากขึ้น นายศุภชัยเห็นว่าเรื่องนี้ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหาให้ชัดเจน เพราะหากนำการกำหนดระเบียบไปตีความว่าเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบ อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
ศุภชัยแจง 5 ข้อ คุมกรอบ กมธ. ตามกฎหมาย มีสาระสำคัญอะไรบ้าง
สาระสำคัญของคำชี้แจงสามารถสรุปได้ 5 ประเด็น ดังนี้
- คณะกรรมาธิการมีอำนาจตามขอบเขต รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้คณะกรรมาธิการมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ แล้วรายงานต่อสภา แต่เรื่องนั้นต้องอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาหรือคณะกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น กมธ. แต่ละคณะจึงไม่สามารถหยิบทุกเรื่องมาตรวจสอบได้ตามความต้องการส่วนตัว
- แนวทางไม่ได้ยกเลิกการตรวจสอบรัฐบาล เอกสารแนวทางการทำงานจัดทำขึ้นจากผลการประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 จุดประสงค์คือทำให้การทำงานสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภา โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้คณะกรรมาธิการก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน
- ประธานกรรมาธิการไม่ใช่เจ้าขององค์กร คณะกรรมาธิการเป็นองค์กรที่สภาแต่งตั้งขึ้นและเป็นการทำงานร่วมกันของสมาชิก ประธานจึงไม่สามารถกำหนดทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ การจัดวาระ การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ และการเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล ต้องเป็นไปตามกฎหมายและมติของคณะกรรมาธิการ
- การเชิญกับการเรียกบุคคลมีความแตกต่างกัน การเชิญบุคคลมาชี้แจงอาจเป็นการขอความร่วมมือ ขณะที่การเรียกบุคคลหรือเอกสารตามกฎหมายเป็นการใช้อำนาจที่ต้องมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนรองรับ ประธานกรรมาธิการไม่สามารถใช้อำนาจบังคับให้บุคคลใดมาปรากฏตัวได้ทันทีเพียงเพราะต้องการข้อมูล
- ผู้ใช้อำนาจตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบ การตรวจสอบที่มีคุณภาพควรครอบคลุมทั้งรัฐบาลและผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ การเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารเคารพกฎหมายต้องดำเนินไปพร้อมกับการยอมรับว่าคณะกรรมาธิการเองก็ต้องใช้อำนาจอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
เหตุผลที่ต้องกำหนดกรอบการทำงานของ กมธ.
การตรวจสอบรัฐบาลถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบที่ดีต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย หากคณะกรรมาธิการแต่ละคณะสามารถหยิบเรื่องใดมาตรวจสอบได้โดยไม่มีขอบเขต อาจทำให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน เกิดความขัดแย้งระหว่างคณะ หรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
การกำหนดกรอบจึงช่วยให้แต่ละคณะรู้ว่าตนเองมีอำนาจและความรับผิดชอบในเรื่องใด อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่การใช้อำนาจจะถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองแอบแฝง การจัดระเบียบที่ชัดเจนยังช่วยให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเรื่องหนึ่งจะถูกส่งไปยังคณะกรรมาธิการที่มีความเชี่ยวชาญตรงด้าน และสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นระบบ
ไม่ใช่การปิดกั้น แต่เป็นการป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต
หัวใจของคำชี้แจงคือ การจัดระเบียบการใช้อำนาจไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการทำลายการตรวจสอบ นายศุภชัยระบุว่าไม่มีข้อความใดในแนวทางที่สั่งให้คณะกรรมาธิการยุติการตรวจสอบรัฐบาล หรือห้ามตรวจสอบการทุจริต หากเรื่องใดอยู่ในอำนาจของคณะกรรมาธิการและมีเหตุผลตามกฎหมาย ก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
สิ่งที่แนวทางต้องการป้องกันคือการนำคำว่า “ตรวจสอบ” มาใช้เป็นเหตุผลในการดำเนินการที่ไม่อยู่ในอำนาจ หรือใช้กลไกของสภาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนบุคคล การใช้อำนาจที่ไม่มีขอบเขตอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภา และทำให้การตรวจสอบที่ควรมีประโยชน์กลายเป็นข้อขัดแย้งทางการเมือง
หลักนิติรัฐกับการทำงานของคณะกรรมาธิการ
ในมุมของหลักนิติรัฐ ทุกองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ การเรียกบุคคลหรือเอกสารจึงต้องมีอำนาจตามกฎหมายและทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ หลักการนี้ช่วยคุ้มครองทั้งผู้ถูกตรวจสอบและผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ว่าการดำเนินการนั้นมีฐานอำนาจเพียงพอหรือไม่
นอกจากนี้ ประธานกรรมาธิการควรทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินการตามมติของคณะ ไม่ใช่ใช้อำนาจในฐานะเจ้าขององค์กร การตัดสินใจที่สำคัญควรเปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วม มีการบันทึกเหตุผล และสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้คณะกรรมาธิการทำงานอย่างเป็นกลางและลดข้อครหาว่าใช้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ประชาชนควรติดตามประเด็นนี้อย่างไร
ประชาชนสามารถติดตามเรื่องนี้ได้ด้วยการพิจารณาข้อมูลจากหลายด้าน ไม่ควรตัดสินจากถ้อยคำว่า “ปิดกั้นการตรวจสอบ” หรือ “จัดระเบียบสภา” เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูเนื้อหาของแนวทางว่ากำหนดอะไรไว้ มีข้อใดที่อาจกระทบต่ออำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการนำไปใช้จริงเป็นไปตามกรอบกฎหมายหรือเกินขอบเขต
หากมีการใช้แนวทางจนทำให้คณะกรรมาธิการไม่สามารถตรวจสอบเรื่องที่อยู่ในอำนาจได้ ประเด็นนั้นควรถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายด้วยข้อกฎหมายและเหตุผลอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน หากมีการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงขอบเขต ก็ต้องเปิดให้มีการตรวจสอบเช่นเดียวกัน เพราะไม่มีองค์กรใดควรอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ
โดยสรุป ศุภชัยแจง 5 ข้อ คุมกรอบ กมธ. ตามกฎหมาย เพื่อยืนยันว่าการกำหนดขอบเขตการทำงานไม่ใช่การยุติการตรวจสอบรัฐบาล แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและความรับผิดชอบต่อสังคม ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรติดตามต่อไป โดยเฉพาะการนำแนวทางไปใช้จริงว่าจะช่วยยกระดับความโปร่งใส หรือจะกลายเป็นข้อจำกัดต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการในอนาคต
มุมมองที่สำคัญคือ การตรวจสอบจะมีพลังและได้รับความเชื่อถือก็ต่อเมื่อผู้ตรวจสอบเองยึดหลักกฎหมาย โปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบ ดังนั้น ประชาชนควรติดตามการทำงานของทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน และร่วมกันผลักดันให้กลไกรัฐสภาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
ที่มา – ‘ศุภชัย’ แจง 5 ข้อ คุมกรอบ กมธ. ตามกฎหมาย ไม่ใช่ปิดกั้นตรวจสอบรัฐบาล – สกัดใช้อำนาจตามอำเภอใจ