สว. ค้านบริษัทยักษ์ใหญ่จดสิทธิบัตรผูกขาดใบกะเพรา
ประเด็นร้อนในสังคมไทยกำลังจับตาเรื่อง สว. ค้านบริษัทยักษ์ใหญ่จดสิทธิบัตรผูกขาดใบกะเพรา หลังสมาชิกวุฒิสภาออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการวิจัยและการจดทะเบียนพันธุ์พืชที่อาจนำไปสู่การผูกขาดเมล็ดพันธุ์และการใช้ประโยชน์จากใบกะเพรา พืชที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน กะเพราไม่ใช่เพียงวัตถุดิบสำหรับผัดกะเพราเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต อาหารริมทาง อาชีพของร้านอาหาร และรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก
สมาชิกวุฒิสภามองว่า การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ หากช่วยให้พืชแข็งแรง โตเร็ว ทนต่อโรค หรือให้ผลผลิตดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยที่ใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ และบุคลากรของรัฐ ควรมีแนวทางแบ่งปันประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะพืชที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีวิตของคนไทย
สว. ค้านบริษัทยักษ์ใหญ่จดสิทธิบัตรผูกขาดใบกะเพรา
ข้อเรียกร้องสำคัญคือ ไม่ควรปล่อยให้การวิจัยพันธุ์กะเพรากลายเป็นเครื่องมือผูกขาดตลาดจนเกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกต่อได้ หรือผู้ประกอบการรายย่อยต้องเสียค่าใช้สิทธิ์ในราคาสูง การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอาจมีความจำเป็นสำหรับนวัตกรรมบางประเภท แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าขอบเขตของสิทธินั้นกระทบต่อพันธุ์พืชดั้งเดิมและสิทธิของประชาชนมากน้อยเพียงใด
สว. ค้านบริษัทยักษ์ใหญ่จดสิทธิบัตรผูกขาดใบกะเพรา เพราะอะไร
กะเพราเป็นพืชที่คนไทยคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก มีทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และสายพันธุ์ท้องถิ่นอีกหลายรูปแบบ แม้ปัจจุบันผู้บริโภคจะเห็นสายพันธุ์หลักไม่กี่ชนิด แต่ในอดีตประเทศไทยมีความหลากหลายของกะเพราจำนวนมาก ความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศ หากไม่มีการเก็บรักษาและพัฒนาสายพันธุ์อย่างเป็นระบบ พันธุ์พื้นเมืองอาจลดจำนวนลงหรือสูญหาย เหมือนกรณีพืชเศรษฐกิจบางชนิดที่เหลือให้ใช้งานเพียงไม่กี่สายพันธุ์
ฝ่ายที่ออกมาเรียกร้องยังยกตัวอย่างข้าวโพดและพืชอาหารอื่น ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเมล็ดพันธุ์อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ถือสิทธิ์เพียงไม่กี่ราย เกษตรกรอาจมีทางเลือกน้อยลง และต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์มากขึ้น ในระยะยาวสถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้
- เกษตรกรควรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม
- งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของรัฐควรสร้างประโยชน์แก่สาธารณะ
- หน่วยงานรัฐควรตรวจสอบผลกระทบของสิทธิบัตรต่อพันธุ์พืชพื้นเมือง
- ควรอนุรักษ์กะเพราหลากหลายสายพันธุ์ไม่ให้สูญหาย
- ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นก่อนกำหนดนโยบาย
ในมุมของภาคธุรกิจ การวิจัยพัฒนาพันธุ์กะเพราไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนวัตกรรมสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างมาตรฐานให้กับตลาดได้ แต่การให้สิทธิ์ผูกขาดเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อพืชชนิดนั้นเป็นอาหารที่คนไทยบริโภคเป็นประจำ ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นการกำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ให้ชัดเจน เช่น เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยใช้พันธุ์ได้ในราคาที่เข้าถึงได้ หรือจัดทำใบอนุญาตแบบเปิดสำหรับการเพาะปลูกเพื่อการดำรงชีพ
การถกเถียงเรื่องนี้ยังสะท้อนคำถามใหญ่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในภาคเกษตรว่า ผลงานวิจัยที่เกิดจากงบประมาณแผ่นดินควรเป็นของใคร หากมหาวิทยาลัยและนักวิจัยใช้ห้องแล็บ เครื่องมือ และบุคลากรที่ประชาชนมีส่วนสนับสนุนผ่านภาษี ผลประโยชน์จากงานวิจัยก็ควรกลับมาช่วยสังคม ไม่ใช่จำกัดอยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น
รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงควรชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจดทะเบียนพันธุ์กะเพราอย่างโปร่งใส ประชาชนควรได้รับข้อมูลว่า สิทธิ์ที่ยื่นขอครอบคลุมสายพันธุ์ใด ใช้กับการเพาะปลูกลักษณะไหน และมีข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลจะช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกได้อย่างสร้างสรรค์
ท้ายที่สุด สว. ค้านบริษัทยักษ์ใหญ่จดสิทธิบัตรผูกขาดใบกะเพรา ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างการเมืองกับภาคธุรกิจ แต่ควรเป็นโอกาสให้ประเทศไทยวางระบบคุ้มครองพันธุ์พืชที่สมดุล ส่งเสริมนวัตกรรมควบคู่กับการรักษาสิทธิของเกษตรกรและประชาชน กะเพราอาจเป็นเพียงผักใบหนึ่งในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับสังคมไทย กะเพราคือวัตถุดิบทางวัฒนธรรมและแหล่งรายได้ที่ควรได้รับการดูแลอย่างรอบคอบ ความเห็นส่วนตัวคือ งานวิจัยควรเดินหน้าได้เต็มที่ แต่สิทธิประโยชน์ต้องไม่ปิดกั้นคนไทยจากอาหารและอาชีพของตนเอง
ที่มา – สว. ค้านบริษัทยักษ์ใหญ่จดสิทธิบัติผูกขาดใบกะเพรา ย้ำเป็นสมบัติชาติ คนไทยทุกคนต้องมีสิทธิ