ทอท. เซ็นสัญญา AOTGA เสริมบริการสุวรรณภูมิ

ทอท. เซ็นสัญญา AOTGA เสริมบริการสุวรรณภูมิ เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของการพัฒนางานบริการภาคพื้นในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังเกิดปัญหาสัมภาระตกค้างและเที่ยวบินล่าช้าของสายการบินไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เตรียมเพิ่มผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 เพื่อช่วยรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย

ตามข้อมูลที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569 การให้บริการผู้โดยสารของสายการบินไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 100% แล้ว ตั้งแต่คืนวันที่ 3 ต.ค. 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีกระเป๋าสัมภาระตกค้างอยู่ประมาณ 600 ใบ โดยผู้โดยสารทยอยเดินทางมารับแล้วประมาณ 200 ใบ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 400 ใบ อยู่ระหว่างการติดต่อเจ้าของสัมภาระให้มารับคืน

ทอท. เซ็นสัญญา AOTGA เสริมบริการสุวรรณภูมิ

ทอท. มีกำหนดลงนามสัญญากับบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA ในวันที่ 8 ต.ค. 2569 เพื่อให้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การเพิ่มผู้ให้บริการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการจัดการงานภาคพื้น และช่วยรองรับจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 60 ล้านคนต่อปี

ปัจจุบันสุวรรณภูมิมีผู้ให้บริการภาคพื้นอยู่แล้ว 2 ราย แต่ทั้งสองรายมีขีดความสามารถในการรองรับงานใกล้เต็มกำลัง เมื่อมีเที่ยวบินจำนวนมาก ผู้โดยสารหนาแน่น หรือเกิดเหตุขัดข้องที่ไม่คาดคิด ก็อาจทำให้การลำเลียงสัมภาระ การจัดเตรียมเครื่องบิน และการประสานงานระหว่างสายการบินกับสนามบินล่าช้าได้ การมี AOTGA เข้ามาเสริมจึงถือเป็นการเพิ่มทางเลือกและสร้างกำลังสำรองให้กับระบบโดยรวม

ทอท. เซ็นสัญญา AOTGA พร้อมกำหนด KPI และบทลงโทษ

จุดที่น่าสนใจของสัญญาฉบับใหม่ คือ ทอท. ระบุว่าจะกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ หรือ KPI อย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดค่าปรับและบทลงโทษสำหรับกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่กำหนด นโยบายดังกล่าวแตกต่างจากสัญญาระหว่าง ทอท. กับการบินไทย ซึ่งไม่ได้กำหนดบทลงโทษเอาไว้ จึงไม่สามารถเรียกค่าปรับหรือดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้เมื่อเกิดปัญหา

สำหรับสัญญากับ AOTGA หากผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์ นอกจากจะถูกเรียกเก็บค่าปรับแล้ว ยังอาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาได้ มาตรการนี้ช่วยสร้างความรับผิดชอบให้ผู้ให้บริการทำงานตามมาตรฐาน และทำให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของคุณภาพการบริการ ความตรงต่อเวลา และความปลอดภัยของผู้โดยสาร

เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มให้บริการจริง

หลังจากลงนามสัญญาแล้ว AOTGA จะต้องเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติงาน คาดว่าจะเริ่มเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานได้ในช่วงต้นปี 2570 โดยในระยะแรกจะเน้นการให้บริการภาคพื้น เพื่อสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินและผู้โดยสารให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

ส่วนงานด้านสินค้าและคลังสินค้า จะต้องมีการก่อสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ก่อนเปิดให้บริการ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 18 เดือน การวางแผนแยกส่วนงานอย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างมีระบบ และลดผลกระทบต่อการดำเนินงานประจำวันของท่าอากาศยาน

เหตุผลที่ต้องเพิ่มผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3

งานบริการภาคพื้นเป็นส่วนสำคัญที่ผู้โดยสารอาจไม่ได้มองเห็นโดยตรง แต่มีผลต่อประสบการณ์เดินทางตั้งแต่การเช็กอิน การขนส่งสัมภาระ การจัดเตรียมเครื่องบิน ไปจนถึงการประสานงานก่อนเครื่องออก หากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งติดขัด ก็อาจส่งผลต่อเที่ยวบินหลายเที่ยวต่อเนื่องกันได้

  • เพิ่มกำลังรองรับผู้โดยสาร: สุวรรณภูมิมีแนวโน้มรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีกำลังคนและอุปกรณ์เพียงพอ
  • ลดความเสี่ยงงานล้น: การมีผู้ให้บริการรายที่ 3 ช่วยกระจายงานในช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินหนาแน่น
  • รองรับเหตุฉุกเฉิน: หากผู้ให้บริการรายใดประสบปัญหา จะมีหน่วยงานสำรองเข้ามาช่วยสนับสนุนได้รวดเร็วขึ้น
  • ยกระดับการแข่งขันด้านคุณภาพ: KPI และบทลงโทษที่ชัดเจนช่วยผลักดันให้ผู้ให้บริการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
  • ลดโอกาสเกิดเที่ยวบินล่าช้า: การจัดการสัมภาระและงานภาคพื้นที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดปัจจัยที่ทำให้เครื่องบินออกเดินทางไม่ตรงเวลา

ทอท. ยังระบุว่าได้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา และจัดทำแผนสำรองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย โดยเตรียมบุคลากรและวางระบบประสานงานให้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทอท. จะสามารถเข้าไปสนับสนุนสายการบินหรือผู้ประกอบการได้เร็วกว่าเดิม

ในมุมของผู้โดยสาร การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจช่วยให้การเดินทางผ่านสุวรรณภูมิมีความราบรื่นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ช่วงฤดูท่องเที่ยว หรือวันที่มีเที่ยวบินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมของ AOTGA การทำงานร่วมกับสายการบิน และการกำกับดูแลของ ทอท. อย่างใกล้ชิด

ทอท. เซ็นสัญญา AOTGA เสริมบริการสุวรรณภูมิ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผู้ให้บริการรายใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับโครงสร้างการบริหารงานภาคพื้นให้มีความยืดหยุ่นและมีระบบรับผิดชอบมากขึ้น หาก KPI ถูกนำมาใช้จริงอย่างเข้มงวด พร้อมมีการติดตามผลอย่างโปร่งใส ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้โดยสาร สายการบิน และผู้ประกอบการที่ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สำหรับผู้โดยสารที่กำลังวางแผนเดินทาง ควรเผื่อเวลาเข้าสนามบิน ตรวจสอบสถานะเที่ยวบิน และเก็บหลักฐานเกี่ยวกับสัมภาระให้ครบถ้วน ขณะเดียวกัน ทอท. ควรสื่อสารความคืบหน้าของการเตรียมงานและผลการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเพิ่มผู้ให้บริการครั้งนี้นำไปสู่การยกระดับสนามบินไทยอย่างเป็นรูปธรรม

บทสรุป: การเพิ่ม AOTGA เป็นผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 ถือเป็นแนวทางที่น่าจับตา เพราะช่วยเพิ่มกำลังสำรอง ลดภาระของผู้ให้บริการเดิม และวางมาตรฐานด้าน KPI กับบทลงโทษให้ชัดเจน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง มาตรการนี้จะช่วยให้สุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารจำนวนมากได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที่มา – 8 ต.ค.นี้ “ทอท.” เซ็นสัญญา “AOTGA” เสริมบริการภาคพื้น @สุวรรณภูมิ เพิ่มโทษปรับ-ยกเลิกสัญญา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *