ทูลเกล้าฯ ปลด สรณ พ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

เป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงราชการและองค์กรอิสระ เมื่อล่าสุดมีกระแสข่าวการ ทูลเกล้าฯ ปลด สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมายืนยันว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้องและไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีแต่อย่างใด

ทูลเกล้าฯ ปลด สรณ พ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

เหตุการณ์ความขัดแย้งภายในสำนักงาน กสทช. ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยกรรมการบางส่วนได้แสดงความเห็นว่าปัญหาเกิดจากการบริหารงานของประธานเพียงคนเดียว ทำให้เกิดคำถามตามมาถึงอนาคตของหน่วยงานและการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในปัจจุบัน

สรุปสถานการณ์ ทูลเกล้าฯ ปลด สรณ

นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า ตนยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมทั้งเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองเพิ่มเติม โดยอ้างว่าตนมีหลักฐานใหม่จากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ยืนยันว่าได้ลาออกจากสถานะพนักงานและลูกจ้างอย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ทำให้รายได้ในช่วงที่เป็นประธาน กสทช. นั้นมาจากการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระ ซึ่งไม่ถือเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามที่คณะกรรมการสรรหาเคยตั้งประเด็นไว้

ความวุ่นวายภายในสำนักงานแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การลดกำลังคนภาครัฐ: ครม. เห็นชอบนโยบายยุบเลิก 11 สายงานข้าราชการเมื่อเกษียณอายุ เพื่อปรับโครงสร้างและลดภาระงบประมาณ
  • คดีเขากระโดง: มีการยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้ากรณีบุกรุกที่ดินสาธารณะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
  • การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่งชะลอการเลือกตั้งเดิม เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้ตามกำหนดการ

ในมุมมองของกรรมการท่านอื่นอย่าง ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต ได้สะท้อนความรู้สึกถึงสถานการณ์ในสำนักงานว่ามีความกดดันสูง และการทำงานที่หยุดชะงักส่งผลกระทบต่อภาพรวมขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ ประชาชนคงต้องติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธาน กสทช. จะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งที่เรื้อรังมานานได้หรือไม่

ท้ายที่สุด การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรอิสระหรือหน่วยงานรัฐควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจากความขัดแย้งระหว่างบุคคลเท่านั้น

ที่มา – ทูลเกล้าฯ ปลด “สรณ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *