ชาวบ้าน 200 คนปิดโรงงานรีไซเคิลปราจีนฯ

ชาวบ้าน 200 คนปิดโรงงานรีไซเคิลปราจีนฯ หลังรวมตัวเรียกร้องให้บริษัทหยุดกิจการและย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกจากพื้นที่โดยเร็ว เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณหน้าบริษัทแห่งหนึ่งในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำเสียและขยะอุตสาหกรรมที่อาจไหลเข้าสู่พื้นที่การเกษตรและแหล่งน้ำใกล้เคียง

ชาวบ้าน 200 คนปิดโรงงานรีไซเคิลปราจีนฯ

การรวมตัวครั้งนี้มีประชาชนจากพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอศรีมโหสถเข้าร่วมกว่า 200 คน โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญให้โรงงานยุติการดำเนินกิจการอย่างถาวร และนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชาวบ้านระบุว่า ก่อนหน้านี้นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจสอบบริษัทและมีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการภายใน 7 วัน แต่จนถึงขณะนี้ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลการดำเนินงานตามคำสั่งดังกล่าว

สำหรับบรรยากาศบริเวณการชุมนุม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรศรีมหาโพธิคอยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย ขณะที่ประชาชนบางส่วนทำพิธีเผาหุ่นฟาง เผาพริกเผาเกลือ และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสะท้อนความไม่พอใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พวกเขาต้องการให้หน่วยงานรัฐเร่งตัดสินใจและไม่ปล่อยให้โรงงานกลับมาเปิดดำเนินการในพื้นที่เดิม หากจำเป็นต้องประกอบกิจการต่อ ก็ควรย้ายไปยังสถานที่ที่เหมาะสมและมีระบบป้องกันผลกระทบอย่างรัดกุม

ชาวบ้าน 200 คนปิดโรงงานรีไซเคิลปราจีนฯ เพราะกังวลน้ำเสีย

นายประจวบ นาแพง อดีตผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมารวมตัวกัน คือเหตุการณ์น้ำท่วมโรงงาน ซึ่งทำให้น้ำเสียจากขยะอุตสาหกรรมไหลออกนอกพื้นที่และกระจายเข้าสู่แปลงเกษตรของชาวบ้าน ส่งผลให้พื้นที่ทำกินได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบว่าน้ำเสียจากโรงงานอาจมีสารพิษปะปนและไหลไปตามลำน้ำลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี

ผลกระทบที่ชาวบ้านกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในคลองและแม่น้ำ โดยมีรายงานว่าพบปลาตายในจำนวนมาก ประชาชนจึงไม่มั่นใจที่จะนำปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาบริโภค และไม่กล้าใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคเหมือนที่ผ่านมา ความรู้สึกไม่มั่นคงดังกล่าวทำให้ชุมชนต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องผลตรวจสารปนเปื้อน แนวทางเยียวยา และมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

  • เร่งชี้แจงผลการตรวจสอบน้ำเสียและสารปนเปื้อนอย่างโปร่งใส
  • ย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • กำหนดมาตรการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำของชุมชน
  • พิจารณาการปิดโรงงานหรือย้ายสถานประกอบการไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม
  • เปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

นางศิริพร ฉายวัฒนะ จากกลุ่มคนรักปราจีนบุรี กล่าวว่า เดินทางมาให้กำลังใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะมองว่าบริษัทอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำเสียและน้ำสีดำในคลอง แม้หน่วยงานราชการจะมีคำสั่งตามมาตรา 37 และมาตรา 39 แต่ประชาชนบางส่วนเห็นว่ายังไม่เพียงพอ หากคำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการหยุดเพื่อรอเปิดกิจการใหม่ ความเสี่ยงก็อาจกลับมาเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะโรงงานที่ตั้งอยู่กลางทุ่งและเป็นพื้นที่รับน้ำในช่วงฤดูฝน

ประเด็นที่ชุมชนต้องการเห็นคือการประเมินความเสี่ยงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หน่วยงานรัฐควรตรวจสอบโครงสร้างจัดเก็บขยะ ระบบบำบัดน้ำเสีย และแผนรับมืออุทกภัยของโรงงานอย่างละเอียด รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เพราะความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายเห็นข้อมูลชุดเดียวกันและสามารถตรวจสอบขั้นตอนการแก้ไขได้

จตุรนต์ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชน

ระหว่างการชุมนุม นายจตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย เดินทางมาพบปะและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและปัญหาน้ำเสีย เมื่อทราบว่ากลุ่มชาวบ้านกำลังทำพิธีเผาหุ่นฟาง เผาพริกเผาเกลือ เขาจึงเดินเข้าไปพูดคุยท่ามกลางกลุ่มควันไฟ แม้ผู้ติดตามจะขอให้ถอยออกจากบริเวณดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย แต่นายจตุรนต์ยืนยันว่าจะไม่หลบควันไฟ เพราะไม่ต้องการถอยหนีจากปัญหาของประชาชน

ท่าทีดังกล่าวสร้างความพอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม และมีการถ่ายภาพร่วมกันในเวลาต่อมา นายจตุรนต์รับปากว่าจะนำปัญหาและข้อเรียกร้องของประชาชนไปหารือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดการตรวจสอบและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

กรณี ชาวบ้าน 200 คนปิดโรงงานรีไซเคิลปราจีนฯ สะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อความเป็นอยู่และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยตรง การแก้ไขจึงควรอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การมีส่วนร่วมของประชาชน และความรับผิดชอบจากทุกหน่วยงาน หากภาครัฐเร่งเปิดเผยข้อเท็จจริง พร้อมวางมาตรการฟื้นฟูและป้องกันที่ตรวจสอบได้ ก็จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่ได้มากขึ้น

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือการติดตามผลตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เก็บหลักฐานผลกระทบ และใช้สิทธิเรียกร้องผ่านช่องทางตามกฎหมายอย่างสันติ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรับฟังเสียงของชุมชนอย่างจริงจัง เพราะความปลอดภัยของน้ำ อาหาร และพื้นที่ทำกินไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว

ที่มา – ชาวบ้าน 200 คนปิดโรงงานรีไซเคิลปราจีนฯ ‘จตุรนต์’ ลุยควันไฟให้กำลังใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *