สุรเดชค้านคุ้มครองกะเพรา หวั่นทุนผูกขาด

ประเด็น สุรเดชค้านคุ้มครองกะเพรา กำลังได้รับความสนใจจากสังคม หลังนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีบริษัทเอกชนยื่นจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ โดยกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลต่อวิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม และเปิดช่องให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามามีอำนาจเหนือพืชอาหารพื้นบ้านของไทย

กะเพราเป็นพืชผักที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน เกษตรกรจำนวนมากปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน จำหน่ายในตลาดท้องถิ่น หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลต่อไป ดังนั้น เมื่อมีการพูดถึงการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา จึงเกิดคำถามสำคัญว่า สิทธิของผู้ปลูกและประชาชนทั่วไปจะได้รับการคุ้มครองมากน้อยเพียงใด รวมถึงจะมีข้อจำกัดต่อการเก็บ แลกเปลี่ยน หรือพัฒนาพันธุ์พืชในอนาคตหรือไม่

สุรเดชค้านคุ้มครองกะเพรา หวั่นกระทบเกษตรกร

นายสุรเดชมองว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชบางรูปแบบอาจทำให้สิทธิในการใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรลดลง หากกฎหมายมีเงื่อนไขที่เข้มงวดจนทำให้ผู้ปลูกไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ หรือไม่สามารถแลกเปลี่ยนพันธุ์กับเกษตรกรรายอื่นได้อย่างเสรี ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกะเพรา แต่ยังอาจขยายไปถึงพืชผักสวนครัวและพืชพื้นเมืองชนิดอื่น

ข้อกังวลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงสร้างตลาดโดยตรง เพราะหากบริษัทใดบริษัทหนึ่งมีสิทธิครอบคลุมพันธุ์พืชที่ได้รับความนิยม ก็อาจมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขการผลิต การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และราคาสินค้าได้มากขึ้น แม้การคุ้มครองพันธุ์พืชจะมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนนักวิจัยและผู้พัฒนาพันธุ์ แต่ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบระบบให้เกิดความสมดุล ไม่ให้สิทธิของเอกชนกระทบสิทธิพื้นฐานของเกษตรกรรายย่อย

สุรเดชค้านคุ้มครองกะเพรา และเรียกร้องการแข่งขันที่เป็นธรรม

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องการกระจายรายได้ นายสุรเดชระบุว่า ประเทศจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืนควรมีการแข่งขันที่เสรี และไม่ปล่อยให้รายได้หรืออำนาจทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ภาคเอกชนรายใหญ่ควรมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสนับสนุนเกษตรกร มากกว่าการสร้างระบบที่ทำให้คนตัวเล็กต้องพึ่งพาผู้ถือสิทธิรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

หากต้นทุนเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น หรือเกษตรกรต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้พันธุ์พืช ผลกระทบอาจส่งต่อไปยังราคาผักและอาหารในตลาด ผู้บริโภคจึงอาจต้องรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องใช้จ่ายกับอาหารเป็นสัดส่วนสูงกว่าคนทั่วไป การพิจารณานโยบายด้านพันธุ์พืชจึงควรมองให้ครบทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางอาหาร

ประเด็นสำคัญที่สังคมควรติดตามมีดังนี้

  • ขอบเขตของการคุ้มครองพันธุ์กะเพราและเงื่อนไขที่ผู้ปลูกต้องปฏิบัติตาม
  • สิทธิของเกษตรกรในการเก็บ แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์
  • มาตรการป้องกันการผูกขาดและการกระจุกตัวของอำนาจในห่วงโซ่อุปทาน
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อราคาพันธุ์พืช ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอาหาร
  • บทบาทของหน่วยงานรัฐในการวิจัยและจัดหาพันธุ์พืชคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

แนวทางแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช

นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวนและแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช โดยควรกำหนดสิทธิของเกษตรกรให้ชัดเจนว่า สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในแปลงของตนเอง แลกเปลี่ยนกับชุมชน และพัฒนาพันธุ์ท้องถิ่นได้โดยไม่ถูกจำกัดเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ควรมีระบบรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร นักวิชาการ ผู้บริโภค และภาคธุรกิจอย่างรอบด้านก่อนกำหนดนโยบาย

อีกข้อเสนอคือการขึ้นทะเบียนภูมิปัญญาและพันธุกรรมพืชพื้นเมืองให้เป็นสมบัติสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพยากรที่ชุมชนดูแลมาหลายชั่วอายุคนถูกนำไปจดสิทธิผูกขาดโดยปราศจากการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ระบบดังกล่าวควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความรู้ของชุมชน และสร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรทางชีวภาพของประเทศ

ภาครัฐยังควรเพิ่มงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยด้านพันธุ์พืช โดยมุ่งพัฒนาพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของไทย ต้านทานโรค ให้ผลผลิตดี และมีต้นทุนที่เกษตรกรเข้าถึงได้ หากมีหน่วยงานวิจัยสาธารณะที่เข้มแข็ง เกษตรกรก็จะมีทางเลือกมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับการรักษาสิทธิของชุมชนต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่ควรเลือกสนับสนุนฝ่ายหนึ่งจนทำให้อีกฝ่ายสูญเสียโอกาส การตัดสินใจของรัฐควรตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิชาการ ความโปร่งใส และประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก สำหรับผู้บริโภคและเกษตรกร การติดตามรายละเอียดของกฎหมายและกระบวนการพิจารณาจะช่วยให้สังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของพืชอาหารไทยได้มากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน กะเพราไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตคนไทย การพัฒนาพันธุ์พืชควรเดินหน้าต่อได้ แต่ต้องไม่ทำให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียสิทธิในการดำรงชีวิต รัฐจึงควรเร่งสร้างกติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และป้องกันการผูกขาด เพื่อให้ทั้งนักวิจัย ผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้บริโภคได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – ‘สุรเดช’ ค้านยื่นจดคุ้มครอง ‘กะเพรา’ อัดเปิดช่องนายทุนผูกขาด-ซ้ำเติมคนจน วอนรัฐแก้กฎหมายด่วน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *