อนุทิน ยัน ไม่ใช้ตำแหน่งป้องใคร

ประเด็นการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่มีการกล่าวถึงนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ซึ่งเป็นคณะทำงานของนายกรัฐมนตรี และถูกโยงว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกงสอบท้องถิ่น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า อนุทิน ยัน ไม่ใช้ตำแหน่งป้องใคร พร้อมย้ำว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและโปร่งใส

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงหนังสือตอบกลับจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากที่ได้สอบถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างนายทองเจือกับคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยระบุว่า ขณะนี้ต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การขอข้อมูลอย่างเป็นทางการจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

อนุทิน ยัน ไม่ใช้ตำแหน่งป้องใคร เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อถูกถามถึงแนวทางที่เคยประกาศว่าเป็นการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” นายอนุทินยืนยันว่าจะยังคงยึดหลักการดังกล่าวต่อไป หมายความว่า การตรวจสอบจะให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและพยานหลักฐานมากกว่าการมองจากชื่อ ตำแหน่ง หรือความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ แนวทางนี้ช่วยลดการตัดสินบุคคลจากกระแสข่าว และเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบทำงานได้อย่างรอบคอบ

นายอนุทินยังกล่าวด้วยว่า หากไม่ต้องการให้เกิดความชัดเจน ก็คงไม่ดำเนินการสอบถามข้อมูลอย่างเปิดเผยตั้งแต่แรก การขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรจึงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ เพราะผู้ลงนามในเอกสารจะต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ส่งมา ทำให้การตรวจสอบมีหลักฐานอ้างอิงและสามารถติดตามความคืบหน้าได้

อนุทิน ยัน ไม่ใช้ตำแหน่งป้องใคร แม้เป็นคนใกล้ตัว

สำหรับข้อกังวลว่านายทองเจือเป็นบุคคลใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี และอาจทำให้การตรวจสอบล่าช้าหรือไม่เป็นกลาง นายอนุทินยืนยันว่า เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวจะไม่ส่งผลต่อการพิจารณาข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่า การใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสร้างความเสียหายต่อตนเองและรัฐบาลอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะเข้าไปแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ

ในเบื้องต้น นายทองเจือได้จัดทำรายงานชี้แจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น รวมถึงอธิบายการดำเนินงานของตนเอง จากนั้นนายอนุทินได้มอบหมายให้ทีมงานตรวจสอบว่า มีประเด็นใดเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ โดยทีมงานรายงานว่ายังไม่พบความผิดที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม นายอนุทินเห็นว่าควรตรวจสอบประวัติเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลมีความรอบด้านและไม่หยุดอยู่เพียงคำชี้แจงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หน่วยงานที่อาจได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการตรวจสอบ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. แต่ละหน่วยงานมีอำนาจและบทบาทแตกต่างกัน การส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เหมาะสมจึงเป็นแนวทางที่จะช่วยให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลักการตรวจสอบที่รัฐบาลยืนยันต่อประชาชน

จากคำชี้แจงของนายอนุทิน สามารถสรุปแนวทางสำคัญที่รัฐบาลต้องการสื่อสารกับประชาชนได้หลายประเด็น ได้แก่

  • ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก การกล่าวหาจะต้องได้รับการตรวจสอบจากเอกสาร พยานหลักฐาน และข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่ปกป้องบุคคลจากตำแหน่ง ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง หากมีหลักฐานก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ
  • ขอข้อมูลอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้หน่วยงานผู้ตอบมีความรับผิดชอบต่อข้อมูล และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ส่งเรื่องให้หลายหน่วยงานพิจารณา หากพบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของตำรวจ ป.ป.ช. ปปง. หรือ ป.ป.ท. ก็จะส่งต่อให้หน่วยงานนั้นดำเนินการ
  • เร่งสร้างความชัดเจน นายอนุทินระบุว่า การสอบถามข้อมูลเบื้องต้นใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลต้องการลดความคลุมเครือในประเด็นที่สังคมจับตามอง

อีกประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจคือคำยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้การทุจริตเกิดขึ้นในการสอบข้าราชการท้องถิ่นในอนาคต นายอนุทินระบุว่า รัฐบาลสามารถป้องกันหรือสกัดกั้นการโกงได้ และจากนี้จะต้องไม่มีการทุจริตในการสอบเกิดขึ้น คำยืนยันดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังว่าการจัดสอบของภาครัฐจะต้องมีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การจัดสนามสอบ การประมวลผลคะแนน ไปจนถึงการประกาศผล

อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นไม่ควรอาศัยเพียงคำพูดของผู้บริหารประเทศ แต่ควรมีมาตรการที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้จริง เช่น การเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยของข้อสอบ การกำหนดช่องทางร้องเรียนที่เป็นอิสระ การเปิดเผยผลการตรวจสอบในส่วนที่ไม่กระทบต่อรูปคดี และการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา หากพบหลักฐานว่ามีการทุจริต

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารควรทำด้วยความระมัดระวัง ไม่รีบสรุปว่าบุคคลใดมีความผิดก่อนที่หน่วยงานจะสอบสวนเสร็จสิ้น ขณะเดียวกัน หากพบข้อมูลหรือหลักฐานที่เป็นประโยชน์ก็ควรส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านช่องทางทางการ การเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่มีหลักฐานอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เกี่ยวข้องและทำให้การตรวจสอบซับซ้อนขึ้น

โดยสรุป กรณีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบบุคคลที่อยู่ใกล้ฝ่ายบริหารสามารถดำเนินไปอย่างเป็นกลางได้จริง คำยืนยันว่า อนุทิน ยัน ไม่ใช้ตำแหน่งป้องใคร จะมีน้ำหนักมากขึ้นก็ต่อเมื่อประชาชนได้เห็นกระบวนการตรวจสอบที่รวดเร็ว เปิดเผย และนำไปสู่ข้อสรุปที่อ้างอิงหลักฐานอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และร่วมกันสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตเพื่อให้การสอบข้าราชการมีความยุติธรรมสำหรับผู้สมัครทุกคน

ที่มา – ‘อนุทิน’ ยัน ไม่ใช้ตำแหน่งป้องใคร หลัง ‘ทองเจือ’ ถูกโยงโกงสอบท้องถิ่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *