อัจฉริยะโยงเว็บพนันมวย ตำรวจแจงหลักฐานเส้นเงิน

คดีที่ถูกจับตามองอย่างมากในแวดวงข่าวอาชญากรรมและการพนันออนไลน์ คือกรณี อัจฉริยะโยงเว็บพนันมวย หลังตำรวจไซเบอร์เข้าจับกุมนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตามหมายจับในข้อหาฉ้อโกงประชาชน นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต

การจับกุมเกิดขึ้นบริเวณสนามมวยอ้อมน้อย ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวไปทำบันทึกประจำวันที่ สภ.กระทุ่มแบน และนำตัวเข้าสอบสวนต่อที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าบัญชีของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมแยกออกจากบัญชีส่วนตัวอย่างชัดเจน

อัจฉริยะโยงเว็บพนันมวย ตำรวจพบเส้นเงินสำคัญ

ตำรวจระบุว่า คดีนี้เริ่มต้นจากการกวาดล้างเครือข่ายพนันออนไลน์มวยพักยกวาไรตี้เมื่อเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย ยึดโทรศัพท์มือถือ 245 เครื่อง และทรัพย์สินอื่นรวมมูลค่ากว่า 6.3 ล้านบาท จากนั้นจึงนำข้อมูลทางการเงินและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาตรวจสอบเพิ่มเติม

ผลการสืบสวนขยายผลพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันมีมูลค่ารวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินที่เชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ดูแลเว็บไซต์พนัน รวมถึงบัญชีที่เกี่ยวข้องกับนายอัจฉริยะจำนวน 212 ครั้ง คิดเป็นเงินมากกว่า 40 ล้านบาท ข้อมูลดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นหลักในคดี อัจฉริยะโยงเว็บพนันมวย และนำไปสู่การขอศาลออกหมายจับ

ตรวจสอบบัญชีชมรมและบัญชีส่วนตัว

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ตำรวจพบว่าบัญชีส่วนตัวของนายอัจฉริยะมีรายการเงินเข้าออก 1,196 ครั้ง รวมยอดเงินหมุนเวียนประมาณ 191 ล้านบาท ขณะที่บัญชีของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมมีรายการเงินเข้าออก 5,140 ครั้ง และมียอดหมุนเวียนประมาณ 168 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ระบุว่าบัญชีทั้งสองส่วนยังต้องตรวจสอบเอกสารและที่มาของเงินเพิ่มเติม เพื่อแยกให้ชัดเจนว่ารายการใดเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของชมรม และรายการใดเป็นธุรกรรมส่วนบุคคล

ตำรวจยังให้ข้อมูลว่า มีเงินหลายสิบล้านบาทจากบัญชีชมรมที่ปรากฏความเชื่อมโยงกับเว็บพนันมวย ขณะเดียวกัน นายอัจฉริยะเป็นผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินจากบัญชีชมรมแต่เพียงผู้เดียว ประเด็นนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสอบทั้งเส้นทางเงิน วัตถุประสงค์ของการโอน และเอกสารยืนยันการนำเงินไปใช้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่พิจารณาจากยอดเงินเพียงอย่างเดียว

ข้อกล่าวหาของตำรวจและสิทธิของผู้ต้องหา

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บัญชาการจเรตำรวจและรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การดำเนินคดีไม่ได้เกิดจากการกลั่นแกล้ง แต่เป็นผลจากการสืบสวนขยายผลคดีพนันมวยที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก ตำรวจอ้างว่ามีพยานหลักฐานด้านธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงข้อมูลจากผู้เสียหายที่เคยให้รายละเอียดไว้ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหายังคงมีสิทธิให้การปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม การออกหมายจับหรือการถูกตั้งข้อกล่าวหาไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิดในทันที คดีจะต้องผ่านการสอบสวน รวบรวมหลักฐาน และพิจารณาโดยศาลต่อไป ทุกฝ่ายจึงควรหลีกเลี่ยงการตัดสินล่วงหน้า และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

  • ตำรวจตรวจพบเส้นเงินเชื่อมโยงกับเว็บพนันมวย 212 ครั้ง รวมกว่า 40 ล้านบาท
  • บัญชีส่วนตัวมีเงินหมุนเวียนประมาณ 191 ล้านบาท
  • บัญชีชมรมมีเงินหมุนเวียนประมาณ 168 ล้านบาท
  • ผู้ต้องหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยืนยันว่าบัญชีชมรมแยกจากบัญชีส่วนตัว
  • เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและเส้นทางเงินเพิ่มเติมเพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ประเด็น อัจฉริยะโยงเว็บพนันมวย จึงยังต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะรายละเอียดของธุรกรรมและคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง การเปิดเผยข้อมูลอย่างมีหลักฐานจะช่วยให้สังคมเข้าใจคดีมากขึ้น และลดความสับสนระหว่างข้อกล่าวหากับข้อเท็จจริงที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา

สำหรับประชาชน เรื่องนี้เป็นอีกกรณีที่สะท้อนความสำคัญของการตรวจสอบบัญชีองค์กรและบัญชีส่วนบุคคลให้โปร่งใส โดยเฉพาะองค์กรที่รับเงินบริจาคหรือช่วยเหลือผู้เสียหาย หากมีระบบบัญชี เอกสารการใช้จ่าย และการตรวจสอบจากบุคคลภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันข้อสงสัยในอนาคตได้

ติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐและคำชี้แจงของทุกฝ่ายอย่างมีวิจารณญาณ เพราะข้อเท็จจริงสุดท้ายควรยึดหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมเป็นสำคัญ

ที่มา – ตร.ยันไม่ได้กลั่นแกล้งพบ ‘อัจฉริยะ’ ใช้เงินบัญชีชมรมฯ โยงเว็บพนันมวยหลายสิบล้านบาท

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *